วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน 2569

Login
Login

‘ศูนย์การแพทย์บางซื่อ’ เทียบเท่า รพ.ราชวิถี รอข้อยุติรูปแบบ 'เช่าพื้นที่' รฟท.

‘ศูนย์การแพทย์บางซื่อ’ เทียบเท่า รพ.ราชวิถี รอข้อยุติรูปแบบ 'เช่าพื้นที่' รฟท.

เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” เกี่ยวกับโครงการโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์สาธารณสุข ที่จะเช่าพื้นที่ของ รฟท. บริเวณศูนย์คมนาคมพหลโยธิน (แปลง D) หรือย่านสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ว่าประมาณปี 2557 ที่มีโครงการพัฒนาพื้นที่บางซื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในเชิงพาณิชย์ และบริการสาธารณะ โดยกรมการแพทย์ ได้มีการเสนอขอเช่าพื้นที่ประมาณ 15 ไร่ บริเวณใกล้กับสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ เพื่อจัดตั้งโรงพยาบาลระดับตติยภูมิขั้นสูง ที่สามารถรองรับการจราจรที่หนาแน่น และจำนวนผู้คนที่สัญจรเข้าออกในย่านนี้นับแสนคนต่อวัน

เดิมทีศูนย์การแพทย์ขั้นสูงระดับตติยภูมิ  ลักษณะโครงการแบบร่วมทุนกับภาคเอกชน(PPP) โดยได้มีการศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility Study) ในช่วงปี พ.ศ. 2560-2561 พบว่า โครงการดังกล่าวมีความเป็นไปได้สูง และมีความคุ้มค่าในการดำเนินการ จึงมีการเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.)หลายปี แต่ยังไม่ทันถึงขั้นได้รับอนุมัติ โครงการได้ยกเลิกไปก่อน เนื่องจากความไม่ชัดเจนในสิทธิการครอบครองที่ดินระหว่างกระทรวงคมนาคม และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)

รอข้อยุติรูปแบบการให้ใช้พื้นที่

“โครงการนี้ยังไม่ได้รับการอนุมัติแต่ก็ไม่ได้โดนถอนเรื่องออกไป กรมการแพทย์จึงยังไม่สามารถเดินหน้าต่อได้จนถึงตอนนี้  ล่าสุดได้มีการเชิญประชุมเพื่อหารือถึงความสนใจของกรมการแพทย์อีกครั้ง ซึ่งกรมการแพทย์ยืนยันว่ายังคงมีความต้องการ และความพร้อมที่จะสร้างโรงพยาบาลเพื่อดูแลคนกรุงเทพฯ ในจุดที่เป็นศูนย์รวมการเดินทางแห่งนี้ แต่ต้องรอข้อยุติในรูปแบบการให้ใช้พื้นที่”นพ.ณัฐพงศ์ กล่าว
 

นพ.ณัฐพงศ์ ย้ำว่า  กรมการแพทย์มีความประสงค์จะเช่าพื้นที่นำมาสร้างแบบโครงการ PPP เพื่อให้เป็นศูนย์การแพทย์ที่เป็นโรงพยาบาลระดับตติยภูมิขั้นสูง เทียบเท่าศักยภาพของ รพ.ราชวิถี ที่สามารถรองรับผู้ป่วยนอกได้ 2,000 คนต่อวัน และผู้ป่วยในกว่า 500 เตียง  ในการสร้างอาคารจึงมีลักษณะการออกแบบเฉพาะทางของการก่อสร้าง เพื่อให้มีความเหมาะสมรองรับสำหรับการเป็นโรงพยาบาล การให้บริการรักษาพยาบาล ทั้งระบบบำบัดน้ำเสีย และการจัดวางพื้นที่ ที่แตกต่างจากอาคารสำนักงานทั่วไป ดังนั้น หากเป็นการเช่าอาคารที่สร้างสำเร็จรูปมาแล้วอาจไม่ตอบโจทย์การใช้งานทางการแพทย์ และมีความเป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ

ต้องศึกษาความเป็นไปได้ใหม่ให้อัปเดต

“หากจะปรับเปลี่ยนเป็นเพียงการเปิดหน่วยบริการขนาดเล็กให้บริการเฉพาะผู้ป่วยนอก (OPD) แล้วเช่าพื้นที่อาคารที่สร้างสำเร็จมาเปิดให้บริการเหมือนรูปแบบในห้างสรรพสินค้า จะไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ที่มีคนหนาแน่นมากขนาดนี้ได้”นพ.ณัฐพงศ์กล่าว  

นพ.ณัฐพงศ์ กล่าวอีกว่า หากที่สุดแล้วมีการสรุปรูปแบบการใช้พื้นที่ โดยให้กรมการแพทย์เช่าที่ดิน ไม่ใช่การให้เช่าพื้นที่ในอาคารที่สร้างสำเร็จแล้ว  ก็จะมีการปรับปรุงข้อมูลการศึกษาความเป็นไปได้ให้เป็นปัจจุบัน เนื่องจากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา นับแต่มีการศึกษาครั้งแรกนั้น สถานการณ์ทางการแพทย์ และสภาพเศรษฐกิจเปลี่ยนไปมาก

ไม่ว่าจะเป็นจำนวนเตียงในโรงพยาบาลในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่เพิ่มขึ้น หรือสภาพการจราจรที่เปลี่ยนไป กรมการแพทย์คาดว่าต้องใช้เวลาประมาณ 1 ปีในการทำ Feasibility Study ใหม่ รวมถึงต้องพิจารณาระเบียบ PPP ที่เหมาะสมเพื่อจูงใจให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุน

รูปแบบบริการฟรี-เสียค่าใช้จ่าย 

รูปแบบศูนย์การแพทย์ระดับตติยภูมิโมเดล PPP เพื่อลดภาระงบประมาณภาครัฐ โดยให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนด้านการก่อสร้าง และบริหารจัดการในส่วนที่ไม่ใช่การแพทย์ ขณะที่กรมการแพทย์ดูแลในเรื่องการจัดบริการทางการแพทย์ โมเดลนี้จะช่วยให้โรงพยาบาลมีความคล่องตัว และทันสมัยเหมือนโรงพยาบาลเอกชน แต่ยังคงความเป็นโรงพยาบาลรัฐที่ประชาชนสามารถใช้สิทธิขั้นพื้นฐานตามหลักประกันสุขภาพภาครัฐได้ในส่วนหนึ่ง

ขณะเดียวกันก็จะมีบริการพิเศษสำหรับผู้ที่ยินดีจ่ายเพิ่ม เพื่อให้ได้รับความสะดวกสบายและรวดเร็วเทียบเท่าเอกชน ซึ่งรายได้ส่วนนี้จะถูกนำมาจัดสรรให้แก่บริษัทเอกชนที่มาร่วมลงทุนด้วย

“การมีโรงพยาบาลขั้นสูงตั้งอยู่ใจกลางจุดเชื่อมต่อการเดินทาง ทั้งรถไฟความเร็วสูง รถไฟฟ้า และสถานีขนส่งหมอชิต จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยฉุกเฉินให้กับคนเดินทาง และประชาชนในกรุงเทพมหานคร ได้อย่างมีนัยสำคัญ รวมถึง เป็นการแสดงศักยภาพด้านการแพทย์ของประเทศ” นพ.ณัฐพงศ์ กล่าว
 

ยกระดับ รพ.รถไฟ-รพ.กรมการแพทย์

นอกจากประโยชน์ต่อประชาชนโดยทั่วไปแล้ว การรถไฟแห่งประเทศไทยยังจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากโครงการนี้ เนื่องจากแผนเดิมมีการเสนอให้ย้าย และยกระดับโรงพยาบาลบุรฉัตรไชยากร (โรงพยาบาลรถไฟ) จากมักกะสันมาไว้ในพื้นที่แห่งนี้ด้วย เพื่อให้เป็นหน่วยงานที่ดูแลสวัสดิการพยาบาลของบุคลากรการรถไฟทั่วประเทศ โดยมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากกรมการแพทย์เข้ามาช่วยบริหารจัดการ และส่งต่อผู้ป่วยในระดับที่สูงขึ้น ซึ่งจะทำให้พื้นที่มักกะสันเดิมสามารถนำไปพัฒนาเชิงพาณิชย์อื่นๆ ได้อย่างเต็มที่มากขึ้น

นพ.ณัฐพงศ์ กล่าวอีกว่า กรมการแพทย์ยังมีโครงการยกระดับสถานพยาบาลสังกัดกรมด้วย โดยการเพิ่มศักยภาพของสถาบันมะเร็ง และย้ายสถานที่ไปยังเขตบางขุนเทียนพื้นที่ 100 ไร่ งบประมาณราว 3,200 ล้านบาท ได้ผู้ชนะการประมูลเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ ในส่วน รพ.นพรัตนราชธานี ที่ให้บริการดูแลรักษาพยาบาลผู้ป่วยในพื้นที่กรุงเทพมหานครโซนตะวันออกเป็นหลัก ซึ่งมีประชากรจำนวนมาก จะยกระดับในการให้บริการฉายรังสี ผ่าตัดโรคหัวใจ และโรคสมอง เพื่อรองรับการรักษาพยาบาลเฉพาะทางที่มีศักยภาพมากขึ้น  

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์