วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

‘ศูนย์การแพทย์บางซื่อ’เทียบเท่ารพ.ราชวิถี รอข้อยุติรูปแบบ 'เช่าพื้นที่' รฟท.

‘ศูนย์การแพทย์บางซื่อ’เทียบเท่ารพ.ราชวิถี รอข้อยุติรูปแบบ 'เช่าพื้นที่' รฟท.

เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ”เกี่ยวกับโครงการโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์สาธารณสุข ที่จะเช่าพื้นที่ของ รฟท. บริเวณศูนย์คมนาคมพหลโยธิน (แปลง D) หรือย่านสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ว่าประมาณปี 2557 ที่มีโครงการพัฒนาพื้นที่บางซื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในเชิงพาณิชย์และบริการสาธารณะ โดยกรมการแพทย์ ได้มีการเสนอขอเช่าพื้นที่ประมาณ 15 ไร่ บริเวณใกล้กับสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ เพื่อจัดตั้งโรงพยาบาลระดับตติยภูมิขั้นสูง ที่สามารถรองรับการจราจรที่หนาแน่นและจำนวนผู้คนที่สัญจรเข้าออกในย่านนี้นับแสนคนต่อวัน

เดิมทีศูนย์การแพทย์ขั้นสูงระดับตติยภูมิ  ลักษณะโครงการแบบร่วมทุนกับภาคเอกชน(PPP) โดยได้มีการศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility Study) ในช่วงปี พ.ศ. 2560-2561 พบว่า โครงการดังกล่าวมีความเป็นไปได้สูงและมีความคุ้มค่าในการดำเนินการ จึงมีการเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.)หลายปี แต่ยังไม่ทันถึงขั้นได้รับอนุมัติ โครงการได้ยกเลิกไปก่อน เนื่องจากความไม่ชัดเจนในสิทธิการครอบครองที่ดินระหว่างกระทรวงคมนาคม และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)

รอข้อยุติรูปแบบการให้ใช้พื้นที่

“โครงการนี้ยังไม่ได้รับการอนุมัติแต่ก็ไม่ได้โดนถอนเรื่องออกไป กรมการแพทย์จึงยังไม่สามารถเดินหน้าต่อได้จนถึงตอนนี้  ล่าสุดได้มีการเชิญประชุมเพื่อหารือถึงความสนใจของกรมการแพทย์อีกครั้ง ซึ่งกรมการแพทย์ยืนยันว่ายังคงมีความต้องการและความพร้อมที่จะสร้างโรงพยาบาลเพื่อดูแลคนกรุงเทพฯ ในจุดที่เป็นศูนย์รวมการเดินทางแห่งนี้ แต่ต้องรอข้อยุติในรูปแบบการให้ใช้พื้นที่”นพ.ณัฐพงศ์กล่าว
 

นพ.ณัฐพงศ์ ย้ำว่า  กรมการแพทย์มีความประสงค์จะเช่าพื้นที่นำมาสร้างแบบโครงการ PPP เพื่อให้เป็นศูนย์การแพทย์ที่เป็นโรงพยาบาลระดับตติยภูมิขั้นสูง เทียบเท่าศักยภาพของรพ.ราชวิถี ที่สามารถรองรับผู้ป่วยนอกได้ 2,000 คนต่อวัน และผู้ป่วยในกว่า 500 เตียง  ในการสร้างอาคารจึงมีลักษณะการออกแบบเฉพาะทางของการก่อสร้าง เพื่อให้มีความเหมาะสมรองรับสำหรับการเป็นโรงพยาบาล การให้บริการรักษาพยาบาล ทั้งระบบบำบัดน้ำเสีย และการจัดวางพื้นที่ที่แตกต่างจากอาคารสำนักงานทั่วไป ดังนั้น หากเป็นการเช่าอาคารที่สร้างสำเร็จรูปมาแล้วอาจไม่ตอบโจทย์การใช้งานทางการแพทย์และมีความเป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ

ต้องศึกษาความเป็นไปได้ใหม่ให้อัปเดต

“หากจะปรับเปลี่ยนเป็นเพียงการเปิดหน่วยบริการขนาดเล็กให้บริการเฉพาะผู้ป่วยนอก (OPD) แล้วเช่าพื้นที่อาคารที่สร้างสำเร็จมาเปิดให้บริการเหมือนรูปแบบในห้างสรรพสินค้า จะไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่ที่มีคนหนาแน่นมากขนาดนี้ได้”นพ.ณัฐพงศ์กล่าว  

นพ.ณัฐพงศ์ กล่าวอีกว่า หากที่สุดแล้วมีการสรุปรูปแบบการใช้พื้นที่ โดยให้กรมการแพทย์เช่าที่ดิน ไม่ใช่การให้เช่าพื้นที่ในอาคารที่สร้างสำเร็จแล้ว  ก็จะมีการปรับปรุงข้อมูลการศึกษาความเป็นไปได้ให้เป็นปัจจุบัน เนื่องจากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานับแต่มีการศึกษาครั้งแรกนั้น สถานการณ์ทางการแพทย์และสภาพเศรษฐกิจเปลี่ยนไปมาก

ไม่ว่าจะเป็นจำนวนเตียงในโรงพยาบาลในพื้นที่กรุงเทพฯที่เพิ่มขึ้น หรือสภาพการจราจรที่เปลี่ยนไป กรมการแพทย์คาดว่าต้องใช้เวลาประมาณ 1 ปีในการทำ Feasibility Study ใหม่ รวมถึงต้องพิจารณาระเบียบ PPP ที่เหมาะสมเพื่อจูงใจให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุน

รูปแบบบริการฟรี-เสียค่าใช้จ่าย 

รูปแบบศูนย์การแพทย์ระดับตติยภูมิโมเดล PPP เพื่อลดภาระงบประมาณภาครัฐ โดยให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนด้านการก่อสร้างและบริหารจัดการในส่วนที่ไม่ใช่การแพทย์ ขณะที่กรมการแพทย์ดูแลในเรื่องการจัดบริการทางการแพทย์ โมเดลนี้จะช่วยให้โรงพยาบาลมีความคล่องตัวและทันสมัยเหมือนโรงพยาบาลเอกชน แต่ยังคงความเป็นโรงพยาบาลรัฐที่ประชาชนสามารถใช้สิทธิขั้นพื้นฐานตามหลักประกันสุขภาพภาครัฐได้ในส่วนหนึ่ง

ขณะเดียวกันก็จะมีบริการพิเศษสำหรับผู้ที่ยินดีจ่ายเพิ่ม เพื่อให้ได้รับความสะดวกสบายและรวดเร็วเทียบเท่าเอกชน ซึ่งรายได้ส่วนนี้จะถูกนำมาจัดสรรให้แก่บริษัทเอกชนที่มาร่วมลงทุนด้วย

“การมีโรงพยาบาลขั้นสูงตั้งอยู่ใจกลางจุดเชื่อมต่อการเดินทาง ทั้งรถไฟความเร็วสูง รถไฟฟ้า และสถานีขนส่งหมอชิต จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยฉุกเฉินให้กับคนเดินทางและประชาชนในกรุงเทพมหานครได้อย่างมีนัยสำคัญ รวมถึง เป็นการแสดงศักยภาพด้านการแพทย์ของประเทศ”นพ.ณัฐพงศ์กล่าว
 

ยกระดับรพ.รถไฟ-รพ.กรมการแพทย์

นอกจากประโยชน์ต่อประชาชนโดยทั่วไปแล้ว การรถไฟแห่งประเทศไทยยังจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากโครงการนี้ เนื่องจากแผนเดิมมีการเสนอให้ย้ายและยกระดับโรงพยาบาลบุรฉัตรไชยากร (โรงพยาบาลรถไฟ) จากมักกะสันมาไว้ในพื้นที่แห่งนี้ด้วย เพื่อให้เป็นหน่วยงานที่ดูแลสวัสดิการพยาบาลของบุคลากรการรถไฟทั่วประเทศ โดยมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากกรมการแพทย์เข้ามาช่วยบริหารจัดการและส่งต่อผู้ป่วยในระดับที่สูงขึ้น ซึ่งจะทำให้พื้นที่มักกะสันเดิมสามารถนำไปพัฒนาเชิงพาณิชย์อื่น ๆ ได้อย่างเต็มที่มากขึ้น

นพ.ณัฐพงศ์ กล่าวอีกว่า กรมการแพทย์ยังมีโครงการยกระดับสถานพยาบาลสังกัดกรมด้วย โดยการเพิ่มศักยภาพของสถาบันมะเร็งและย้ายสถานที่ไปยังเขตบางขุนเทียนพื้นที่ 100 ไร่ งบประมาณราว 3,200 ล้านบาท ได้ผู้ชนะการประมูลเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ ในส่วน รพ.นพรัตนราชธานี ที่ให้บริการดูแลรักษาพยาบาลผู้ป่วยในพื้นที่กรุงเทพมหานครโซนตะวันออกเป็นหลัก ซึ่งมีประชากรจำนวนมาก จะยกระดับในการให้บริการฉายรังสี ผ่าตัดโรคหัวใจและโรคสมอง เพื่อรองรับการรักษาพยาบาลเฉพาะทางที่มีศักยภาพมากขึ้น