วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

คนไทยยังเข้าใจ ‘โรคสมองเสื่อม’คลาดเคลื่อน รุก ‘นครปฐมแซนด์บ็อกซ์’ ดูแลครบวงจร

คนไทยยังเข้าใจ ‘โรคสมองเสื่อม’คลาดเคลื่อน รุก ‘นครปฐมแซนด์บ็อกซ์’ ดูแลครบวงจร

เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569  กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ร่วมกับ บริษัท เอไซ (ประเทศไทย) มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ลงนามความร่วมมือเปิดตัวโครงการ “พื้นที่ต้นแบบบริการการดูแลภาวะปริชานบกพร่องและภาวะสมองเสื่อม” เพื่อพัฒนาการเข้าถึงการวินิจฉัย การรักษา และการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุ ผู้มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาเล็กน้อย (MCI) และผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมในประเทศไทย
ผู้ป่วยสมองเสื่อมราว 1 ล้านคน

นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า  ประเทศไทยมีสัดส่วนผู้สูงอายุที่อายุเกิน 60 ปีขึ้นไปสูงถึง 20-21 % ของประชากรทั้งหมด เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ ส่งผลให้ภาวะโรคสมองเสื่อมเป็นความท้าทายสำคัญของระบบสาธารณสุข ซึ่งจากข้อมูลในปี 2567 พบผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมประมาณ 600,000 - 800,000 คน แต่ในความเป็นจริงตัวเลขอาจสูงถึง 1 ล้านคน

โดยมีอาการตั้งแต่ระดับเริ่มต้นไปจนถึงขั้นติดเตียงที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้  แต่ผู้ป่วยจำนวนมากยังไม่รู้ตัวว่ากำลังก้าวเข้าสู่ภาวะสมองเสื่อม และผู้ดูแลเองก็อาจมองข้ามสัญญาณเตือนไป หากปล่อยให้โรคดำเนินไปจนถึงระยะท้ายโดยไม่มีการดูแลที่เหมาะสม จะนำไปสู่ภาวะพึ่งพิงที่ไม่สามารถฟื้นคืนกลับมาเป็นปกติได้

“จากความร่วมมือในระยะที่ 1 กับบริษัท เอไซฯ เพื่อวิเคราะห์ช่องว่างในการดูแลภาวะสมองเสื่อม พบว่า ระบบบริการของไทยยังมีข้อจำกัดทั้งด้านการตระหนักรู้ของประชาชน บุคลากรทางการแพทย์ที่ไม่เพียงพอ รวมถึงงบประมาณและกองทุนสนับสนุน  ดังนั้น  การสร้างระบบดูแลที่ครบวงจรจึงต้องครอบคลุมทั้งมิติทางการแพทย์และมิติทางสังคม”นพ.ณัฐพงศ์กล่าว  

นครปฐมแซนด์บ็อกซ์ ดูแลครบวงจร

ความร่วมมือของโครงการนี้ จึงมุ่งสร้างต้นแบบระบบการดูแลแบบองค์รวมที่สามารถนำไปใช้ได้จริง และขยายผลในระดับประเทศ การลงนามในครั้งนี้ต่อยอดจากบันทึกข้อตกลงเมื่อปี 2566 มุ่งศึกษาความเป็นไปได้และรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ก่อนพัฒนาสู่การดำเนินงานจริง โดยโครงการพื้นที่ต้นแบบบริการการดูแลภาวะปริชานบกพร่องและภาวะสมองเสื่อม (แซนด์บ็อกซ์)จ.นครปฐม จะเป็นกลไกสำคัญในการวางแผนการดูแลทางการแพทย์สำหรับผู้มีภาวะสมองเสื่อม โดยแนวทางดำเนินงานครอบคลุม 3 กลุ่ม ได้แก่

1. กลุ่มคนปกติ เน้นการป้องกันและส่งเสริมสุขภาพสมอง

2. กลุ่มผู้ที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาเล็กน้อย มุ่งแทรกแซงระยะเริ่มต้นเพื่อลดการลุกลามของโรค

3. ผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม พัฒนาระบบส่งต่อและการดูแลต่อเนื่องระหว่างสถานพยาบาลและชุมชน

หวังขยาผลทั่วประเทศใน 3-5 ปี

นพ.ณัฐพงศ์ กล่าวอีกว่า  กรมการแพทย์เลือกจังหวัดนครปฐมเป็นพื้นที่ทดลองระบบหรือแซนด์บ็อกซ์ เนื่องจากมีความพร้อมสูงทั้งด้านทีมงานสาธารณสุขและท้องถิ่นที่ให้ความสำคัญ โดยมีเป้าหมายการให้บริการแบบครบวงจร ตั้งแต่การคัดกรองให้เร็ว การมีเครื่องมือประเมินที่แม่นยำ ระบบการส่งต่อที่รวดเร็ว และการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากผลการทดลองระบบที่นครปฐมประสบความสำเร็จ จะมีการสรุปผลเพื่อผลักดันให้เกิดเป็นสิทธิประโยชน์ขั้นต้นและขยายผลไปทั่วประเทศภายในระยะเวลา 3-5 ปีข้างหน้า

“โรคสมองเสื่อมเปรียบเสมือน ภัยเงียบ ที่ประชาชนและแม้แต่บุคลากรทางการแพทย์บางส่วนยังขาดความเข้าใจที่ลึกซึ้ง ในฐานะที่ไทยกำลังเป็นสังคมผู้สูงอายุ จำนวนผู้ป่วยจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากไม่สามารถตรวจพบและรักษาได้ตั้งแต่ระยะแรก ภาระต่อระบบสาธารณสุขในอนาคตจะมหาศาล จึงอยากฝากถึงพี่น้องประชาชนที่มีผู้ใหญ่ในบ้าน หากเริ่มสังเกตเห็นอาการหลงลืมหรือพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป อย่านิ่งนอนใจว่าเป็นเพียงเรื่องของอายุ แต่ควรพาไปรับการประเมินที่โรงพยาบาลใกล้บ้านทันที” นพ.ณัฐพงศ์ กล่าว

ด้าน นายคานาซาว่า โชเฮ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทเอไซฯ กล่าวว่า โครงการยึดหลัก “human health care (hhc)” โดยมี 3 เสาหลัก ได้แก่ การเสริมสร้างความตระหนักรู้และคัดกรองในชุมชน การบูรณาการระบบบริการให้มีมาตรฐาน และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์และอาสาสมัครสาธารณสุข ผลลัพธ์จากโครงการนำร่องจะเป็นข้อมูลสำคัญในการสร้างระบบการดูแลที่ครอบคลุม เท่าเทียม และสามารถขยายผลได้ทั่วประเทศ อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุไทยอย่างยั่งยืน 

คนไทยยังเข้าใจ โรคสมองเสื่อมคลาดเคลื่อน

ภก.ณัฐพันธุ์ นิมมานพัชรินทร์  กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอไซ (ประเทศไทย) มาร์เก็ตติ้ง จํากัด กล่าวว่า  บริษัทไม่ได้มองบทบาทของตนเองเป็นเพียงผู้พัฒนาหรือผู้จำหน่ายยาเท่านั้น แต่มุ่งหวังที่จะเป็นพันธมิตรที่แน่นแฟ้นกับภาครัฐ โดยเฉพาะกรมการแพทย์ เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยในประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะปัจจุบันที่ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ ส่งผลให้โรคสมองเสื่อมกลายเป็นความท้าทายระดับชาติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

คนไทยยังเข้าใจ ‘โรคสมองเสื่อม’คลาดเคลื่อน รุก ‘นครปฐมแซนด์บ็อกซ์’ ดูแลครบวงจร

“จากผลการศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility Study) ในระยะแรกที่ ทำร่วมกับกรมการแพทย์ ทำให้พบข้อมูลสำคัญว่า ประชาชนส่วนใหญ่ยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับโรคสมองเสื่อม โดยมักมองว่าเป็นเพียงภาวะปกติของผู้สูงอายุ มากกว่าจะเป็นโรคที่ต้องได้รับการรักษา ทำให้ผู้ป่วยเข้าสู่กระบวนการวินิจฉัยและรักษาล่าช้า จะกลายเป็นภาระหนักทั้งต่อครอบครัวและสังคมในระยะยาว”ภก.ณัฐพันธุ์กล่าว 

ภก.ณัฐพันธุ์ กล่าวด้วยว่า  การริเริ่มโครงการแซนด์บ็อกซ์ในระยะที่สองนี้ จึงเป็นการนำองค์ความรู้ที่บริษัทสะสมมาอย่างยาวนานในวงการโรคสมองเสื่อม มาปรับใช้ร่วมกับคำแนะนำเชิงนโยบายจากการทำรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ เพื่อปิดช่องว่างในระบบบริการและสร้างต้นแบบการดูแลที่เข้าถึงได้จริงในพื้นที่นำร่อง

อนึ่ง สถานการณ์ในพื้นที่จ.นครปฐมมีสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุสอดคล้องกับภาพรวมของประเทศ คืออยู่ที่ประมาณ 20-21 % ซึ่งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมารพ.นครปฐม ได้ดำเนินการเรื่องการดูแลผู้สูงอายุ โดยมี "คลินิกภาวะสมองเสื่อม" (Dementia Clinic) ที่ดำเนินงานโดยทีมสหวิชาชีพ ประกอบด้วยแพทย์ เภสัชกร พยาบาล นักกายภาพบำบัด และจิตแพทย์ ไม่เพียงดูแลโรคอัลไซเมอร์เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงการคัดกรองโรคพาร์กินสัน ซึ่งเป็นภาวะที่นำไปสู่ความเสื่อมของสมองได้เช่นกัน

ปัจจุบันรพ.นครปฐมมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาถึง 4 -5 ท่าน จึงมีความพร้อมอย่างมากในการรองรับโครงการการจัดระบบในรูปแบบแซนด์บ็อกซ์ จะช่วยให้การดูแลผู้ป่วยที่มีความซับซ้อนมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันก็กระจายความรู้ไปยังระดับปฐมภูมิหรือชุมชนเพื่อการดูแลแบบองค์รวม (Holistic care) ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจึงไม่ได้อยู่แค่ตัวผู้ป่วยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกลุ่มผู้ดูแลที่จะมีความเข้าใจในตัวโรคมากขึ้น ช่วยลดภาระทางใจและทางกายในการดูแลระยะยาว ส่งผลดีต่อทุกคนในสังคม