เมื่อปี 2568 ประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ของสหรัฐอเมริกา ประกาศ “ระงับเงินช่วยเหลือด้านการพัฒนาต่างประเทศ” ก่อนที่ช่วงต้นปี 2569 สหประชาชาติหรือยูเอ็น(UN) ระบุว่า องค์กรที่มีประเทศสมาชิก 193 ประเทศ กำลังเสี่ยงเผชิญ “ภาวะล้มละลายทางการเงินในเร็ววัน” จากการที่ประเทศสมาชิกยังไม่ชำระค่าธรรมเนียม โดยหนี้ส่วนใหญ่เป็นของสหรัฐ แม้ล่าสุดสหรัฐจะเริ่ม “จ่ายหนี้งวดแรก” ภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
7 ค่ายผู้ลี้ภัย 4 จ. กว่า 8 หมื่นคน
เหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้องค์กร International Rescue Committee (IRC) ถูกระงับงบประมาณบางส่วน ที่ใช้ดำเนินงานให้บริการด้านสุขภาพแก่ผู้หนีภัยในพื้นที่พักพิงชั่วคราวที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย โดยการสนับสนุนทั้งหมดจะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 มีนาคม 2569 หากไม่มีการขยายระยะเวลา
ประเทศไทย มี 7 ค่ายผู้หนีภัยตั้งอยู่ใน 4 จังหวัดแนวชายแดนไทย-เมียนมา ประกอบด้วย
1. พื้นที่พักพิงชั่วคราวฯ บ้านแม่หละ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก (ศูนย์ใหญ่ที่สุด)
2. พื้นที่พักพิงชั่วคราวฯ บ้านอุ้มเปี้ยม อ.พบพระ จ.ตาก
3. พื้นที่พักพิงชั่วคราวฯ บ้านนุโพ อ.อุ้มผาง จ.ตาก
4. พื้นที่พักพิงชั่วคราวฯ บ้านใหม่ในสอย อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน
5. พื้นที่พักพิงชั่วคราวฯ บ้านแม่สุริน อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน
6. พื้นที่พักพิงชั่วคราวฯ บ้านต้นยาง อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี
7. พื้นที่พักพิงชั่วคราวฯ บ้านถ้ำหิน อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี
จำนวนผู้ลี้ภัย ราว 81,363 คน โดยจ.ตากเป็นพื้นที่ที่มีจำนวนผู้ลี้ภัยมากที่สุด 48,626 คน ทว่า ในพื้นที่เองยังมีประชากรต่างด้าวอื่นๆอยู่ด้วยรวมราว 426,725 คน คิดเป็น 44 %ของประชากรทั้งหมดที่คาดว่าอยู่ในจ.ตาก ในจำนวนนี้มีการขึ้นทะเบียน 143,732 คน (มีประกันสุขภาพ) และไม่ได้ขึ้นทะเบียน 282,993 คน รวมถึงผู้ลี้ภัยในค่ายแต่คิดเป็น 10-15 %ของทั้งหมดในกลุ่มที่ไม่ใช่คนไทย
คาดต้องจัดหางบ 72 ล้านต่อปี
นพ.ปุริฉัตร ยิ่งรังสรรค์ รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด(นพ.สสจ.)ตาก ให้ข้อมูลว่า ทั้งหมดนี้เป็นโจทย์ในการต้องดูแลด้านทางการแพทย์และสาธารณสุขของผู้อาศัยในจ.ตาก ซึ่งจากที่มีการระงับความช่วยเหลือสนับสนุนงบประมาณในการดูแลค่ายผู้ลี้ภัยของต่างประเทศ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด(สสจ.)ตากร่วมกับคลินิกได้เข้าไปดูแลและจัดระบบให้บริการ
ช่วง 11 เดือน พ.ศ.2568 (กุมภาพันธ์–ธันวาคม) มีค่าใช้จ่ายในการส่งต่อผู้ป่วยจากในศูนย์อพยพไปรักษาในรพ. มูลค่าประมาณ 42.1 ล้านบาท เป็นในส่วนของรพ.แม่สอด ราว 9.1418 ล้านบาท ,รพ.แม่ระมาด 7.96 แสนบาท ,รพ.ท่าสองยาง 15.15 ล้านบาท,รพ.พบพระ 7.26 ล้านบาท และรพ.อุ้มผาง 9.05 ล้านบาท
หากต้องดูแลระบบบริการในศูนย์พักพิงอย่างต่อเนื่อง คาดว่าปี 2569 จะต้องใช้งบประมาณราว 72.9 ล้านบาทต่อปี โดยแบ่งเป็น
- ค่าใช้จ่ายสนับสนุนของเพื่อรักษา/ส่งเสริม/ป้องกัน ราว 6.69 ล้านบาท
- ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลในรพ. 51.7 ล้านบาท
- ค่าใช้จ่ายงบดำเนินงาน 4 ล้านบาท
- และค่าใช้จ่ายบุคลากร 10.5 ล้านบาท
“สิ่งที่กังวลต่อไปหลังจากที่หน่วยงานด้านสาธารณสุขเรารู้ตัวว่าจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดบริการรักษาพยาบาลให้มีประสิทธิภาพ ไม่เป็นภาระกับงบประมาณมากเกินไป โดยช่วงปีที่ผ่านมา พยายามไปจัดระบบการแพทย์ในแคมป์ แต่สิ่งที่ยังทำได้น้อยและเป็นโจทย์ คือการส่งเสริมสุขภาพ จะต้องทำให้มากขึ้นทั้งเรื่องของเด็ก วัคซีนต่างๆยังเข้าถึงได้น้อยเมื่อเทียบกับคนไทย จึงต้องเป้าให้กลุ่มคนที่ไม่ใช่คนไทยเข้าถึงได้มากขึ้น ก็จะช่วยป้องกันประเทศไทยด้วย”นพ.ปุริฉัตรกล่าว
รพ.แม่สอดเงินลดไป 20 ล้าน
ด้านนพ.ระเมศ ว่องวิไลรัตน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแม่สอด จ.ตาก กล่าวว่า ระบบบริการสุขภาพใช้โรงพยาบาลชุมชน (รพช.)เป็นด่านหน้าในการคัดกรองและดูแลผู้ป่วยในค่ายผู้พลัดถิ่น หากเกินศักยภาพจึงส่งต่อมายังโรงพยาบาลแม่สอด ทำหน้าที่สนับสนุนทั้งด้านบุคลากร ยา และเวชภัณฑ์ให้กับโรงพยาบาลชุมชนทั้ง 4 แห่ง ซึ่งในอดีตโรงพยาบาลแม่สอดเคยได้รับเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศราว 30 ล้านบาท แต่ในปี 2568 ที่ผ่านมาลดลงเหลือประมาณ 10 ล้านบาท หายไปราว 67 % และในปีนี้มีแนวโน้มจะไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ
“ส่งผลให้ต้องปรับการทำงาน เพิ่มบทบาทการคัดกรองในระดับโรงพยาบาลชุมชน และให้โรงพยาบาลแม่สอดเข้าไปสนับสนุนในขั้นต่อมา เพื่อใช้ทรัพยากรที่มีอย่างจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด” นพ.ราเมศกล่าว
ญี่ปุ่นจัดสรรงบช่วย 100 ล้าน
สำหรับในระยะสั้นนี้ รพ.พื้นที่ชายแดน จะได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลญี่ปุ่น ที่จะให้การสนับสนุน เตรียมจัดสรรงบประมาณจำนวน 2.8 ล้านดอลลาร์ ประมาณ 100 ล้านบาทผ่านองค์การอนามัยโลกหรือฮู (WHO) เพื่อใช้พัฒนาระบบข้อมูลเฝ้าระวังโรคและสนับสนุนการดำเนินงานของโรงพยาบาลในพื้นที่ชายแดนในช่วงระยะเวลา 2 ปีข้างหน้า
ชงรัฐตั้งงบปีละ 200 ล้านดูแล
ขณะที่นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า การลดลงของความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ ส่งผลให้โครงการด้านมนุษยธรรมที่จำเป็น ต้องลดขนาดลง ทำให้ผู้ย้ายถิ่นและผู้พลัดถิ่นเข้าถึงบริการสุขภาพได้น้อยลง ขณะเดียวกันก็สร้างภาระอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนให้กับสถานพยาบาลสาธารณสุขของไทยตามแนวชายแดน
ระบบการดูแลสุขภาพในแคมป์นั้น เดิมที่จะมีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ โดยมีโรงพยาบาลภายในค่ายดูแลโรคเบื้องต้น และหากพบเคสที่เกินขีดความสามารถก็จะส่งต่อไปยังโรงพยาบาลอำเภอหรือโรงพยาบาลจังหวัดของไทย เช่น โรงพยาบาลแม่สอด ซึ่งทาง IRC จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่แม้จะไม่ครบ 100% ก็ตาม
แต่เมื่อเงินสนับสนุนส่วนนี้หายไป ภาระการดูแลรักษาทั้งหมดจึงตกเป็นของโรงพยาบาลรัฐในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข(รพ.สธ.)ของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะในเชิงมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชน ประเทศไทยไม่สามารถปล่อยให้ผู้ลี้ภัยเจ็บป่วยจนเสียชีวิตภายในแคมป์ได้ ขณะที่งบประมาณที่โรงพยาบาลได้รับจากระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติรือบัตรทองนั้น คำนวณตามจำนวนประชากรไทยที่มีสิทธิ์เท่านั้น ไม่ได้ครอบคลุมถึงประชากรแฝงที่ไม่ใช่คนไทยหรือผู้ลี้ภัย
ผลกระทบไม่ได้มีเพียงเรื่องค่ารักษาพยาบาลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงปัญหาสุขาภิบาลและสิ่งแวดล้อมภายในแคมป์อพยพ เมื่อขาดงบประมาณในการจัดการน้ำสะอาดและระบบกำจัดสิ่งปฏิกูล ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาดและการเจ็บป่วยก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะยิ่งเพิ่มภาระงานให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่ชายแดน จากที่ปัจจุบันบุคลากรเหล่านี้ ก็ต้องทำงานด้วยความยากลำบากและเกิดภาวะเหนื่อยล้าอยู่แล้ว
นพ.ศุภกิจ เสนอว่า รัฐบาลควรมีการตั้งงบประมาณเพื่อดูแลสุขภาพของผู้ลี้ภัยในแคมป์ทั้งหมด โดยจากการคำนวณเบื้องต้น พบว่าการใช้งบประมาณเพียงปีละประมาณ 200 -300 ล้านบาท ก็เพียงพอที่จะประคับประคองสถานการณ์ได้ ซึ่งจำนวนเงินนี้ถือว่าไม่มากเมื่อเทียบกับศักยภาพทางการคลังของประเทศ และน้อยกว่างบประมาณในโครงการอื่น ๆ อีกมาก แต่ผลที่ได้รับกลับมาคุ้มค่าอย่างยิ่ง และส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในเวทีโลก
การที่รัฐบาลก้าวเข้ามาอุดช่องว่างของงบประมาณที่สหรัฐฯ ตัดออกไป จะเป็นการแสดงให้เห็นถึงจุดยืนด้านมนุษยธรรมและการเป็นผู้นำด้านสาธารณสุขในภูมิภาคอย่างแท้จริง นอกจากนี้ ยังเป็นการช่วยลดความตึงเครียดให้แก่โรงพยาบาลชายแดน ทำให้บุคลากรในพื้นที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องภาระหนี้สินจากการรักษาที่เรียกเก็บเงินไม่ได้ เป็นการดูแลระบบสาธารณสุขชายแดน
“ประเทศไทยจะสามารถประกาศต่อสังคมโลกได้อย่างเต็มภาคภูมิว่า เราดูแลเพื่อนมนุษย์โดยไม่ทอดทิ้งตามหลักมนุษยธรรม แม้จะไม่ได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจากมหาอำนาจก็ตาม”นพ.ศุภกิจกล่าว
เปลี่ยนผู้หนีภัยเป็นแรงงาน
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาประเทศไทยได้มีดำเนินการแนวทางดำเนินงานในระยะต่อไป โดยว่า และใน จำเป็นต้องปรับรูปแบบการดำเนินงานให้เหมาะสมบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป จากที่ให้การดูแลผู้หนีภัยตามหลักมนุษยธรรมมาอย่างยาวนานกว่า 40 ปี มุ่งไปสู่การส่งเสริมการพึ่งพาตนเอง (Self-reliance) ของผู้หนีภัย โดยเฉพาะกลุ่มวัยแรงงาน ซึ่งมีสัดส่วนเกือบ 50 % ของประชากรในพื้นที่พักพิง ให้สามารถเข้าสู่ระบบการทำงานและระบบประกันสุขภาพ ควบคู่กับการดูแลด้านสาธารณสุขอย่างมีมาตรฐาน เพื่อเสริมความมั่นคงของระบบสุขภาพโดยรวม
ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรี(ครม.)มีมติเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 อนุญาตให้ผู้หนีภัยสามารถออกไปทำงานนอกพื้นที่พักพิงได้เป็นกรณีพิเศษ เพื่อเปิดโอกาสให้เข้าสู่ระบบประกันสุขภาพและสามารถดูแลตนเองได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยเสริมความยั่งยืนของระบบสุขภาพและลดภาระงบประมาณของภาครัฐในระยะยาว
สำหรับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด(สสจ.)ตาก ได้มีการดำเนินการแล้ว โดยตรวจสุขภาพและส่งเสริมแรงงานเข้าไปแรงงาน ร่วม 1,000 รายแล้วที่สามารถส่งออกไปทำงานในจังหวัดต่างๆ ซึ่งยังมีวัยแรงงานที่อยู่ในศูนย์อีกจำนวนมาก ราว 1 ใน 3 ของประชากรในค่ายผู้ลี้ภัย ฉะนั้น หากสามารถผลักดันได้มากขึ้น ก็จะทำให้มีรายได้ มีพลังในการซื้อประกันสุขภาพของตัวเอง และระบบสาธารณสุขจะได้ใช้รายได้จากส่วนนี้มาจัดบริการที่ดี





