เมื่อวันที่ 11 ก.พ.2569 พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวในการเป็นประธานเปิดตัวมาตรฐานความหวานใหม่ของเครื่องดื่มชงในประเทศไทย “หวานปกติ เท่ากับหวาน 50% ว่า ปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่อการเกิดโรค NCDs อาทิ โรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคหัวใจ และหลอดเลือด มาจากการกินน้ำตาลมากเกินความจำเป็นต่อร่างกาย นอกจากจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ยังส่งผลถึงคุณภาพชีวิต และเป็นภาระต่อระบบสุขภาพจากค่ารักษาจำนวนมาก
“การกำหนดมาตรฐานความหวานใหม่ หวานปกติเท่ากับ หวาน 50% ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชนด้วยการเข้าถึงเครื่องดื่มที่มีความหวานในระดับที่เหมาะสม โดยต้องอาศัยความร่วมมือทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สมาคมกาแฟไทย ภาคประชาสังคม และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ในการสื่อสาร สร้างความเข้าใจ และสนับสนุนให้ประชาชนเห็นถึงความสำคัญของการเลือกบริโภคความหวานอย่างพอดี” พญ.อัมพร กล่าว
พญ.อัมพร กล่าวด้วยว่า กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับภาคีเครือข่ายขับเคลื่อนมาตรฐานความหวานใหม่ พร้อมทั้งจัดสภาพแวดล้อมด้านอาหาร และโภชนาการให้ครอบคลุมทั้งระบบ เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพ และมีทางเลือกที่เหมาะสมในการดูแลสุขภาพของตนเอง พร้อมสื่อสารผ่านเทศกาลวันแห่งความรักว่า รักดีต่อใจ เริ่มที่หวานปกติ = 50% เพื่อตอกย้ำว่าการลดหวานคือ การดูแลหัวใจ และสุขภาพของคนไทย
คนไทยนิยมหวานน้อยมากขึ้น
ด้าน นพ.ปกรณ์ ตุงคะเสรีรักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า กรมอนามัยได้ขับเคลื่อนนโยบาย “หวานน้อยสั่งได้” ตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ส่งผลให้ประชาชนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภค โดยข้อมูลจากความร่วมมือกับบริษัท ไลน์แมน พบว่าในปี 2567 ประเทศไทย สามารถลดการใช้น้ำตาลลงได้กว่า 120 ตัน และในปี 2568 พบว่า ประชาชนสั่งเครื่องดื่มหวานน้อยสูงถึง 75%
กรมอนามัยจึงได้ต่อยอดการดำเนินงานในปี 2569 ยกระดับมาตรฐานความหวานของเครื่องดื่มชงในประเทศไทย ภายใต้นโยบาย “หวานปกติ เท่ากับ หวาน 50%” เพื่อลดระดับความหวานพื้นฐานลงครึ่งหนึ่ง ช่วยปรับความคุ้นชินด้านรสชาติของประชาชนอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้การลดหวานทำได้จริงในชีวิตประจำวัน
9 แบรนด์ร่วมมาตรฐานความหวานใหม่
ทั้งนี้ การดำเนินงานครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากสมาคมกาแฟไทย และผู้ประกอบการรายสำคัญ 7 บริษัท 9 แบรนด์ แสดงเจตนารมณ์ร่วมกันในการปรับสูตรความหวานตามมาตรฐานใหม่ทั่วประเทศ ถือเป็นความร่วมมือโดยสมัครใจ แต่ละแบรนด์สามารถดำเนินการได้ตามความพร้อม และบริบทของตนเองได้แก่
- บริษัท บางจากรีเทล จำกัด (อินทนิล)
- บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (คาเฟ่อเมซอน)
- บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) (ออลล์คาเฟ่ คัดสรร และเบลลินี่)
- บริษัท แบล็คแคนยอน (ประเทศไทย) จำกัด (แบล็คแคนยอน)
- บริษัท อินเตอร์คอฟ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (อินเตอร์คอฟ)
- บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) (พันธุ์ไทย)
- บริษัท เค.วี.เอ็น. อิมปอร์ต เอกซ์ปอร์ต (1991) จำกัด (ชาวดอย)
“การมีผู้ประกอบการรายใหญ่เข้าร่วมคือ กลไกสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ลดการเข้าถึงน้ำตาลโดยไม่จำเป็น และช่วยให้คนไทยมีทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพในทุกพื้นที่ และการประกาศมาตรฐานความหวานใหม่ครั้งนี้ คาดว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการลดความเสี่ยงโรค NCDs และสร้างคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนให้แก่ประชาชนไทย”นพ.ปกรณ์ กล่าว
นพ.ปกรณ์ กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันคนไทยบริโภคน้ำตาลเฉลี่ยสูงถึง 21 ช้อนชาต่อวัน ซึ่งมากกว่าคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกที่กำหนดไว้ไม่เกิน 6 ช้อนชาต่อวัน การปรับมาตรฐานความหวานของเครื่องดื่มชง จึงเป็นแนวทางหนึ่งในการช่วยลดการบริโภคน้ำตาล ลดความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และส่งเสริมสุขภาพของประชาชนในระยะยาว
นอกจากนี้ ยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีด้านการใส่ใจสุขภาพผู้บริโภคให้แก่ผู้ประกอบการร้านเครื่องดื่มชง และสร้างความคุ้นเคยให้ผู้บริโภครู้สึกว่า “หวานน้อยก็อร่อยได้” นโยบายนี้เป็นการเพิ่มทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพให้กับผู้บริโภค สามารถเลือกลดหรือเพิ่มระดับความหวานได้ตามความต้องการ
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





