วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

เจาะ ‘นโยบายสุขภาพ’ ภูมิใจไทย นำที่ดินรัฐเปิดเอกชนลงทุน 'ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ'

เจาะ ‘นโยบายสุขภาพ’ ภูมิใจไทย นำที่ดินรัฐเปิดเอกชนลงทุน 'ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ'

ผลการเลือกตั้ง 2569 อย่างไม่เป็นทางการ ล่าสุด ณ เวลา 8.53 น. วันที่ 9 ก.พ. 2569 นับคะแนนแล้ว 94 % โดยพรรคภูมิใจไทย(ภท.) มีจำนวนสส.เป็นอันดับที่ 1 รวม 193 คน เป็นสส.แบบแบ่งเขต 174 คน และ สส.บัญชีรายชื่อ 19 คน ทำให้เป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ภายใต้การเสนอแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 2 คน คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว “กรุงเทพธุรกิจ” เจาะนโยบายสุขภาพของพรรคภูมิใจไทยทั้งที่เสนอต่อ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และนำเสนอผ่านเว็บไซต์ของพรรคภูมิใจไทย พบว่า ส่วนใหญ่เป็นนโยบายที่เน้นการ “ให้สิทธิ” ไม่ได้มุ่งแก้ปัญหาเชิงระบบที่ระบบสาธารณสุขของประเทศกำลังเผชิญอยู่ และเป็นเสมือน “ภาวะเรื้อรัง”ที่สั่งสมมานาน

นอกจากนี้ ต้อง “จับตา”ว่า นโยบายเดิมสมัยที่นายอนุทิน เคยผลักดันครั้งเป็นรมว.สาธารณสุข จะถูกนำกลับมาขับเคลื่อนใหม่หรือไม่ 

จ้างผู้สูงอายุทำงาน

นโยบายสุขภาพไม่ได้โดดเด่นชัดเจน แต่จะผูกโยงกับ “ผู้สูงวัย พลัส+” ทักษะดี มีงาน มีเงิน มีคนดูแล เป็นการกำหนดนโยบายเพื่อรองรับการเป็นสังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย ประกอบด้วย จ้างผู้สูงอายุทำงาน (สูงวัยมีรายได้) จ้างงานผู้สูงอายุ นำมาลดหย่อนเป็นค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า สูงสุด 30,000 บาท ,ผู้สูงอายุที่มีรายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี ได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุด 50 %

สร้าง “ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุครอบคลุมทั่วประเทศ” รองรับผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น โดยนำที่ดินรัฐ ที่มีทำเลที่มีศักยภาพ มาเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนลงทุน และสร้างศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจร ในระยะยาว  ซึ่งรัฐให้การส่งเสริมการลงทุน (BOI)  ให้ความช่วยเหลือทางด้านภาษี เพื่อเป็นการลดต้นทุนให้เอกชน ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้สูงอายุลดลง อีกทั้ง ยังเป็นการสร้างงาน สร้างอาชีพ และส่งเสริมการลงทุน

1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา  

พยาบาลอาสา (ทำงาน ดูแลผู้สูงวัยถึงที่) โครงการ 1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา  เพื่อดูแลผู้สูงอายุและหญิงตั้งครรภ์  จะมีการจ้างงาน จากผู้จบการศึกษาด้าน พยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล เทคนิคการแพทย์ เข้ามาอบรมเพิ่มเติมและเข้าทำงาน จำนวนเกือบ 100,000 อัตรา  เงินเดือน 15,000 บาท  สัญญาจ้างงานขั้นต่ำ 4 ปี ทำงานเชิงรุก เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน  ช่วยเหลือผู้สูงอายุ และครอบครัวผู้สูงอายุ รวมทั้งสตรีตั้งครรภ์

และ ศูนย์บำบัดยาเสพติด ทุกอำเภอ นโยบายการแก้ไขปัญหายาเสพติด พลัส ผ่านมาตรการ “1 อำเภอ 1 ศูนย์บำบัดยาเสพติด” เป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการจัดตั้งศูนย์บำบัดยาเสพติดให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ทั้ง 878 อำเภอ ซึ่งจะช่วยให้สามารถเข้าถึงการรักษาได้โดยสะดวก อีกทั้งยังเป็นการลดระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปรักษาพยาบาล

จับตานโยบายกัญชา กัญชง

ไม่เพียงแต่นโยบายใหม่ที่ใช้หาเสียงในการเลือกตั้งครั้งนี้เท่านั้น  ในส่วนของ “นโยบายเดิม” จากการขับเคลื่อนที่ผ่านมาและยังค้างคามาถึงตอนนี้จะต้องจับตาด้วยว่า “ภูมิใจไทย” จะนำกลับมารีเทิร์นหรือไม่ อย่างเช่น “กัญชา กัญชง” ที่พรรคภูมิใจไทยเป็นหัวหอกนำทีมปลดล็อกจากบัญชียาเสพติดประเภท 5

ทั้งนี้ นโยบายล่าสุดที่ “ภูมิใจไทย”แสดงจุดยืนไว้เมื่อครั้งปี 2566 คือ “ส่งเสริมการใช้กัญชา กัญชง เพื่อการแพทย์ สุขภาพและเศรษฐกิจ” ทั้งแบบพึ่งพาตนเองและอุตสาหกรรม เร่งออกกฎหมายกัญชา กัญชงป้องกันการใช้กัญชา กัญชงในทางที่เป็นโทษต่อสุขภาพ

ซึ่งจะช่วยให้ภาครัฐลดการนำเข้ายารักษาโรคจากต่างประเทศ ก่อให้เกิดรายได้และช่วยให้ประชาชนมีทางเลือกในการดูแลสุขภาพของตนเอง อีกทั้ง ทำให้รัฐบาลมีกฎหมายกัญชา กัญชงมาควบคุม กำกับ ดูแลการใช้กัญชา กัญชง อย่างไม่เหมาะสม เป็นอันตรายต่อสุขภาพก่อให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ที่ไม่พึงประสงค์

เพราะจนถึงตอนนี้ “พรบ.กัญชากัญชง” ที่เป็นกฎหมายเฉพาะมาควบคุมนั้นยังไม่คลอด

ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุรายได้สูงของโลก

รวมไปถึง เรื่องส่งเสริมการลงทุนที่ผูกโยงกับสังคมสูงวัย อย่าง “Thailand  Health & Wellness Center“ ที่เคยปักธงพัฒนาให้ไทยเป็นศูนย์ดูแลผู้สูงอายุรายได้สูงของโลก รองรับผู้สูงอายุ 5 ล้านคนและผู้สูงอายุต่างชาติ 2 ล้านคน สร้างรายได้ให้ประเทศ นำไปดูแลผู้สูงอายุไทยได้นั้น จะไปต่อหรือไม่ อย่างไร 
สุดท้ายเรื่อง “ศูนย์ฟอกไตฟรี” ให้มีครบทุกอำเภอ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ป่วยโรคไตที่ไม่ต้องเดินทางไกลเข้าสู่ตัวเมือง และโครงการ “เครื่องฉายรังสีรักษามะเร็ง” ให้มีติดตั้งในทุก จังหวัด เพื่อให้ผู้ป่วยมะเร็งสามารถเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง ลดอัตราการเสียชีวิตจากการรอคอยคิวการรักษาที่ยาวนาน

ทั้งนี้ 2 นโยบายในเรื่องนี้เป็นสิ่งที่นายอนุทิน เคยพยายามผลักดันให้เกิดขึ้นมาแล้วสมัยเป็นรมว.สาธารณสุข และเมื่อขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยแรก ก็ได้สั่งด่วนให้นำนโยบาย “ฟอกไตฟรีได้ทุกแห่ง” กลับมาดำเนินการจนแล้วเสร็จ

 แต่สิ่งที่ต้อง “จับตา”สำหรับนโยบาย 2 เรื่อง หากจะมีการสานต่อนี้ คือ “ศูนย์ฟอกไตฟรี” นี้จะให้ภาครัฐหรือภาคเอกชนเข้ามาดำเนินการ แต่มีความเป็นไปได้ที่จะภาคเอกชนเข้ามาดำเนินการมากกว่าอย่างที่เคยผลักดันมาในอดีต อาจเป็นการจ้างองค์กรภายนอก (Outsource) เข้ามาดำเนินการโดยตั้งศูนย์ในรพ. หรือ ตั้งสแตนด์อโลน โดยเชื่อมโยงสิทธิประโยชน์จากหลักประกันสุขภาพภาครัฐ ให้ผู้ป่วยเข้าไปรับบริการฟรี   
ขณะที่ “เครื่องฉายรังสีรักษามะเร็ง” นอกจากต้องจับตาดูว่าจะลงทุนโดยรัฐหรือเอกชนแล้ว  ยังต้อง “ไม่กระพริบตา”ด้วยหากเป็น “จัดซื้อเครื่อง” โดยภาครัฐว่าจะเป็น “เครื่อง”แบบไหน งบประมาณเท่าไหร่ เพราะการให้ “ครบทุกจังหวัด” จากที่ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 22 จังหวัดนั้น อาจต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก