background-default

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

ปรับระบบบริหารงบฯ 'ผู้ป่วยในบัตรทอง' ปี 69 เฉพาะรพ.สธ.  

ปรับระบบบริหารงบฯ 'ผู้ป่วยในบัตรทอง' ปี 69 เฉพาะรพ.สธ.  

เมื่อวันที่ 5 ก.พ.2569 นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องการปรับการบริหารค่าผู้ป่วยใน(IP) หลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือบัตรทองสำหรับโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข(รพ.สธ.)ในปี  2569ว่า เป็นการจัดสรรการเงินจากการหารือร่วมกับ สปสช. ในเรื่องการจัดสรรการเงินปี 2569 โดยเอาผลงานปี 2568 เป็นตัวกำหนดค่าผู้ป่วยใน (IP) ให้เพียงพอ ซึ่งตัวเลขที่เหมาะสม คือ 12,000-13,000 บาท/AdjRW   แต่ภายใต้งบที่มาแล้วของปี 2569 ขอการจัดสรรอยู่ที่ตัวเลข 8,350 บาท/AdjRW  จากจำนวนการให้บริการคาดการณ์ทั้งหมดอยู่ที่ 10.9 ล้านRW  ซึ่งหากเทียบกับปี 2568 เท่ากับต้องหาเงินเพิ่มอีก 5,450 ล้านบาท 

ตั้งคกก.พิจารณาการใช้เงินแบบสมเหตุสมผล

ทั้งนี้ สธ.ยืนยันว่า ต้องมีเงินตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ ไม่ใช่รอปลายปีว่าเหลือเท่าไหร่จึงจัดให้รพ. ซึ่งที่ประชุมบอร์ดสปสช.เมื่อวันที่ 2 ก.พ. ก็เห็นด้วยโดยต้องเอาเงินก้อนอื่นมาเติมให้กับส่วนที่สำคัญที่สุดก่อน  อย่างการทำสวนหัวใจ เปลี่ยนข้อเข่า  ผ่าต้อกระจก เป็นงบปลายเปิด แต่หลายรายอาจยังไม่จำเป็น แต่พบว่าหลายที่เปลี่ยนเยอะมาก แต่ยังมีคนที่ต้อสุกจนตาบอด ขณะเดียวกันมีการใส่ขดลวดหัวใจเยอะมาก แต่ 40% คือ คนไข้ที่ไม่ได้ฉุกเฉิน

 แต่รพ.ไปตรวจ ไปค้นหาไปทำ ก็จะมีการตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาการใช้เงินแบบสมเหตุสมผล และจะมีแผนว่ารกลุ่มไหนต้องให้บริการทำก่อนหลัง เมื่อดำเนินการเช่นนี้พอถึงสิ้นปีงบประมาณ ก็จะมีข้อมูลรายงานที่ชัดเจนให้กับสำนักงบประมาณในการของบประมาณ เพราะจะเห็นตัวเลขจำนวนผู้ป่วยที่ยังรอรับบริการชัดเจน

หักส่วนของเงินเดือน-กันเงินกลาง

นพ.สมฤกษ์ กล่าวอีกว่า สำหรับการบริหารค่าผู้ป่วยใน ปี 2569 จำนวน 8,350 บาทต่อAdjRW มีการปรับใหม่  เนื่องจากตัวเลขนี้รวมเงินเดือนของบุคลากรด้วย ซึ่งในความเป็นจริงต้องหักส่วนของเงินเดือนออกไปก่อน โดยส่วนเงินเดือนรวมรพ.สธ.ทั้งหมดหักออกไปประมาณ 31,000 ล้านบาท ทำให้เหลือประมาณ 5,300 บาทต่อAdjRW  จากนั้นในจำนวนนี้ก็จะกันเงินกลางไว้ 12,000 ล้านบาท เพื่อนำไปปรับฐานของแต่ละรพ.ให้เท่ากัน เนื่องจากแต่ละแห่งมีภาระเงินเดือนข้าราชการไม่เท่ากัน  รพ.ที่มีข้าราชการมากจะถูกตัดเงินเดือนจนแทบไม่เหลือเงินเข้ารพ. สุดท้ายจึงทำให้ตัวเลขเงินที่จะจ่ายตามผลงานจริงในการดูแลผู้ป่วยในเหลืออยู่ที่ราว 3,500 บาทต่อAdjRW  

“เงินที่กันรวมไว้ที่ 12,000 ล้านบาท  เงินกองกลางที่กันไว้ 12,000 ล้านบาท ทุกเขตจะได้เงินเพิ่มคิดเฉลี่ยเป็น 500 ล้านบาทต่อเขตสุขภาพ แต่บางเขตอาจได้ 200-700 ล้านบาท ซึ่งก็จะจ่ายให้รพ.ทุกแห่งให้ได้เท่ากับปี 2568 ซึ่งทุกรพ.พออยู่ได้  หากเขตสุขภาพใดบริหารจัดการการให้บริการผู้ป่วยในได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่มากเกินความจำเป็น ก็จะมีเงินเหลือทำให้ค่า RW สูงขึ้นได้ในเขตนั้น ๆ ส่วนปี 2570 จะขอเพิ่มค่าผู้ป่วยในเป็น 10,000 บาทต่อAdjRW” นพ.สมฤกษ์ กล่าว

ปลายปีเกลี่ยเงินระดับจังหวัด

อย่างไรก็ตาม สธ.จะมีมาตรการในเดือน ต.ค.2569  โดยการนำบัญชีของรพ.แต่ละแห่งแต่ละจังหวัดมาดู จะทำให้เห็นบางรพ.อาจกำไร บางแห่งอาจไม่กำไร ติดลบ ก็จะนำกำไรทั้งจังหวัดดึงมา 20% เกลี่ยใหม่ เพื่อเติมให้รพ.แต่ละในจังหวัดเดียวกันที่ศักยภาพไม่เท่ากัน แต่จะให้รพ.หารือร่วมกันก่อนว่า จะช่วยบริการผู้ป่วยอย่างไร ไม่ใช่บางรพ.ทำมาก บางรพ.ทำน้อย แต่ทำน้อยบอกว่าเงินไม่พอขอเพิ่ม ถือเป็นการบริหารจัดการและการเงินในรูปแบบ 1 จังหวัด 1 โรงพยาบาล (one province, one hospital)

ค้างค่ายาเวชภัณฑ์ 6-12 เดือน

นพ.สมฤกษ์  ยอมรับว่ารพ.สธ.มีปัญหาทางการเงิน แม้จะยังไม่มีปัญหาเรื่องการค้างจ่ายค่าตอบแทนบุคลากร แต่พบว่ามีการค้างชำระหนี้ค่ายาและเวชภัณฑ์นานขึ้น จากเดิม 3-6 เดือน เพิ่มเป็น 6-12 เดือนในเกือบทุกแห่ง  โดยขณะนี้กำลังให้กองเศรษฐกิจสุขภาพและหลักประกันสุขภาพ รวบรวมตัวเลข บัญชีการค้างหนี้บริษัทยา เวชภัณฑ์ของทุกแห่ง
ทั้งนี้วิธีการจัดสรรงบฯปี 2569 และแนวทางต่างๆ เชื่อว่าจะผ่านพ้นไปได้