วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

เปิดสถานการณ์ 'สุขภาพชายแดน' หลังต่างประเทศงดเงินช่วยเหลือ

เปิดสถานการณ์ 'สุขภาพชายแดน' หลังต่างประเทศงดเงินช่วยเหลือ

PMAC 2026 เปิดสถานการณ์ “สุขภาพชายแดน” หลังเงินช่วยเหลือต่างประเทศลด  คาดปี 68 แนวโน้มเงินเป็นศูนย์  ขณะที่ผู้พลัดถิ่นจ.ตากมีกว่า 50,000 คน สถานพยาบาลพื้นที่ชายแดน เร่งปรับแผนรับมือ

ในการประชุมวิชาการนานาชาติรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2569 (Prince Mahidol Award Conference: PMAC 2026) ได้มีการจัดเวทีเสวนาหัวข้อ “การเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์และเงินช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศกับผลกระทบต่อสุขภาพแรงงานข้ามชาติ” (Geopolitical Shifts in International Development Assistance and Impact on Migrant Health)

จัดโดยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ส่งผลต่อเงินช่วยเหลือระหว่างประเทศ และการเข้าถึงบริการสุขภาพของแรงงานข้ามชาติ ผู้ลี้ภัย และผู้หนีภัยการสู้รบ โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา

จ.ตาก มีผู้พลัดถิ่นมากกว่า 50,000 คน

พญ.ซินเธีย หม่อง ผู้ก่อตั้งคลินิกแม่ตาว กล่าวถึงสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนว่า ตั้งแต่ต้นปี 2568 เป็นต้นมา การลดลงของเงินช่วยเหลือระหว่างประเทศ ส่งผลให้คลินิกและสถานพยาบาลหลายแห่งในพื้นที่ชายแดนต้องปิดตัวลง ขณะที่จังหวัดตากยังมีผู้พลัดถิ่นอาศัยอยู่มากกว่า 50,000 คน และคลินิกแม่ตาว ซึ่งดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 2531 ยังคงมีผู้ป่วยเข้ารับบริการวันละประมาณ 300–400 คน ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณที่เพิ่มขึ้น

“แม้เงินทุนจะลดลง แต่การรักษามาตรฐานการดูแลผู้ป่วยยังคงเป็นสิ่งจำเป็น เพราะสิ่งที่ต้องปกป้องคือ ความมั่นคงด้านชีวิตของมนุษย์ ดังนั้น คลินิกแม่ตาวจึงต้องปรับรูปแบบการทำงาน โดยประสานความร่วมมือกับโรงพยาบาลแม่สอดและโรงพยาบาลชุมชนอย่างใกล้ชิด ทั้งในด้านการส่งต่อผู้ป่วย การแลกเปลี่ยนข้อมูลโรค และการดูแลระยะยาว เพื่อไม่ให้การช่วยเหลือสะดุด” พญ.ซินเธียกล่าว

คาดปี 68 ไร้เงินช่วยเหลือจากตปท.

ด้าน นพ.ราเมศ ว่องวิไลรัตน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแม่สอด กล่าวว่า ระบบบริการสุขภาพใช้โรงพยาบาลชุมชน (รพช.)เป็นด่านหน้าในการคัดกรองและดูแลผู้ป่วยในค่ายผู้พลัดถิ่น หากเกินศักยภาพจึงส่งต่อมายังโรงพยาบาลแม่สอด ซึ่งทำหน้าที่สนับสนุนทั้งด้านบุคลากร ยา และเวชภัณฑ์ให้กับโรงพยาบาลชุมชนทั้ง 4 แห่ง ซึ่งในอดีตโรงพยาบาลแม่สอดเคยได้รับเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศราว 30 ล้านบาท แต่ในปี 2568 ที่ผ่านมาลดลงเหลือประมาณ 10 ล้านบาท และในปีนี้มีแนวโน้มจะไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ

“ส่งผลให้ต้องปรับการทำงาน เพิ่มบทบาทการคัดกรองในระดับโรงพยาบาลชุมชน และให้โรงพยาบาลแม่สอดเข้าไปสนับสนุนในขั้นต่อมา เพื่อใช้ทรัพยากรที่มีอย่างจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด” นพ.ราเมศกล่าว

รพ.แม่สอดนำร่องรับแพทย์เมียนมา

ขณะที่ นพ.โรจนศักดิ์ ทองคำเจริญ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลแม่สอด กล่าวว่า จำนวนผู้ป่วยแรงงานข้ามชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาลจึงทดลองรับแพทย์จากประเทศเมียนมาเข้ามาทำงานในระยะนำร่อง ซึ่งประสบความสำเร็จ และขยายผลด้วยการรับแพทย์เมียนมาเข้ามาปฏิบัติงานรวม 4 คน

แนวทางดังกล่าวทำให้โรงพยาบาลสามารถแยกการให้บริการผู้ป่วยนอกทั่วไป “Friendly Clinic” สำหรับแรงงานข้ามชาติได้ โดยผู้ป่วยยังสื่อสารกับแพทย์เป็นภาษาเมียนมาโดยตรง และช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น

พญ.คิ่น เนียน เนียน แพทย์ประจำ Friendly Clinic  เสริมว่า พื้นที่แม่สอดเป็นเมืองชายแดนที่มีความหลากหลายทางประชากร ภาษาและความเข้าใจทางวัฒนธรรมเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการรักษา การมีแพทย์จากเมียนมาช่วยดูแลทำให้ผู้ป่วยสามารถอธิบายอาการได้อย่างละเอียด ส่งผลให้การรักษาเป็นไปอย่างตรงจุดและลดความคลาดเคลื่อนในการดูแล

นอกจากนี้ เวทียังสะท้อนบทบาทของความร่วมมือภาคส่วนต่าง ๆ โดยโรงพยาบาลแม่สอดทำงานร่วมกับอาสาสมัครสุขภาพแรงงานข้ามชาติ (Migrant Health Volunteer) และองค์กรภาคประชาสังคม เพื่อเชื่อมโยงการดูแลสุขภาพในระดับชุมชนชายแดน

พร้อมย้ำว่า การเปิดโอกาสให้ผู้หนีภัยการสู้รบสามารถทำงานได้อย่างถูกกฎหมาย จะช่วยให้แรงงานข้ามชาติเข้าสู่ระบบประกันสุขภาพ ซึ่งรายได้จากระบบดังกล่าวสามารถนำกลับมาพัฒนาบุคลากรและสถานพยาบาลชายแดน อันเป็นประโยชน์ต่อระบบสุขภาพของประเทศไทยโดยรวม