เลือกตั้ง 2569 ระบบสุขภาพไทยเผชิญ “วิกฤติเชิงซ้อน” จากคนป่วยล้น โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (โรค NCDs ) และ สังคมสูงวัย ทำให้อัตราค่ารักษาพยาบาลพุ่งโตกว่าจีดีพี แต่รพ.รัฐกลับเผชิญกับการขาดสภาพคล่องทางการเงิน และบุคลากรภาระงานล้น จนเกิดภาวะหมดไฟและ สมองไหล รัฐจึงจำเป็นต้องมีนโยบายแก้ไขที่มุ่งเป้าเพื่อความยั่งยืนของระบบในระยะยาวภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่
การเลือกตั้ง วันที่ 8 ก.พ. 2569 พรรคที่อยู่ในความสนใจและติดโพลล์ใน 4 อันดับแรกของสำนักต่างๆ คือ พรรคเพื่อไทย(พท.) พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) พรรคภูมิใจไทย(ภท.) และพรรคประชาชน(ปชน.) “มุ่งเป้า” แก้ปัญหา 3 วิกฤติระบบสุขภาพหรือไม่
พท.ใช้ AI แก้ปัญหา
พรรคเพื่อไทย นำเสนอสิ่งที่ต่อยอดจากรากฐานเดิม แต่ปรับโฉมใหม่ภายใต้แนวคิด "30 บาทรักษาทุกที่ ด้วย AI" มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลัก ส่งผลให้ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาได้ทุกที่ และบุคลากร หน่วยบริกาเข้าถึงข้อมูลผู้ป่วยได้อย่างไร้รอยต่อ ลดความซ้ำซ้อนในการตรวจ ไม่เพียงเท่านี้ ยังใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล บริหารจัดการและช่วยแพทย์วินิจฉัย วางแผนการรักษาด้วย ลดเอกสาร ลดเวลารอคอย เพิ่มประสิทธิภาพการรักษา
รวมถึง ช่วยให้การพยากรณ์โรคมีความแม่นยำ ร่วมกับฐานข้อมูลที่ชัดเจนและหลักฐานเชิงประจักษ์ ที่จะนำไปเป็นสารตั้งต้นในการของบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ควบคู่กับการเปลี่ยนผ่านระบบการจ่ายเงินจากแบบเหมาจ่ายรายหัวหรือจ่ายตามรายการ (Fee-for-service) ไปสู่การจ่ายค่ารักษาตามคุณค่าและผลลัพธ์ของการรักษา(Value-Based Care) ซึ่งจะช่วยคุมงบประมาณและเพิ่มคุณภาพบริการไปพร้อมกัน
นอกจากนี้ ยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทยไม่ได้มองสาธารณสุขเป็นเพียงภาระรายจ่าย แต่ตั้งเป้าให้เป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ผ่านนโยบายศูนย์กลางการแพทย์และสุขภาพระดับโลก( Medical Hub) เพื่อสร้างเม็ดเงินเพิ่มขึ้น นับเป็นการวางระบบเพื่อ “ดูแลรักษาคนป่วย” “ลดภาระงานของบุคลากร” และปรับระบบการจ่ายเงิน
ภท.เน้นสูงวัย- รักษามะเร็ง-ไต
พรรคภูมิใจไทย ชูนโยบายภายใต้แคมเปญ "พูดแล้วทำ พลัส" มุ่งเน้นไปที่การรับมือวิกฤติประชากรผู้สูงอายุผ่านโครงการ "สูงวัยพลัส" เสนอมาตรการจัดตั้งกองทุนประกันชีวิตสำหรับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งรัฐจะมอบกรมธรรม์ให้ฟรี ,ผลักดันศูนย์ดูแลผู้สูงอายุทั่วประเทศ
อีกหนึ่งนโยบายหลัก คือ "1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา" ที่ตั้งเป้าจ้างงานบุคลากรด้านสุขภาพ 100,000 อัตรา เพื่อลงพื้นที่ดูแลผู้สูงอายุและหญิงตั้งครรภ์ถึงบ้าน ส่วนด้านบริการรักษาโรค ประกาศนโยบายจัดหาเครื่องฉายรังสีรักษามะเร็งฟรีให้มีครบทุกจังหวัด และศูนย์ฟอกไตฟรีทุกอำเภอ เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการรักษาที่จำเป็นในพื้นที่ห่างไกล
ปชป.กองทุนสุขภาพที่ 4 สมัครใจสมทบ
พรรคประชาธิปัตย์ ข้อเสนอที่โดดเด่นและเป็นนวัตกรรมที่สุดของพรรคคือการจัดตั้ง "กองทุนสุขภาพที่ 4" เพื่อลดช่องว่างในการให้บริการ เพิ่มความรวดเร็ว และลดคิว ซึ่งเป็นระบบสมัครใจในประชาชนอายุ 10-50 ปีที่ต้องการทางเลือกและความรวดเร็ว ด้วยการร่วมจ่ายอัตราที่กำหนดต่อปี
พร้อมกับที่กองทุนท้องถิ่นสมทบและภาคเอกชนอาจสมทบเงินเข้ามาด้วย โดยจะได้รับสิทธิประโยชน์ในการรักษาตามที่กำหนด หรือการรักษาในวงเงินที่กำหนด จะช่วยลดความแออัดและระยะเวลารอคอย ขณะเดียวกันก็ช่วยในแง่ของการเงินการคลังของระบบด้วย
นอกจากนี้ มอบงบประมาณซ่อมแซมปรับปรุงบ้านให้ปลอดภัยแก่ผู้สูงอายุรายละ 50,000 บาท ส่วนหนึ่งเป็นการป้องกันไม่ให้ผู้สูงอายุ พลัดตกหกล้มที่อาจนำมาสู่การกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง รวมถึง การผลักดันสวัสดิการฟันด้วยนโยบาย “สูงวัยทำฟัน Fast Track” เพื่อสำรองคิวนัดหมายสำหรับผู้สูงอายุวัย 70 ปีขึ้นไปโดยเฉพาะ พร้อมเชื่อมโยงแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กระทบต่อสุขภาพ เช่น อากาศสะอาด เป็นต้น
ปชน. “หมอ-คนไข้รอดไปด้วยกัน”
ด้าน พรรคประชาชน นำเสนอนโยบายที่มุ่งเน้นสร้างระบบสุขภาพที่เป็นธรรมและยั่งยืน ภายใต้แนวคิด "ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง หมอ-คนไข้รอดไปด้วยกัน และไม่ทิ้งภาระให้คนรุ่นหลัง" เสนอให้มีการจัดทำ “ชุดสิทธิประโยชน์สุขภาพขั้นพื้นฐาน” ที่เป็นมาตรฐานเดียวกันในทุกคนทั้ง 3 กองทุน (บัตรทอง, ประกันสังคม, ข้าราชการ)
การแก้ปัญหาเรื่องกำลังคน จะมีการวางยุทธศาสตร์ใหม่และแผนการผลิตบุคลากรทางการแพทย์ที่เหมาะสมจะสร้างความมั่นคงผ่านการปรับโครงสร้างค่าตอบแทน สอดคล้องกับภาระงาน ค่าครองชีพ ความเสี่ยง และความก้าวหน้าทางอาชีพ รวมถึง การลดภาระงานที่ไม่จำเป็นออกทั้งหมด และเพิ่มอัตรากำลังคนด้านสุขภาพให้เพียงพอ
แง่การเงินการคลัง จะเปลี่ยนการจัดสรรงบประมาณ จากตาม “ปริมาณการให้บริการ” เป็นตาม “ผลลัพธ์ทางสุขภาพ”ของประชาชน โดยเฉพาะโรคเรื้อรัง และ “ระบบจ่ายเงินใหม่” เป็นแบบมัดร่วมตลอดเส้นทางการดูแลรักษาโรค(Bundled Payment) และการจ่ายตามผลลัพธ์(Outcome-Based Payment) มาใช้ เพื่อมอบรางวัล (Incentive) ให้แก่ผู้ให้บริการสุขภาพที่มีคุณภาพในการควบคุมโรคและลดภาวะแทรกซ้อน ที่สำคัญตั้ง “หน่วยงานเบิกจ่ายกลาง(National Clearing House หรือ NCH)”
จะเห็นได้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคการเมืองมีการนำเสนอ “นโยบายสุขภาพ” เพื่อมุ่งเป้าแก้ปัญหาเชิงระบบ มากกว่าเน้น “แจกฟรี”เหมือนในอดีต ส่วนหนึ่งอาจเพราะฐานะการคลังของไทยมีความเสี่ยงมากขึ้นจากหนี้สาธารณะที่สูงถึง 65 %ต่อจีดีพี ทำให้ “งบประมาณ”ที่จะมาจัดสรรสวัสดิการใหม่ๆ ลดน้อยลง
อย่างไรก็ตาม ยังคงมี “นโยบายสำคัญที่ตกหล่น” ที่แต่ละพรรคไม่มีการกล่าวถึง ติดตามซีรีย์จุดเปลี่ยนระบบสุขภาพ ตอนที่ 3





