“ระบบสุขภาพ” ของประเทศไทย กำลังเผชิญกับพายุที่ถาโถมรอบทิศทาง ทั้งค่ารักษาพยาบาลที่มีอัตราโตกว่าจีดีพีประเทศ แต่กลับมี “คนป่วยล้น” โรงพยาบาลรัฐมีปัญหาทางการเงิน และกำลังคน เหล่านี้ คือ “ภาวะวิกฤติเรื้อรัง” ที่รอ “ยา(นโยบาย)” เข้ามาช่วยรักษาเยียวยาแบบ “มุ่งเป้า” หวังผล
วิกฤติคนป่วย “โรค”ที่กำลังเป็น “ปัญหาสาธารณสุข”ที่สำคัญของประเทศ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นจาก “พฤติกรรมการใช้ชีวิต” ผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 7 พ.ศ. 2567-2568 (สำรวจทุก 5 ปี) ในหัวข้อ “สถานการณ์โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (โรค NCDs) ของไทย แนวโน้มและข้อเสนอเชิงนโยบาย” พบว่า คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป ป่วยเบาหวาน 10.6% หรือ 6.1 ล้านคน,ป่วยโรคความดันโลหิตสูง 29.5% หรือ 17.5 ล้านคน
,ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอยู่ที่ 45% หรือ 27.4 ล้านคน ,ภาวะไขมันในเลือดสูง 20% และกลุ่มอาการเมตาบอลิก (Metabolic Syndrome) พบ 28 % บ่งชี้ถึงความเสี่ยงสูงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด (CVD) กลุ่มนี้กำลังเพิ่มขึ้นอย่างมากในกลุ่มอายุที่น้อยลงและวัยทำงาน
โรค NCDs ทำสูญเสียทางเศรษฐกิจ 6 ล้านดอลลาร์
นอกจากนี้ คนที่เสี่ยงเป็นเบาหวานในอนาคตถึง 5.7 ล้านคน อีกทั้ง มีคนป่วยเบาหวานแต่ไม่รู้ตัวว่าเป็นเบาหวานถึง 27% หรือ 1.6 ล้านคน และคนป่วยความดันโลหิตสูงที่ไม่รู้ตัวสูงถึง 48% หรือ 8.4 ล้านคน
และคนไทยยังมีพฤติกรรมเสี่ยงสุขภาพที่สำคัญ ทำให้เพิ่มความเสี่ยงที่จะป่วยโรค NCDs เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยคนสูบบุหรี่ 11 ล้านคน ,ดื่มสุรา 17 ล้านคน,อ้วน 27 ล้านคน ,กิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ 25 ล้านคน ,สูบบุหรี่และดื่มสุรา 6 ล้านคน,อ้วนและกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ 12 ล้านคน และมีพฤติกรรมเสี่ยงครบทั้ง 4 เรื่อง 3.2 ล้านคน
โรค NCDs ทำให้ไทยเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจเป็นมูลค่ากว่า 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี คิดเป็น 2.2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)
และก่อให้เกิดความสูญเสียต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจ โดยพบว่าคนวัยทำงานต้องออกจากตลาดแรงงานก่อนวัยอันควร คิดเป็นความสูญเสีย 86 % ของการสูญเสียทางเศรษฐกิจทั้งหมด ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น การเสียชีวิต 52 %และการออกจากตลาดแรงงานก่อนวัยอันควร 34 %
อีก 5 ปีคนป่วยจะยิ่งเพิ่ม
จริงอยู่ว่าเมื่อประเทศไทยกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ ย่อมตามมาด้วยจำนวนผู้ป่วยที่มากขึ้นตามความเสื่อมของร่างกาย โดยคนไทยมีอายุขัยสุขภาพดี(Health span) เฉลี่ยอยู่ที่ 67 ปี หลังจากนั้นจะมีสุขภาพที่แย่ลง จนกลายเป็นคนป่วย
ทว่า จำนวนผู้ป่วยที่มากล้นรพ.อยู่แล้วในปัจจุบัน จะยังเพิ่มมากขึ้นกว่านี้อีก
เพราะยังไม่ถึง “จุดพีคของสึนามิสูงวัย” โดยหากเทียบเคียงอายุสุขภาพดีที่ 67 ปีกับจำนวนคนเกิดปีละ 1 ล้านคนในช่วงปี 2506-2526 เท่ากับประชากรก้อนใหญ่นี้จะทยอยกลายเป็น “ผู้ป่วย”เมื่ออายุ 67 ปี ในปี 2573 หรืออีก 5 ปีข้างหน้า และต่อเนื้องไปอีก 20 ปี
ค่ารักษาโตกว่าจีดีพี
คนป่วยที่มีจำนวนมาก ส่งผลโดยตรงต่อค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศ ซึ่งพบว่าโตขึ้นทุกปี โดยสัดส่วนรายจ่ายประจำด้านสุขภาพ ต่อ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(GDP) พบว่า เพิ่มขึ้นจาก 3.39% ในปี 2553 เป็น 4.36% ในปี 2563 และ 5.16% ในปี 2564
ส่วนค่ารักษาพยาบาล ในปีงบประมาณ 2568 ราว 346,632 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2567 คิดเป็น 11.32 % ส่วนจากปี 2565 - 2568 เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 4.53 % ต่อปี ขณะที่ GDP จากปี 2565 - 2568 เพิ่มขึ้นเพียง 2.0 - 2.5 % ต่อปี
งบฯแต่ละกองทุนเหลื่อมล้ำ
เมื่อพิจารณาแยกรายกองทุนประกันสุขภาพภาครัฐ พบว่า ยังมีความเหลื่อมล้ำทางงบประมาณ โดยปีงบประมาณ 2568
- กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บัตรทอง) ราว 168,296 ล้านบาท เฉลี่ยต่อคนต่อปี 3,856 บาท ,
- สวัสดิการข้าราชการ 93,800 ล้านบาท เฉลี่ย 19,501 บาทต่อคนต่อปี
- และประกันสังคม 74,380 ล้านบาท เฉลี่ย 5,142 บาทต่อคนต่อปี
10 ปี บัตรทอง รายจ่ายแซงรายรับ
ทว่า จากรายงานสถานการณ์ทางการเงินของหน่วยบริการสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สป.สธ.) ไตรมาส 4 ปี 2568 ของกองเศรษฐกิจสุขภาพและหลักประกันสุขภาพ
เม็ดเงินที่ส่งลงมาถึงรพ.สธ.เมื่อเปรียบเทียบรายได้-ค่าใช้จ่าย ปี 2568 กองทุนบัตรทองมีค่าใช้จ่ายมากกว่ารายได้ คิดเป็น 120% ของรายได้ กองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ กองทุนประกันสังคม และกองทุนและบริการอื่นๆ มีค่าใช้จ่ายน้อยกว่ารายได้ คิดเป็น 73% และ 92% และ 73% ของรายได้ ตามลำดับ
และกองทุนบัตรทอง ปี 2559-2568 ช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ค่าใช้จ่ายมากกว่ารายได้ ยกเว้นเพียงปี 2564-2565 ที่มีงบประมาณพิเศษจากสถานการณ์โควิด-19
- ปี 2564 ค่าใช้จ่าย 120,442 ล้านบาท รายได้ 141,286 บาท (เป็นบวก)
- ปี 2565 ค่าใช้จ่าย 148,870 ล้านบาท รายได้ 172,800 ล้านบาท (เป็นบวก)
- ปี 2566 ค่าใช้จ่าย 139,925 ล้านบาท รายได้ 117,223 ล้านบาท (ติดลบ)
- ปี 2567 ค่าใช้จ่าย 145,155 ล้านบาท รายได้ 126,607 ล้านบาท (ติดลบ)
- ปี 2568 ค่าใช้จ่าย 150,553 ล้านบาท รายได้ 125,601 ล้านบาท(ติดลบ)
รพ.กลับขาดสภาพคล่องทางการเงิน
แม้ค่ารักษาพยาบาลจะโตกว่าจีดีพี และเงินจากสวัสดิการข้าราชการ และประกันสังคมที่ลงมาถึงรพ.จะ “เป็นบวก” แต่เงินจากบัตรทองส่วนใหญ่จะ “ติดลบ” ในภาพรวมจึงส่งผลต่อสถานการณ์ทางการเงินการคลังของรพ.
ไตรมาส 4 ปี 2568 มีวิกฤติระดับ 7 (หนักที่สุด) 136 แห่ง คิดเป็น 15.08 % ,ระดับ 6 จำนวน 60 แห่ง ,ระดับ 5 จำนวน 27 แห่ง ,ระดับ 4 จำนวน 45 แห่ง และระดับ 0 (สีเขียว) 89 แห่ง คิดเป็น 9.87 %
ปัจจัยเนื่องมาจาก 1. รายรับไม่พอรายจ่าย : รายได้จากบัตรทอง ไม่ครอบคลุมต้นทุนจริง 2. ภาระจ้างบุคลากรสูงขึ้น : สัดส่วน 60-70% ของรายรับ 3. ต้นทนุ เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง : ราคายา/เวชภัณฑ์/ค่าบำรุงรักษา และ4. กลไกการจัดสรรไม่สอดคล้องกับภาระงาน : โดยเฉพาะในพื้นที่ High burden (สูงอายุ , โรคเรื้อรัง)
ภาระงานเกินกำลัง กระทบคุณภาพบริการ
คนไข้ล้นและแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นอีกในราว 5 ปีข้างหน้า และรพ.มีปัญหาการเงินการคลัง ตามมาด้วย “วิกฤติกำลังคน” บุคลากรต้องรับภาระงานสูงเกินมาตรฐาน ทั้งจำนวนผู้ป่วยต่อคน เวรต่อเนื่อง และงานนอกภารกิจหลัก ส่งผลให้เกิดความเหนื่อยล้าเรื้อรัง การลาออก และการสูญเสียบุคลากรที่มีประสบการณ์ ระบบไม่อาจยั่งยืนได้ หากตั้งอยู่บนภาระที่เกินขีดความสามารถของคนทำงาน
สาเหตุหลักมาจากภาระงานที่หนักเกินขีดจำกัด โดยบุคลากรส่วนใหญ่ต้องทำงานเฉลี่ยมากกว่า 41-60 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ส่งผลให้อัตราภาวะหมดไฟหรือ Burnout Syndrome พุ่งสูงถึง 28.5 % โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่างเจเนอเรชันวายที่เป็นกำลังหลักของระบบ
ทั้งที่ควร มีชั่วโมงปฏิบัติงานนอกเวลาไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และต้องมีเวลาพักผ่อนรวมไม่น้อยกว่า 60 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และมีวันหยุดอย่างน้อย 1 วันต่อสัปดาห์
นำมาสู่ปรากฏการณ์ "สมองไหล" ที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ โดยมีแพทย์ลาออกจากระบบราชการเฉลี่ยถึงปีละ 455 คน และเมื่อรวมกับผู้เกษียณอายุ ระบบต้องสูญเสียบุคลากรไปไม่ต่ำกว่าปีละ 655 คน
ทั้งนี้ สธ.รายงานสถานการณ์ขาดแคลนแพทย์ล่าสุดเมื่อต้นเดือน ม.ค.2569 พบว่า โรงพยาบาลชุมชน(รพช.) ขาดมากที่สุดจำนวน 234 แห่ง รวมขาด 616 คน ขาดแคลนระดับสีแดงมีส่วนขาด 40% ขึ้นไป รวม 76 แห่ง 307 คน ขณะที่สีส้มส่วนขาด 30% -39.99% มี 47 แห่ง 143 คน ส่วนขาดน้อยกว่า 30% สีเขียว มี 111 แห่ง 166 คน
นอกจากปัญหาขาดแคลนแล้ว การกระจายตัวของบุคลากรยังมีความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่อย่างรุนแรง โดยกรุงเทพมหานครมีสัดส่วนแพทย์ต่อประชากรดีที่สุด คือ 1 ต่อ 462 คน ขณะที่จ.บึงกาฬมีสัดส่วนวิกฤติถึง 1 ต่อ 5,000 คน ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลก(1 ต่อ 1,000)หลายเท่าตัว
ความเหลื่อมล้ำนี้ไม่ได้จำกัดเพียงแค่ตัวบุคคล แต่ยังรวมถึงเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัย เช่น เครื่อง MRI และ CT Scan ที่กระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลขาดโอกาสเข้าถึงการวินิจฉัยที่แม่นยำและรวดเร็ว
ทั้งหมดคือวิกฤติหลักๆที่สำคัญของระบบสุขภาพที่ส่งผลเชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่ ติดตาม ซีรีย์จุดเปลี่ยนระบบสุขภาพ ตอนที่ 2 จะวิเคราะห์ถึงนโยบายสาธารณสุขของพรรคการเมืองต่างๆ ที่ใช้หาเสียงในการเลือกตั้งปี 2569 ว่าแต่ละพรรคมุ่งเข้ามาแก้ปัญหาใดและ “โดนเป้า”มากน้อยอย่างไร





