ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.วิทยา ถิฐาพันธ์ สูตินารีแพทย์ และกรรมการแพทยสภา ให้ข้อมูลผ่านรายการก้าวทันโรคกับแพทยสภาว่า ปกติมดลูกของผู้หญิงตอนไม่ท้องจะมีขนาดเท่าลูกชมพู่ แต่เมื่อตั้งครรภ์จะขยายใหญ่ขึ้นได้ถึง 500-1,000 เท่า จนมีขนาดเท่าแตงโม ใบใหญ่ ภายในมดลูกจะมีเยื่อบุโพงมดลูกที่มีลักษณะนุ่มเหมือนผ้ากำมะหยี่ ซึ่งปกติแล้ว รก จะเกาะอยู่แค่ชั้นกำมะหยี่นี้เท่านั้น
อันตราย ภาวะรกฝังลึก
เมื่อลูกคลอดออกมา รกก็จะลอกตัวหลุดออกมาตามปกติ แต่ภาวะ รกฝังลึก (Placenta Accreta Spectrum) คือ การที่รกฝังทะลุชั้นกำมะหยี่เข้าไปในชั้นกล้ามเนื้อมดลูก หรือในรายที่รุนแรงอาจทะลุผนังมดลูกออกไปเกาะอวัยวะข้างเคียงอย่างกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งเปรียบเสมือนรากต้นไม้ที่ชอนไชไปเรื่อยๆ
ทั้งนี้ โอกาสเกิดรกฝังลึกจะเพิ่มขึ้นตามจำนวนครั้งที่ผ่าคลอด
• ผ่าคลอด 1 ครั้ง เสี่ยง 3-5%
• ผ่าคลอด 2 ครั้ง เสี่ยงประมาณ 10%
• ผ่าคลอด 3 ครั้ง เสี่ยงพุ่งสูงถึง 30-40%
• ผ่าคลอด 4-5 ครั้ง โอกาสสูงถึง 50% หรือครึ่งต่อครึ่งเลยทีเดียว
สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะรกฝังลึก ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ. วิทยา กล่าวว่า ที่พบได้บ่อยที่สุด คือ การผ่าตัดคลอดครั้งก่อน เมื่อมดลูกเคยถูกผ่า แผลบริเวณนั้นจะกลายเป็นตำแหน่งที่เปราะบางและติดไม่แน่นเหมือนเดิม หากการตั้งครรภ์ครั้งใหม่ รกมาเกาะตรงตำแหน่งแผลผ่าตัดเดิม รกจะสามารถแทรกซึมเข้าไปในเนื้อเยื่อได้ง่ายจนกลายเป็นรกฝังลึก นอกจากนี้ ยังมีสาเหตุอื่นๆ เช่น การเคยขูดมดลูกจากการทำแท้ง หรือการผ่าตัดเนื้องอกในมดลูก ซึ่งล้วนสร้างแผลเป็นที่ผนังมดลูกทั้งสิ้นครับ
รกฝังลึก ไม่มีอาการเตือน
ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ. วิทยา กล่าวอีกว่า รกฝังลึกมักไม่มีอาการเตือนระหว่างตั้งครรภ์ หากไม่ได้รับการวินิจฉัยก่อนแล้วไปตรวจพบตอนผ่าคลอดหน้างาน หากแพทย์ไปกรีดโดนตัวรก หรือพยายามดึงรกที่ฝังลึกออกมาจะเกิดอาการที่ผมเรียกว่าน้ำพุแตก คือ เลือดจะพุ่งออกมามหาศาลจนคุณแม่เสียชีวิตได้ทันที การผ่าตัดเคสแบบนี้จึงต้องใช้ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ 3-4 คน ทั้งศัลยแพทย์ วิสัญญีแพทย์ กุมารแพทย์ และต้องเตรียมเลือดไว้สำรองถึง 10 ถุง
ในการป้องกัน ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ. วิทยา กล่าวว่า สิ่งสำคัญต้องซักประวัติให้ละเอียด และแจ้งแพทย์เสมอว่าเคยผ่าตัดอะไรที่มดลูกมาหรือไม่ การวินิจฉัยต้องอาศัยการอัลตราซาวด์โดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อดูการไหลเวียนของเลือดในรก ซึ่งเครื่องมือทั่วไปอาจตรวจไม่พบ ดังนั้น คุณแม่ที่เคยผ่าคลอดควรตรวจอัลตราซาวด์คัดกรองช่วงอายุครรภ์ 20 สัปดาห์ (5 เดือน) และตรวจซ้ำอีกครั้งช่วง 27-28 สัปดาห์ (7 เดือน) เพื่อความมั่นใจครับ
มีเพียง 5-10 %ที่คลอดธรรมชาติไม่ได้
ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ. วิทยา กล่าวอีกด้วยว่า ปัจจุบันสถิติจะชี้ว่าคุณแม่ 80-90 % สามารถคลอดเองได้ตามธรรมชาติ และมีเพียง 5-10 % เท่านั้นที่คลอดไม่ได้จริงๆ แต่คุณแม่ก็ยังมีความกังวลเรื่องความปลอดภัย ทั้งที่ การคลอดทางช่องคลอดดีกว่าการผ่าตัดในหลายมิติ
1.แผลฝีเย็บ มีขนาดเล็กและติดง่ายมาก เพราะบริเวณปากช่องคลอดเป็นจุดที่มีเลือดมาเลี้ยงสูงที่สุดจุดหนึ่งในร่างกายคล้ายกับใบหน้า
2.การเสียเลือด ซึ่งการคลอดปกติจะเสียเลือดเพียง 200-300 ซีซี แต่การผ่าตัดคลอดอาจเสียเลือดเกือบ 1 ลิตร และยังเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนจากการดมยาสลบหรือการผ่าตัดไปโดนอวัยวะข้างเคียงอย่างกระเพาะปัสสาวะหรือลำไส้ด้วย
3.ลูก โดยเด็กที่คลอดธรรมชาติจะได้รับ โปรไบโอติก หรือจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ผ่านทางช่องคลอด ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันและลดความเสี่ยงภาวะหายใจเร็วหลังคลอด ซึ่งเป็นภาวะที่มักพบในเด็กผ่าคลอด
ข้อบ่งชี้คุณแม่คลอดเองได้หรือไม่
เกณฑ์พิจารณาคุณแม่จะสามารถคลอดเองได้หรือจำเป็นต้องผ่าตัด แพทย์ประเมินจาก 3 ปัจจัยหลัก
- อุ้งเชิงกราน ซึ่งเปรียบเสมือนก้นขันน้ำที่ต้องกว้างพอให้เด็กมุดผ่านออกมาได้ หากแม่มีเชิงกรานรูปหัวใจหรือรูปลิ่มแบบผู้ชายจะทำให้คลอดยาก
- ขนาดและท่าทางของตัวเด็ก หมอจะคำนวณน้ำหนักจากการคลำหน้าท้องหรืออัลตราซาวด์ หากเด็กตัวใหญ่เกิน 4 กิโลกรัม หรืออยู่ในท่าขวาง หรือท่าแหงนหน้า (เอาหน้าออกแทนท้ายทอย) ก็จะเป็นอุปสรรค
- แรงบีบตัวของมดลูก ซึ่งต้องแรงและถถี่พอที่จะขับเด็กออกมา หากแรงไม่พอเราสามารถใช้ยา ออกซิโตซิน (Oxytocin) ช่วยกระตุ้นได้
ขณะที่ภาวะที่เป็นข้vบ่งชี้ทางการแพทย์ ซึ่งจำเป็นต้องผ่าตัดเพื่อรักษาชีวิต ได้แก่ ภาวะรกเกาะต่ำ คือ รกมาเกาะขวางทางออกมดลูกไว้ หากฝืนคลอดจะทำให้เสียเลือดมากจนเสียชีวิตทั้งแม่และลูก นอกจากนี้ ยังมีกรณีสายสะดือรัดคอเด็กจนหัวใจเต้นผิดปกติ หรือเด็กอยู่ในท่าขวางซึ่งไม่สามารถออกทางช่องคลอดได้แน่นอน
“หากไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์จริงๆ อยากให้เลี่ยงการผ่าตัดคลอดเพียงเพราะความสะดวก อยากได้ฤกษ์งามยามดี หรือกลัวเจ็บ ซึ่งปัจจุบันมีวิทยาการบล็อกหลังที่ช่วยให้การคลอดธรรมชาติไม่เจ็บปวดอย่างที่คิด เนื่องจากการผ่าตัดครั้งแรกอาจเป็นการสร้างมหันตภัยให้กับการตั้งครรภ์ครั้งที่สองหรือครั้งถัดไปโดยไม่รู้ตัว”ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ. วิทยากล่าว





