ทีมข่าว Health & Wellness กรุงเทพธุรกิจ เปิดคอลัมน์ใหม่ “เปิดแฟ้ม คดีทางการแพทย์” นำเสนอเรื่องราวคดีความทางการแพทย์ที่สิ้นสุดในชั้นศาลฎีกาแล้ว จากข้อมูลการรวบรวมของกลุ่มระงับข้อพิพาททางการแพทย์ กองกฎหมาย สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) เพื่อเป็นข้อเรียนรู้ให้กับประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์ โดยจะนำเสนอเป็นประจำเดือนละ 1 ครั้ง
คดีที่ 1 ประจำเดือนมกราคม 2569 ชื่อตอนว่า “หมอไม่มาดู สั่งผ่านโทรศัพท์ จนคนไข้ที่กำลังตั้งครรภ์ต้องสูญเสียดวงตาตลอดชีวิต”
เรื่องราวความสูญเสียของคุณแม่รายหนึ่งที่ต้องกลายเป็นผู้พิการทางสายตาถาวร เพียงเพราะความประมาทเลินเล่อของแพทย์เวร ที่ไม่ยอมลงมาดูอาการด้วยตนเอง แต่กลับเลือกสั่งการรักษาผ่านโทรศัพท์เพียงอย่างเดียว จนนำไปสู่คดีความที่ศาลฎีกาพิพากษาให้เป็นบรรทัดฐานสำคัญของวงการสาธารณสุขไทยในเรื่องมาตรฐานวิชาชีพและการดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด
เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2541 นางสาว ว.เป็นโจทย์ฟ้องกระทรวงสาธารณสุขที่ 1 กรม พ.ที่ 2 นายแพทย์ พ.ที่ 3 (ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชน) ข้อหากละเมิด เรียกค่าเสียหาย
สั่งการผ่านโทรศัพท์มือถือ
ย้อนกลับไปในเหตุการณ์ ที่กลายเป็นอุทาหรณ์ครั้งสำคัญของวงการแพทย์ไทย เมื่อนางสาว ว. หญิงสาวซึ่งกำลังตั้งครรภ์ และอยู่ในสภาวะที่ควรได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด เกิดเจ็บป่วยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่ง แพทย์ได้ตรวจและให้รับประทานยาเพื่อเปิดปากมดลูก
ขณะนั้น นายแพทย์ พ. ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลและปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์เวรในช่วงเวลาดังกล่าว ได้รับรายงานอาการจากพยาบาล แต่แทนที่แพทย์จะเข้ามาตรวจร่างกายผู้ป่วยด้วยตนเองเพื่อให้ทราบถึงสภาวะที่แท้จริง กลับเลือกที่จะสั่งการรักษาผ่านทางโทรศัพท์ โดยสั่งให้พยาบาลจ่ายยาเพื่อเปิดปากมดลูกให้แก่โจทก์
เหตุการณ์เริ่มบานปลายเมื่อนางสาว ว. เริ่มแสดงอาการข้างเคียงอย่างรุนแรงจากการใช้ยา โดยปรากฏอาการระคายเคืองตามผิวหนังทั่วร่างกาย และลามเข้าไปถึงภายในดวงตา จนทำให้นัยน์ตาพร่ามัวและสูญเสียสมรรถภาพในการมองเห็น
แม้พยาบาลจะรายงานความผิดปกติที่เกิดขึ้นให้แพทย์ทราบอีกครั้ง แต่นายแพทย์ท่านนั้น ยังคงสั่งการทางโทรศัพท์ให้พยาบาลจ่ายยาชนิดเดิมซ้ำอีกครั้ง โดยไม่ได้ลงมาตรวจสอบอาการแพ้ยาหรือวิเคราะห์สาเหตุความผิดปกติด้วยตาตนเอง
ความละเลยที่แลกด้วยความพิการตลอดชีวิต
ในช่วงเวลาวิกฤติที่ผู้ป่วยเริ่มมีอาการชักและเกร็งตามร่างกาย ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายที่แพทย์ควรต้องรีบเข้ามาแก้ไขทันที แต่นายแพทย์ พ. กลับปล่อยให้ระยะเวลาล่วงเลยไปนานถึง 3-4 ชั่วโมง จนกระทั่งเกือบจะพ้นหน้าที่แพทย์เวรในวันนั้น จึงลงมาดูอาการของนางสาว ว. ซึ่งในขณะนั้นอาการผิดปกติได้กำเริบจนถึงขั้นวิกฤติแล้ว
ต่อมานางสาว ว. ต้องถูกส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด และพบว่า กระจกตาข้างซ้ายของเธอทะลุจากการแพ้ยาอย่างรุนแรง ส่งผลให้ดวงตาข้างนั้นไม่สามารถรักษาให้มองเห็นได้ชัดเจนตามปกติอีกต่อไป
การต่อสู้ในชั้นศาลใช้เวลานานหลายปี จนกระทั่งมีคำพิพากษาจากศาลชั้นต้นว่า จำเลยซึ่งเป็นแพทย์มีหน้าที่โดยตรงในการบำบัดรักษาผู้ป่วย และในขณะเกิดเหตุก็อยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่แพทย์เวร การที่ทราบจากพยาบาลแล้วว่าผู้ป่วยตั้งครรภ์และมีอาการผิดปกติ แพทย์ย่อมต้องเข้าใจดีว่านี่คือสถานการณ์ที่ต้องได้รับการตรวจและบำบัดอย่างทันท่วงที
ศาลวินิจฉัยว่า แพทย์ควรต้องมาพบผู้ป่วยเพื่อดูอาการและซักถามด้วยตนเอง รวมถึงต้องบันทึกประวัติการตรวจรักษาก่อนสั่งยา เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง แต่พฤติการณ์ที่เกิดขึ้นกลับเป็นการปล่อยปละละเลยหน้าที่อย่างร้ายแรง
ระยะทาง 20 เมตรที่ไม่ได้เดินมาดูคนไข้
ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดในคดีนี้คือ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏว่าห้องพักของแพทย์เวรอยู่ห่างจากห้องฉุกเฉินที่ผู้ป่วยนอนอยู่เพียง 20 เมตรเท่านั้น ศาลฎีกาพิจารณาว่าไม่มีเหตุสุดวิสัยใดๆ ที่จะมาอ้างเพื่อไม่ให้แพทย์มาตรวจอาการผู้ป่วยด้วยตนเองได้ การวินิจฉัยโรคว่าผู้ป่วยเป็นอะไร มีพยาธิสภาพอยู่ที่ไหน และอยู่ในระยะใด เพื่อนำไปสู่การรักษาที่ถูกต้องนั้น แพทย์จักต้องใช้ความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์มิให้เกิดความผิดพลาด เพราะอาจนำมาซึ่งอันตรายต่อชีวิตและร่างกาย
ศาลฎีกายังได้ย้ำเตือนถึงมาตรฐานวิชาชีพว่า การสั่งการรักษาตามอาการที่ได้รับรายงานทางโทรศัพท์จากพยาบาลเพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้ตรวจสอบประวัติหรือสังเกตอาการผู้ป่วยด้วยตนเอง หาใช่วิสัยของบุคคลผู้มีวิชาชีพเป็นแพทย์พึงกระทำไม่
แม้ว่าทางฝ่ายแพทย์จะพยายามอ้างว่าผู้ป่วยได้ให้ความยินยอมในการรักษาพยาบาลแล้ว แต่ศาลได้วินิจฉัยหักล้างอย่างชัดเจนว่า หากการรักษานั้นไม่ได้เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพและก่อให้เกิดความเสียหายจากความประมาทเลินเล่อ แพทย์ย่อมไม่สามารถอ้างความยินยอมเพื่อพ้นความรับผิดได้
ชดเชยค่าเสียหาย 2 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย
คดีนี้จบลงด้วยชัยชนะของนางสาว ว. โดยศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ให้กระทรวงสาธารณสุขชำระเงินชดเชยค่าเสียหายจำนวน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้อง สิ่งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การจ่ายเงินชดเชย แต่มันคือการยืนยันถึงสิทธิของผู้ป่วยที่จะได้รับการรักษาที่ได้มาตรฐาน
เรื่องราว "หมอไม่มาดู" กลายเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญ เพื่อให้แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขใช้เป็นอุทาหรณ์ ประเด็นสำคัญคือการสั่งการรักษาทางโทรศัพท์ไม่ใช่สาระสำคัญที่สามารถใช้ทดแทนการตรวจวินิจฉัยโดยตรงได้ และการสื่อสารที่ผิดพลาดหรือความล่าช้าเพียงไม่กี่ชั่วโมง อาจเปลี่ยนชีวิตของคนคนหนึ่งไปตลอดกาล





