background-default

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

'ไวรัสนิปาห์' ไม่มีสัญญาณแพร่เชื้อต่อเนื่อง ไทยยกระดับ 4 มาตรการ

'ไวรัสนิปาห์' ไม่มีสัญญาณแพร่เชื้อต่อเนื่อง ไทยยกระดับ 4 มาตรการ

เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569  ที่กระทรวงสาธารณสุข  แถลงข่าวในประเด็น "โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus Disease)" โดย นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า "ไวรัสนิปาห์" ยังคงถูกกำหนดให้เป็น 1 ใน 13 โรคติดต่ออันตรายตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 ซึ่งปัจจุบันสถานะในประเทศไทยยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยยังไม่เคยมีรายงานผู้ป่วยโรคนี้ในประเทศไทยมาก่อน

สำหรับสถานการณ์ที่น่ากังวลในขณะนี้เกิดขึ้นที่ต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศบังกลาเทศ และรัฐเวสต์เบงกอล ประเทศอินเดีย แม้พื้นที่ดังกล่าวจะอยู่ห่างไกลจากไทย แต่ต้องเฝ้าระวังเพราะมีการเดินทางเข้ามาผ่านเที่ยวบินตรง ซึ่งมาลงที่สนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และภูเก็ต

กรมควบคุมโรค ได้เริ่มคัดกรองผู้เดินทางแบบจำกัดเฉพาะเที่ยวบินที่บินตรงมาจากพื้นที่ระบาดตั้งแต่วันเสาร์-อาทิตย์ ที่ผ่านมา หากพบผู้เดินทางที่มีอาการเข้าข่ายสงสัย เช่น มีไข้ หรืออาการทางเดินหายใจ และมีประวัติเดินทางมาจากพื้นที่ระบาดภายใน 21 วัน จะมีการสอบสวนโรค และเก็บตัวอย่างส่งตรวจทันที ซึ่งที่ผ่านมามีผู้ป่วยที่ได้รับการตรวจแล้วแต่ผลยังไม่พบเชื้อไวรัสนิปาห์ นอกจากนี้ ผู้โดยสารจากพื้นที่เสี่ยงจะต้องกรอกเอกสารตาม พ.ร.บ. โรคติดต่อ และหากมีอาการป่วยภายใน 21 วันที่อยู่ในไทย จะต้องติดต่อสายด่วน 1422 ทันที

ไม่มีสัญญาณที่สะท้อนว่าระบาดต่อเนื่อง

นพ.โสภณ กล่าวอีกว่า ประเทศไทยมีความพร้อมในการรับมือทุกด้าน และยังไม่มีผู้ป่วยไวรัสนิปาห์ในประเทศไทย แต่ต้องติดตามสถานการณ์ในต่างประเทศ ซึ่งสถานการณ์ล่าสุดก็พบว่า ยังอยู่ในระดับที่พื้นที่เกิดเหตุสามารถควบคุมพื้นที่ระบาดได้ ไม่มีสัญญาณที่สะท้อนว่าระบาดต่อเนื่องในพื้นที่ชุมชนหรือข้ามประเทศที่อยู่ใกล้

ส่วนประเทศไทยแม้อยู่ไกลแต่มีเที่ยวบินเดินทางบินตรง จึงมีความจำเป็นต้องยกระดับความปลอดภัยของผู้เดินทางขึ้นมาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และหลังจากนี้ภายใน 1 สัปดาห์จะมีการประเมินความเสี่ยงอีกครั้ง

ประเทศไทยมีการตรวจพบ เชื้อไวรัสนิปาห์ในค้างคาว เช่นกัน แต่ระดับความหนาแน่นของเชื้อในค้างคาวน้อยกว่าในประเทศ ที่มีการระบาดเป็นระยะๆ ซึ่งประเทศไทยมีการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องแต่ยังไม่พบปัญหาใดๆ และหน่วยงานที่ดูแลสุขภาพสัตว์ ก็ใช้หน่วยงานนี้ในการดูแล เช่น การไม่เลี้ยงสุกรในพื้นที่ ที่มีการพบเชื้อนี้ในค้างคาว มีระบบความปลอดภัยในการเลี้ยง เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าจะไม่มีการถ่ายทอดเชื้อจากค้างคาวมาสุกรหรือมายังคน

"ในประเทศไทยก็ยังไม่มีสัญญาณใดๆ และมีการนำผู้ป่วยโรคสมองอักเสบย้อนหลังไปตรวจ ก็ยังไม่พบหลักฐานการติดเชื้อไวรัสนิปาห์ เช่นเดียวกัน โดยเชื้อไวรัสนิปาห์ที่พบในค้างคาวในประเทศไทยเป็นสายพันธุ์บังกลาเทศ ส่วนถ้าให้ประเมินโอกาสเกิดการระบาดหรือไม่นั้น คิดว่าน่าจะอยู่ระดับสีเหลืองอ่อนๆ” นพ.โสภณ กล่าว 

ยกระดับ 4 มาตรการ 

พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ โฆษกกรมควบคุมโรค กล่าวว่า  4 มาตรการหลักยกระดับการเตรียมความพร้อมรับมือไวรัสนิปาห์

1.เสริมความเข้มแข็งระบบเฝ้าระวัง โดยด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ  คงและยกระดับการคัดกรองผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยงโดยผู้ป่วยส่งต่อข้ามประเทศจากอินเดีย บังกลาเทศ ตรวจหาเชื้อไวรัสนิปาห์ก่อนเข้าประเทศ

ผู้เดินทางจากรัฐ West Bengal กรอกเอกสารสถานะสุขภาพ(ต 8)ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ, คัดกรอง ณ จุดเข้าเมืองหลัก สนามบินสุวรรณภูมิ ,ดอนเมือง และภูเก็ต ด้วยการวัดอุณหภูมิ และประเมินอาการ , พบผู้ป่วยสงสัยแยกกัก และส่งต่อ รพ.รัฐที่กำหนด /พบผู้สัมผัสเสี่ยงสูง กักกันในสถานกักกันรัฐ และสื่อสารคำแนะนำผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยงผานสื่อ ล่าม ช่องทางอิเล็กทรอนิกส์

สถานพยาบาล เพิ่มความไวการเฝ้าระวัง ปรับแนวทางให้ชัดเจนครอบคลุมการรักษา การเฝ้าระวังสอบสวนโรค และแจ้งเตือนแพทย์โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติเดินทางสัมผัสเสี่ยง และชุมชนเสริมระบบแจ้งเตือนภัยแจ้งเตือนผ่าน อสม./อสส.เพื่อรายงานเหตุผิดปกติในพื้นที่

2.เตรียมพร้อมรองรับผู้ป่วยห้องปฏิบัติการยกระดับความพร้อมการตรวจ และกำหนดแนวทางกลางโดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ , สถานพยาบาลเตรียมห้องแยกควบคุมการติดเชื้อ และอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล , การป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล แยกกักผู้ป่วยต้องสงสัยใช้ชุด PPE ตามความเสี่ยง และจัดระบบส่งต่อ-เก็บสิ่งส่งตรวจอย่างปลอดภัย

3. สื่อสารความเสี่ยงเชิงรุก  แจ้งแนวทางการป้องกันโรคแก่ประชาชน ให้คำแนะนำผู้เดินทางไป-กลับอินเดียอย่างต่อเนื่อง  ประสานภาคการท่องเที่ยว และรพ.เอกชน เพื่อยกระดับการเฝ้าระวัง และสร้างความเชื่อมั่น

4 .บูรณาการความร่วมมือแบบ One health ประสานกรมอุทยานฯ กรมปศุสัตว์ และสถาบันวิชาการเฝ้าระวังค้างคาวแม่ไก่/สัตว์เลี้ยง  และเตรียมแผนตอบโต้เมื่อพบผู้ป่วยต้องสงสัย 

ความสามารถแพร่เชื้อต่ำกว่า 1

“การติดเชื้อจะต้องมีการสัมผัสสารคัดหลั่ง จึงต้องใกล้ชิดกับผู้ป่วยมากๆ เช่น คนในครอบครัวหรือบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วย โดยความสามารถในการแพร่เชื้อของไวรัสนิปาห์ยังต่ำกว่า 1  หากเทียบกับโควิดในตอนนี้อยู่ที่ 8 หมายความว่าผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ 1 คนจะแพร่เชื้อต่อไปได้ไม่ถึง 1 คน  โอกาสกระจายไปสู่คนอื่นน้อยมาก"


อีกทั้งคนป่วยมักมีอาการรุนแรง จึงไม่น่าจะเดินทางได้  แต่ไวรัสนี้มีเรื่องการปรับเปลี่ยนสายพันธุ์  ก็รอข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก(WHO) ว่า มีการปรับเปลี่ยนสายพันธุ์หรือไม่ และน่ากังวลที่มีติดเชื้อแล้วมีอาการรุนแรง ยังไม่มียารักษา และวัคซีนป้องกัน

ข้อมูลจากการเฝ้าระวังมานานพบว่าค้างคาวแม่ไก่ในไทยมีการตรวจเจอเชื้อไวรัสนิปาห์ แต่มีสัดส่วนน้อยเพียงประมาณ 10 % เมื่อเทียบกับพื้นที่ระบาดในอินเดียที่พบเชื้อในค้างคาวสูงถึง40-50 %  ที่สำคัญคือ จากงานวิจัยที่ผ่านมาในไทย ยังไม่พบหลักฐานการแพร่เชื้อจากค้างคาวสู่สุกรหรือสู่คนที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงค้างคาวที่ติดเชื้อ โดยช่วงที่ตรวจพบเชื้อในค้างคาวจะเป็นเดือนเม.ย.-พ.ค. สูงสุดในช่วงปี

คำแนะนำในการปฏิบัติตัวสำหรับประชาชน

1.) เรื่องความปลอดภัยของอาหาร ห้ามเก็บผลไม้ที่ร่วงหล่นหรือมีรอยกัดแทะของสัตว์มารับประทานเด็ดขาด เพราะอาจปนเปื้อนน้ำลายค้างคาวได้ ควรล้างผลไม้ให้สะอาดและปอกเปลือกก่อนรับประทานเสมอ

2.) การดูแลสัตว์เลี้ยง ไม่ควรเลี้ยงสุกรในบริเวณใต้ต้นไม้ที่เป็นที่พักพิงของค้างคาว เพื่อป้องกันสิ่งคัดหลั่งตกลงไปในคอก

3.) ห้ามนำเศษผลไม้ที่มีรอยกัดมาเลี้ยงหมู

4.) หากประชาชนพบสัตว์เลี้ยงป่วยตายผิดปกติให้รีบแจ้งปศุสัตว์ทันที

5.) ห้ามล่าหรือสัมผัสค้างคาวด้วยมือเปล่า

6.) หากมีอาการไข้สูง ปวดศีรษะ หรือซึมสับสน ให้รีบพบแพทย์ และแจ้งประวัติการสัมผัสความเสี่ยงให้ชัดเจน

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์