background-default

วันพุธ ที่ 21 มกราคม 2569

Login
Login

เคลื่อนแจก 'อุปกรณ์สวมใส่วัดร่างกาย' เทคโนโลยีดิจิทัลเปลี่ยนเกมระบบสุขภาพ

เคลื่อนแจก 'อุปกรณ์สวมใส่วัดร่างกาย'  เทคโนโลยีดิจิทัลเปลี่ยนเกมระบบสุขภาพ

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ (TDRI) ปาฐกถาหัวข้อ “ระบบหลักประกันสุขภาพประเทศไทย : สวัสดิการสังคม มิใช่ ประชานิยม” ภายในงานรำลึก 18 ปี นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ (ผู้บุกเบิกระบบหลักประกันสุขภาพไทย)ว่า  ประเทศไทยประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือที่รู้จักกันในนามบัตรทอง 30 บาทรักษาทุกโรค มีการขยายขอบเขตบริการและงบประมาณอย่างต่อเนื่อง

ทำให้สัดส่วนของครัวเรือนที่ต้องอยู่ในสภาวะล้มละลายจากรักษาพยาบาลลดลง จากเดิมที่เคยสูงถึง 8 % จนปัจจุบันเหลือต่ำกว่า 2 % แต่เวลาเดียวกันเห็นความท้าทายที่กำลังเพิ่มขึ้น เมื่องบประมาณของหลักประกันสุขภาพฯเพิ่มขึ้นมากเรื่อยๆด้วย  

เมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ อย่างสหรัฐอเมริกา ซึ่งประสบความยากลำบากจากระบบประกันสุขภาพบนแนวคิดตลาดเสรีที่ทำให้คนสุขภาพดีเลือกไม่ซื้อประกัน ขณะที่ระบบของไทยให้สิทธิกับประชาชนทั้งหมด และใช้รูปแบบ ผู้ซื้อรายเดียว (Single Player) คือสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ทำให้สามารถควบคุมปัญหาที่อเมริกาประสบได้ 

อย่างไรก็ตาม ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทยกำลังเดินทางมาถึง จุดเปลี่ยนที่สำคัญ เนื่องจากงบประมาณเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ กลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อปัญหาด้านการคลังโดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super Aged Society) อย่างเต็มรูปแบบ มีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปสูงถึง 15 % ของประชากรทั้งหมด ส่งผลให้ความต้องการรักษาพยาบาลและสิทธิบำเน็จบำนาญเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่จำนวนวัยแรงงานซึ่งเป็นผู้จ่ายภาษีกลับลดลงอย่างต่อเนื่อง

5 โจทย์ใหญ่ประกันสุขภาพฯ

อีกหนึ่งปัญหาที่น่ากังวลคือ ผลิตภาพ (Productivity) ของการทำงานด้านสุขภาพ ที่พบว่าไม่มีการเพิ่มขึ้นเลยในช่วงที่ผ่านมา แม้ผลผลิตจะเพิ่มขึ้นตามชั่วโมงการทำงานด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้น เรียกว่า Baumol's cost disease หรือ การที่ต้นทุนบริการสุขภาพเพิ่มสูงขึ้นตามเวลาแต่ผลิตภาพไม่เพิ่ม
เคลื่อนแจก 'อุปกรณ์สวมใส่วัดร่างกาย'  เทคโนโลยีดิจิทัลเปลี่ยนเกมระบบสุขภาพ

ซึ่งความท้าทายของหลักประกันสุขภาพมีหลายปัจจัย ทั้งการเป็นสังคมผู้สูงอายุ ค่าใช้จ่ายรักษาเพิ่มเพราะคนไข้เพิ่ม แต่มีคนจ่ายภาษีลดลง และต้นทุนจะสูงขึ้นอยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้ งานบางอย่างสามารถทำได้เร็วขึ้นด้วยการนำเอไอเข้ามา ก็มีโอกาสทำให้ผลิตภาพการรักษาพยาบาลสูงขึ้น และต้นทุนต่ำลงได้ โดยโจทย์ใหญ่ของการประกันสุขภาพฯ คือ   1.ประเมินเทคโนโลยีที่จะใช้ ต้องมีกลไกประเมินเทคโนโลยีที่นำมาใช้ว่าคุ้มค่าพอ

 2.ทบทวนนโยบายเมดิคัลฮับ  หากไม่สามารถจำกัดคนไข้ต่างชาติที่จะเข้ามาไม่ได้  มีข้อเสนอเพื่อการทบทวนหากเดินหน้านโยบายเมดิคัลฮับต่อ ควรขยายบุคลากร ถ้าในไทยไม่ทัน ก็ต้องนำเข้าบุคลากรต่างประเทศเข้ามา เช่น  รพ.เมดิคัลฮับควรนำพยาบาลฟิลิปปินส์ที่มีอยู่จำนวนมาก พูดภาษาอังกฤษดีเข้ามา  3.ส่งเสริมยาและนวัตกรรมราคาถูก  4.ลดทุรเวชปฏิบัติ และ5.เปิดแรงงานวิชาชีพต่างชาติ

ชง 3 เรื่องรัฐบาลใหม่ทำใน 1 ปี 

เรื่องที่เป็นเฉพาะหน้าหลังการเลือกตั้ง โจทย์ที่รัฐบาลควรทำใน 1 ปี ตามข้อเสนอของทีดีอาร์ไอ คือ  

1.พัฒนาระบบการดูแลระยะยาว (Long-Term Care) ที่บ้าน และแปลงโรงเรียนขนาดเล็กที่มีกว่า 10,000 แห่งทั่วประเทศเป็นศูนย์เดย์แคร์(Day care)  เนื่องจากเรื่องนี้กำลังเป็นปัญหาใหญ่จากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ หากระบบนี้ไม่พร้อมคนก็จะหลั่งไหลเข้าไปสู่รพ.และค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลก็จะพุ่ง
2.ปรับอายุรับบำนาญขั้นต่ำ จากปัจจุบัน 55 ปีเป็น 60 ปี และเริ่มยกร่างกฎหมาย เพราะมีตัวเลขคนไทยออกจากตลาดแรงงาน เลิกทำงานอายุ 55 ปีจำนวนมาก แม้อายุเกษียณจะกำหนดที่ 60 ปี  ทำให้ไม่มีเงินจ่ายบำนาญและเรื่องของสุขภาพ

3.ตั้งคณะทำงานปรับอัตราค่ารักษาผู้ป่วยในให้เท่าเทียม 3 ระบบ(บัตรทอง ประกันสังคม สวัสดิการข้าราชการ)

ส่วนสิ่งที่ต้องทำในระยะ 4 ปี 
1. มี Long-Term Care ครอบคลุมทุกชุมชน
2.ให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายเข้าถึงการดูแลแบบประคับประคอง ( Palliative Care) ทุกคน ซึ่งหลายคนเลือกอยู่บ้านที่ทำให้คุณภาพชีวิตผู้ป่วยดีกว่าอยู่รพ.และลดต้นทุนการรักษาพยาบาลให้ระบบด้วย

3.แยกกองทุนบำนาญชราภาพออกจากประกันสังคม

4.ลดความเหลื่อมล้ำด้านการรักษาพยาบาลอย่างเป็นระบบ

ความท้าทายใหญ่สุดของประกันสุขภาพ

ความท้าทายใหญ่ที่สุดของประกันสุขภาพในประเทศ คือ ภาวะการคลัง  ถ้าการคลังแบกไม่ไหว  สวัสดิการไปไม่รอด  ซึ่งฐานะการคลังของไทย จากที่ช่วง 10 ปีก่อนหนี้สาธารณะหรือหนี้ภาครัฐอยู่ระดับ 40 % แต่ปัจจุบันสูงใกล้ 65 %  และอาจจะสูงขึ้นอีก
แปลว่ารัฐเหลือเงินน้อยลง และหากอนาคตหลักประกันสุขภาพฯมีการขยายบริการ เพิ่มการเบิกจ่ายต่อหัวมากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะต้องมีข้อขัดแย้งกับการใช้จ่ายด้านการคลัง เพราะรัฐบาลมีภาระในการใช้เงินหลายเรื่อง

เทคโนโลยีดิจิทัลตัวเปลี่ยนเกม

สิ่งที่เป็นจุดเปลี่ยนช่วยทำให้หลักประกันสุขภาพไม่เป็นปัญหาด้านการคลัง อยู่ที่การเกิดขึ้นของเทคโนโลยีดิจิทัล จะเป็นตัวเปลี่ยนเกมเรื่องหลักประกันสุขภาพ อาจจะทำให้ต้นทุนโดยรวมต่ำลง ถ้าปรับใช้อย่างเหมาะ จะลดต้นทุนได้จาก 3 ช่องทาง

1.การมีเทคโนโลยีดิจิทัล ทำให้เกิดการเชื่อมต่อข้อมูลรักษาทั้งหมดเข้าด้วยกัน เกิดประโยชน์กรณีคนไข้ไปตรวจรพ. 2 แห่งในเวลาไม่ต่างกันไม่ต้องตรวจซ้ำ ,ลดข้อผิดพลาดและลดการทุจริตได้  ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดผลเป็นควิกวิน(Quick win)ได้

2.ขยายโอกาสและการเข้าถึงประชาชนมากขึ้น เช่น เทเลเมดิซีน ลดต้นทุนการเดินทาง ค่าเสียเวลา ลดความแออัดรพ. และสร้างการรู้เท่าทันของประชาชน

เคลื่อนแจก 'อุปกรณ์สวมใส่วัดร่างกาย'  เทคโนโลยีดิจิทัลเปลี่ยนเกมระบบสุขภาพ

3.ปรับเปลี่ยนการรักษาที่ต้นทุนสูงมาสู่การป้องกันโรค เป็นส่วนสำคัญที่สุด โดยเห็นความหวังใน Wearable Device เช่น สมาร์ทวอทซ์ต่างๆที่ราคาถูกลงเรื่อย ถ้านำมาใช้จะช่วยป้องกัน เตือนคนก่อนมีการเจ็บป่วยจนต้องเกิดทุพพลภาพและเสียค่าใช่จ่ายรักษาจำนวนมาก นอกจากนี้ ข้อมูลขนาดใหญ่ที่เก็บได้สามารถนำมาวินิจฉัย เตือน กลั่นกรองผู้ป่วยล่วงหน้า ทำให้ลดต้นทุนรักษาพยาบาลจากที่คนเจ็บป่วยน้อยลง ทำให้คนดูแลสุขภาพตัวเองได้ดีขึ้น

“ต้องการนวัตกรรมในทางสังคมว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนมีอุปกรณ์สวมใส่ (Wearable Device)ที่ติดตามสุขภาพของตัวเองในราคาถูก แจกกันได้และใช้กันอย่างเข้าใจ ถ้ามีผู้ประกอบการด้านการเมือง พรรคการเมืองไหน เห็นโอกาสด้านนี้ก็อาจเป็นตัวเปลี่ยนเกมเรื่องของรักษาพยาบาลในประเทศไทยได้เลย”ดร.สมเกียรติกล่าว   

กองทุนฯต้องช่วยสร้างเศรษฐกิจ

ที่สำคัญต้องทำให้กองทุนประกันสุขภาพถ้วนหน้า มีส่วนขับเคลื่อนทำให้เกิดนวัตกรรมและสร้างเศรษฐกิจให้กับประเทศ และคนไม่มองว่าหลักประกันสุขภาพเป็นเหมือนตู้เอทีเอ็มที่เป็นแต่ใช้เงินของภาครัฐ แต่กลายเป็นเหมือนเครื่องพิมพ์ธนบัตรที่ช่วยเศรษฐกิจของประเทศได้ด้วย โดยเฉพาะเกี่ยวกับนโยบายอุตสาหกรรม นโยบายนวัตกรรมแต่ทำให้เกิดขึ้นได้ด้วยหลักประกันสุขภาพยกตัวอย่าง ต่างประเทศ 4 กรณีศึกษาที่มีการใช้กองทุนประกันสุขภาพมาช่วยเรื่องเศรษฐกิจประเทศ 

1.เกาหลีใต้ มี Nation Health Insurance (NHI) ได้จูงใจพัฒนายาชีววัตถุคล้ายคลึงผ่านเบิกจ่าย และให้ข้อมูลพัฒนานวัตกรรมอุปกรณ์การแพทย์ ทำให้ปัจจุบันเป็นประเทศหนึ่งในผู้นำของโลกเรื่องพัฒนายาชีววัตถุคล้ายคลึง
2.อิสราเอล  Clalit Health Services กองทุนสุขภาพที่ใหญ่สุดของประเทศ ใช้ข้อมูลกรองผู้ป่วยโรคไตระยะสุดท้ายล่วงหน้าหลายปี เปิดโอกาสให้เกิดการเข้าไปดูแลขั้นตอนทำให้คความเสี่ยงจนเกิดไตวายลดลง

3.อินเดีย มี PM-JAY กองทุนสำหรับคนมีรายได้น้อย  มากระตุ้นพัฒนาเครื่องวัดคลื่นหัวใจ ECG ราคาถูก ,การผ่าตัดหัวใจแบบสายพาน และนวัตกรรมผ่าตัดต้อกระจกราคาถูก

4.ญี่ปุ่น มีระบบประกันดูแลระยะยาว ช่วยกระตุ้นพัฒนาหุ่นยนต์ช่วยยกตัว และเซนเซอร์ตรวจจับการหกล้ม เป็นต้น

หลักประกันสุขภาพฯ ควรเป็นสวัสดิการถ้วนหน้า  

“หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าไม่ใช่ประชานิยมแต่เป็นสวัสดิการสังคม และควรเป็นแบบถ้วนหน้า เนื่องจากเป็นการแก้ปัญหาที่ลดความเสี่ยง คือ สิ่งที่ไม่คาดหมายจะเกิดขึ้นในชีวิต เช่น น้ำท่วม การเจ็บป่วย ทุกคนมีความเสี่ยงจะเจอได้ไม่ว่าคนจนหรือรวย เป็นการเอาความเสี่ยงทุกคนมาประกันร่วมกัน เพื่อให้คนจ่ายเบี้ยเสียไม่สูง แต่ทำให้มีความสงบทางจิตใจ ว่าจะมีเงินรักษาเมื่อเจ็บป่วย”ดร.สมเกียรติกล่าว