วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม 2569

Login
Login

‘ปรับบัตรทอง’ 3 พรรคการเมืองใหญ่เห็นพ้อง กางนโยบายไปต่อ

‘ปรับบัตรทอง’ 3 พรรคการเมืองใหญ่เห็นพ้อง กางนโยบายไปต่อ

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์  ภายในงานรำลึก 18 ปี นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ (ผู้บุกเบิกระบบหลักประกันสุขภาพไทย) มีเวทีเสวนา “อนาคต ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ : ประชาชนจะได้อะไร” โดยมีตัวแทนจาก 3 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคเพื่อไทย(พท.)  พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) และพรรคประชาชน(ปชน.)

ภาพรวมทั้ง 3 พรรคการเมืองเห็นตรงกันว่าระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทองนั้นมีปัญหาจำเป็นต้องมีการพัฒนาให้ดีขึ้นให้สอดคล้องกับสภาพปัจจุบัน และจะยังไม่รวม 3 กองทุนประกันสุขภาพภาครัฐ(บัตรทอง,ประกันสังคม,สวัสดิการข้าราชการ)เข้าด้วยกัน  โดยมีนโยบายการพัฒนาที่แต่ละพรรคเสนอแตกต่างกัน

พท.ออกแบบระบบนิเวศ ใหม่

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ตัวแทนพรรคเพื่อไทย  กล่าวว่า ยังไม่ใช่เรื่องว่า 3 กองทุนจะต้องจบอย่างไร ก้าวต่อไปพรรคเพื่อไทยต้องยกระดับระบบหลักประกันสุขภาพ ขึ้นสู่อีกระดับ เนื่องจากสภาพสังคม ความเข้าใจโรคต่างๆและเทคโนโลยีเปลี่ยนไปจากเมื่อ 20 ปีก่อน จึงต้องทำให้ระบบเดินหน้าต่อไป

‘ปรับบัตรทอง’ 3 พรรคการเมืองใหญ่เห็นพ้อง กางนโยบายไปต่อ

โดยให้บริการดีขึ้น คุณภาพชีวิตดีขึ้น และใช้งบประมาณคุ้มค่ามากที่สุด เน้นความสำคัญของการสร้างมาตรฐานการรักษาพยาบาลที่เท่ากันในทุกกองทุน โรคเดียวกันต้องได้รับการรักษาที่ถูกต้องตามหลักวิชาการเหมือนกัน 

โจทย์ใหญ่ไม่ใช่เพียงการเพิ่มบุคลากร แต่เป็นการปรับเปลี่ยนระบบนิเวศใหม่  อย่างการเชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วยเป็นระบบดิจิทัล  รวมถึง ควรทบทวนเรื่องการดึงทรัพยากรที่มีอยู่ทั้งภาครัฐและเอกชนเข้ามาร่วมให้บริการประชาชน

เช่น คลินิกพยาบาล คลินิกกายภาพบำบัด ร้านขายยาที่มีกว่า 15,000 แห่งทั่วประเทศเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบ ในการดูแลผู้ป่วยเจ็บป่วยเล็กน้อย หรือโรคเรื้อรังที่คุมอาการได้  อาจไม่จำเป็นต้องไปรพ.ทุก 2 เดือน อาจจะ 6 เดือนครั้ง ที่เหลือไปร้านขยายาใกล้บ้าน ถ้ามีปัญหาขอคำปรึกษาจากแพทย์รพ.ต้นสังกัด

นอกจากนี้ รื้อระบบงบประมาณใหม่ที่เดิมต้องคาดการณ์ล่วงหน้าถึง 2 ปี เพราะปัญหาคือไม่มีข้อมูลเชิงประจักษ์และคำนวณอย่างเป็นเหตุผลจนสำนักงบประมาณยอมรับได้ในการขอเพิ่มงบ จึงต้องรื้อใหม่ทั้งหมด อีกทั้ง ให้ความสำคัญกับการรักษาแบบประคับประคอง (Palliative Care) ให้เป็นที่ยอมรับมากขึ้น เพื่อให้ผู้ป่วยในระยะสุดท้ายมีคุณภาพชีวิตที่ดีและช่วยลดค่าใช้จ่ายมหาศาลในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต

สุดท้าย เอไอ ปฏิวัติระบบเทคโนโลยีของระบบสาธารณสุขไทย ด้านการแพทย์ที่เอไอสามารถเรียนรู้การอ่านภาพเอ็กซเรย์ได้อย่างรวดเร็ว และกำลังพัฒนาไปสู่ระดับเทียบเท่าผู้เชี่ยวชาญระดับสูงสุด , ช่วยลดภาระงานของแพทย์ผ่านระบบการรับฟังและซักประวัติผู้ป่วย นำเสนอทางเลือกในการวินิจฉัยโรคแยกย่อยออกมาได้หลายกรณี ,เสนอแนะการสั่งจ่ายยาที่เหมาะสม, ช่วยลดขั้นตอนการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการบันทึกข้อมูล

ในเชิงการบริหารจัดการภาพรวม เอไอจะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการวิเคราะห์ต้นทุนและประสิทธิภาพของโรงพยาบาลแต่ละแห่ง ทำให้ทราบถึงรายละเอียดการใช้จ่ายและการใช้ยาที่อาจเกินความจำเป็น ความสามารถในการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่หรือ Big Data ช่วยให้เห็นภาพรวมของสุขภาพคนไทยทั้งระบบ เช่น จำนวนผู้ป่วยโรคเรื้อรังอย่างเบาหวานและความดัน ซึ่งจะถูกนำมาใช้ในงานวิจัยและออกแบบนโยบายส่งเสริมสุขภาพได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว

ปชป.ดันกองทุนสุขภาพที่ 4

นายสาธิต ปิตุเตชะ ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) กล่าวว่า นโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า  ไม่มีใครผิดใครถูก และไม่สามารถทำได้สมบูรณ์ 100 % มีจุดอ่อนจุดแข็ง ซึ่งปัจจุบันยังคงเผชิญปัญหาหลักในเรื่องคุณภาพและปริมาณ โดยเฉพาะปัญหาคิวรอรับบริการที่ยาวนาน  ภาวะBurn out ของบุคลากรทางการแพทย์ที่ทำงานหนักเกินไปจนเกิดปัญหา "สมองไหล" ไปยังภาคเอกชน

‘ปรับบัตรทอง’ 3 พรรคการเมืองใหญ่เห็นพ้อง กางนโยบายไปต่อ

พรรคยืนยันว่าระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติยังอยู่ต่อ ขณะเดียวกันจะผลักดันเรื่องของการจัดตั้งกองทุนสุขภาพที่ 4 เพื่อลดช่องว่างในการให้บริการ เพิ่มความรวดเร็ว และลดคิว

กองทุนนี้จะเป็นลักษณะกองทุนสุขภาพทางเลือก ซึ่งเป็นระบบสมัครใจในประชาชนอายุ 10-50 ปีที่ต้องการทางเลือกและความรวดเร็ว ด้วยการร่วมจ่ายเงิน 1,000 บาทต่อปี กองทุนท้องถิ่นสมทบ 1,000 บาทต่อปี และภาคเอกชนอาจสมทบอีก 500 บาทต่อปี รวมเป็น 2,500 บาทต่อปี  เพื่อรับสิทธิประโยชน์ในการรักษาอุบัติเหตุ การผ่าตัดแบบวันเดียวกลับ (One Day Surgery) หรือการรักษาในวงเงิน 200,000-250,000 บาท เริ่มต้นในจังหวัดที่ประชาชนมีศักยภาพจ่ายได้ 4 จังหวัด เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ ระยอง เป็นต้น

“กองทุนนี้จะใช้การบริหารจัดการผ่านคลินิกพรีเมียมของโรงพยาบาลรัฐนอกเวลาราชการ หรือคลินิกเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อสร้างช่องทางด่วนให้กับประชาชนที่ยินดีจ่ายเพิ่ม ซึ่งวิธีนี้จะช่วยแยกกลุ่มผู้ป่วยที่ต้องการความรวดเร็ว ออกจากระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าปกติ ส่งผลให้ความแออัดในห้องฉุกเฉินและคิวการรักษาลดลง โดยไม่ต้องยุบรวมหรือกระทบกับกองทุนเดิมที่มีอยู่”นายสาธิตกล่าว 

5 ปัญหาการเข้าถึง

ดร.เดชรัต สุขกำเนิด ตัวแทนพรรคประชาชน เน้นย้ำว่า ระบบหลักประกันสุขภาพต้องไปต่อและต้องดีขึ้นทั้งสำหรับผู้รับบริการ ผู้ให้บริการ รัฐบาลและคนรุ่นใหม่ แต่การเข้าถึงมีปัญหายกตัวอย่าง 5 ข้อ คือ 1.สุขภาพปฐมภูมิเป็นเรื่องสำคัญเกี่ยวข้องกับการเข้าถึงระยะยาว  อาจใช้เทเลเมดิซีนเพื่อลดการเดินทาง ซึ่งมี 23 จังหวัดที่ไม่มีระบบขนส่งมวลชน

2.กรุงเทพฯ ไม่มีระบบสุขภาพปฐมภูมิ จึงต้องมีระบบดิจิทัลเฮลท์ (Digital Health) ที่เป็นทางการและนวัตกรรมอย่าง "มอเตอร์แลนซ์" (Motorlance) เพื่อเข้าถึงผู้ป่วยในซอยแคบ

3.สุขภาพจิต การเข้าถึงไม่ง่าย แม้มีสิทธิประโยชน์ แต่กลไกในการเข้าต้องมีจิตแพทย์วินิจฉัย แต่มีจำนวนจำกัด และเพิ่มได้ช้าๆ จึงต้องเปลี่ยนกฎระเบียเข้าถึงมากขึ้น และมีตัวช่วยให้คนมีปัญหาสุขภาพจิตได้รับคำแนะนำที่ถูกต้อง

‘ปรับบัตรทอง’ 3 พรรคการเมืองใหญ่เห็นพ้อง กางนโยบายไปต่อ

4.การดูแลผู้ป่วยระยะยาว หรือ long term careขณะนี้ระบบเข้าถึงการเยี่ยมแต่เข้าไม่ถึงการพักของผู้ดูแลผู้ป่วย จึงต้องมีผู้ดูแลมืออาชีพคอยดูแลผู้ป่วยแทนผู้ดูแลหลัก ให้ได้พัก 1-2 ชั่วโมงต่อวัน หรือ 1-2 วันต่อสัปดาห์ 

และ5.การดูแลบบประคับประคอง แม้ตอนนี้มีแนวคิดเรื่องโฮมหวอด หรือเตียงผู้ป่วยอยู่ที่บ้าน แต่เป็นเพียงนามธรรม ส่วนเชิงรูปธรรม เวลาเบิกจ่ายยาจากรพ.ไปไม่ได้ต้องไปเริ่มกระบวนการเข้ารพ.ใหม่ ไม่ใช่โฮมหวอดที่แท้จริง

“การปรับเปลี่ยนระบบจากการตั้งรับที่โรงพยาบาล (Visit Base) ไปสู่การดูแลตามเส้นทางชีวิตของผู้ป่วย (Journey Base) โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยจิตเวช ผู้ป่วยระยะยาวที่ต้องการการพักผ่อนของผู้ดูแล และการดูแลแบบประคับประคองในระยะสุดท้ายของชีวิต เพื่อให้ทุกคนจากไปได้อย่างมีศักดิ์ศรี”ดร.เดชรัตน์กล่าว 

จัดชุดสิทธิประโยชน์โรคพื้นฐานเหมือนกัน  

การปฏิรูปหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ครั้งที่ 2 คำตอบของพรรคประชาชนนั้น  1.การรวม 3 กองทุนเป็นไปได้ยากและมีอุปสรรคมาก สิ่งที่ทำได้ คือ จัดชุดสิทธิประโยชน์ให้เสมอเหมือนกันในโรคพื้นฐานทั้ง 3 กองทุน ยิ่งทำได้เร็วความเหลื่อมล้ำและควบคุมแก้ใช้จ่ายได้  โดยแต่ละกองทุนมีสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมได้ โดยกองทุน หรือตัวเองจ่ายเพิ่มก็อาจทำขึ้นมาได้

2.ระบบฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน เพราะข้อมูลเป็นสิทธิขิองผู้ป่วย  รพ.เป็นผู้ช่วยในการเก็บรักษา ต่อไปควรมีถนนดิจิทัลในการส่งข้อมูลตามการขอของผู้ป่วย 3.จัดตั้งเนชั่นนัล เคลียร์ริ่งเฮาส์ ( National Clearing House) ทำหน้าที่ตรวจสอบการเบิกจ่ายเงินแทน สปสช. ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันและเปิดโอกาสให้ สปสช. ทำหน้าที่เชิงยุทธศาสตร์และนวัตกรรมได้มากขึ้น

และ4.งบประมาณ ที่มีการคาดการณ์เล่วงหน้า 2 ปีไม่ถูกต้อง และไม่ควรผิดแบบน้อยเกินไปตลอดแบบตอนนี้ แสดวว่ามีอะไรบางอย่างผิดพลาดต้องแก้ไข  พรรคมองว่าต้องมีการเติมงบประมาณในส่วนที่ขาด เช่น งบผู้ป่วยในอีก 17,000 ล้านบาท งบเฉพาะด้านสำหรับ Long-term Care 40,000 ล้านบาท

สุขภาพจิตอีก 4,000-5,000 ล้านบาท เพื่อให้สามารถติดตามผลลัพธ์จากนโยบายการเพิ่มสิทธิประโยชน์เรื่องนี้ได้ และจัดทำงบฯให้แม่นยำและยืดหยุ่นมากขึ้น  สปสช.ต้องมีงบประมาณสำรอง (Buffer) รองรับสถานการณ์เงินกองทุนไม่พอในปีนั้นๆ โดยไม่ต้องพึ่งพาการของบฯกลางทุกปีแบบปัจจุบัน