วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

ท็อป 2 ประเทศ เอไอยกให้เหมาะสมที่สุดไป ‘ฟื้นฟูร่างกาย’ จุดเด่น 6 ข้อ

ท็อป 2 ประเทศ เอไอยกให้เหมาะสมที่สุดไป ‘ฟื้นฟูร่างกาย’ จุดเด่น 6 ข้อ

การใช้ยาและผ่าตัดไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการรักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ โรค NCDs) แต่กำลังหันมาให้ความสำคัญกับ “เวชศาสตร์วิถีชีวิต(Lifestyle Medicine)” และ “การโค้ชสุขภาพ (Health Coaching)” เพื่อ“เปลี่ยนนิสัย” โดยมีงานวิจัยชี้ชัดว่า หากมีกระบวนการโค้ชที่ถูกต้อง อัตราความสำเร็จในการเปลี่ยนนิสัยจะพุ่งสูงกว่าการสั่งสอนแบบเดิมหลายเท่าตัว ผลพิสูจน์ยืนยันถึงเรื่อง “สันดานขุดได้”

ภายในงานประชุมวิชาการระดับชาติด้านเวชศาสตร์วิถีชีวิต ครั้งที่ 3 ภายใต้หัวข้อ “เวชศาสตร์วิถีชีวิตและการโค้ช : จังหวะชีวิตเพื่ออายุที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี”  นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์ ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพ Wellness We Care  ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “โค้ชวิถีชีวิต : หัวใจของเวชศาสตร์วิถีชีวิตเพื่อพัฒนาระบบบริการสุขภาพและเศรษฐกิจสุขภาพไทย” ว่า เวชศาสตร์วิถีชีวิต หรือไลฟ์สไตล์ เมดิซีน (Lifestyle Medicine) เป็นศาสตร์ที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ แต่ถ้าคนเปลี่ยนนิสัยไม่ได้ เวชศาสตร์วิถีชีวิตก็ไม่มีความหมาย ดังที่มีคำกล่าวสันดอนขุดได้ สันดานขุดไม่ได้

"โค้ชสุขภาพ”ถูกวิธี เปลี่ยนนิสัยคนถึง 66-82 %

การที่แพทย์ให้ข้อมูลความรู้เพียงอย่างเดียวมีอัตราความสำเร็จในการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ป่วยเพียง 10 % เท่านั้น ความหวังใหม่เกิดขึ้นเมื่อมีการนำทคนิคการสนทนาเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ (Motivational Interviewing - MI) หรือการสนทนาเพื่อชี้กแรงบันดาลใจเข้ามาใช้ ซึ่งเป็นการสื่อสารที่เน้นทักษะการแสดงความเข้าใจและความเห็นใจ (Empathy) อย่างลึกซึ้ง

“ผลการศึกษาจากการวิจัยระดับสูงกว่า 1,900 ฉบับ ให้ข้อมูลสอดคล้องกันว่าหากมีโค้ชที่มีทักษะที่ดีพอ โอกาสประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนนิสัยคนจะด้วยการใช้วิธีนี้จะพุ่งสูงขึ้นถึง 66-82 % ตัวเลขนี้เป็นการยืนยันคำกล่าวที่ว่า สันดานขุดไม่ได้นั้นไม่เป็นความจริงอีกต่อไป แต่เราสามารถช่วยให้คนเปลี่ยนนิสัยได้จริงด้วยกระบวนการโค้ชที่ถูกต้องมีทักษะดี”นพ.สันต์กล่าว

"โค้ชสุขภาพ” อาชีพใหม่  

ปัจจุบันการเปลี่ยนนิสัยคนมีความจำเป็น เพราะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ โรค NCDs ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าการรักษาด้วยยาหรือการผ่าตัด ไม่สามารถลดอัตราการตายได้ หากไม่เปลี่ยนนิสัย จึงทำให้ในประเทศสหรัฐอเมริกามีอาชีพใหม่เกิดขึ้น
ท็อป 2 ประเทศ เอไอยกให้เหมาะสมที่สุดไป ‘ฟื้นฟูร่างกาย’ จุดเด่น 6 ข้อ

คือ การรับจ้างช่วยคนปรับเปลี่ยนนิสัยการออกกำลังกายและการกินอาหาร เรียกว่าเทรนเนอร์หรือโค้ช  โดยมีผู้ประกอบอาชีพนี้มากกว่าแสนคน จนนำไปสู่การจัดตั้งโรงเรียนฝึกสอนโค้ชและหลักสูตรประกาศนียบัตรระดับชาติ (NBC-HWC) ภายใต้องค์กรเดียวกับที่ออกใบวุฒิบัตรให้แก่แพทย์เฉพาะทาง ซึ่งเป็นการยกระดับวิชาชีพโค้ชให้มีมาตรฐานระดับสากล

“การดุด่าว่ากล่าวหรือสั่งสอนแบบเดิมได้ผลน้อยแค่ 10 %  ขณะที่การโค้ชให้ผลลัพธ์ที่สูงกว่า หากประเทศไทยสามารถสร้างโค้ชที่มีทักษะดีในจำนวนที่มากพอ ประเทศไทยจะสามารถสร้างระบบนิเวศการรักษาโรค NCDs ที่สมบูรณ์ได้ ” 

6 เรื่องพัฒนาระบบโค้ชสุขภาพ

การจะสร้าง “กองทัพโค้ชสุขภาพ” ในประเทศไทย นพ.สันต์ บอกว่า สิ่งที่ต้องดำเนินการ
1.การปรับปรุงหลักสูตรให้ง่ายขึ้น (Simplify) เพื่อให้สามารถผลิตโค้ชได้ในปริมาณมาก เพราะหากใช้หลักสูตรที่ซับซ้อนเกินไปจะผลิตได้ไม่ทันต่อความต้องการ
2.ทลายความเชื่อเดิมที่ว่าโค้ชต้องเป็นหมอหรือพยาบาล เพราะจริงๆ แล้วใครก็ตามที่มีวุฒิปริญญาตรีหรือ อสม. ก็สามารถฝึกฝนเป็นโค้ชได้ เพราะหัวใจสำคัญของการโต้ชอยู่ที่การชี้ให้เห็นแรงบันดาลใจในใจของคนไข้
3. ต้องมีวิธีพิเศษที่จะสอนคนไทย เนื่องจากพบว่ายังมีจุดอ่อนที่ต้องพัฒนาเป็นพิเศษใน 2 ทักษะ คือ ทักษะการแสดงความเห็นใจ ( Empathy skill) และทักษะการสะท้อนความคิด (Reflection skill) เพื่อให้ผู้ป่วยเห็นความต้องการที่ซ่อนอยู่ในคำพูดของผู้ป่วยเอง

4.ต้องมีนวัตกรรมในการฝึกสอน เช่น การสร้างอาชีพ “คนไข้จำลอง” ขึ้นมาเพื่อช่วยให้การฝึกฝนโค้ชทำได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

5.การส่งเสริมให้ผู้ที่จะเป็นโค้ชได้ลอง “โค้ชตัวเอง” (Self-coaching) ให้สำเร็จก่อนเป็นเวลาหลายเดือนเพื่อสร้างความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในการเปลี่ยนแปลงชีวิต

และ6.ระบบการจัดเก็บข้อมูลระดับชาติ หรือ National Registry เพื่อติดตามว่าโค้ชแต่ละคนได้ช่วยเปลี่ยนตัวชี้วัดสุขภาพของผู้ป่วยไปได้มากน้อยเพียงใด

AI ยกไทยติด 2 ประเทศ ควรไปพื้นฟูโรคเรื้อรัง

นพ.สันต์ กล่าวด้วยว่า จากที่ได้มีการสอบถาม AI ที่มีชื่อเสียงระดับโลก 7 ตัวว่า “ผมเป็นโรคเรื้อรัง อยากจะไปเที่ยว ไปอยู่ที่ไหนสักแห่งในโลกนี้ ที่ทำให้กลับมาแล้วโรคนี้ดีขึ้น ควรจะไปประเทศไหน” ซึ่ง AI ทั้ง 7 ตัวให้คำตอบเหมือนกันมาก โดยระบุชื่อ 2 ประเทศแรกที่ขึ้นมา คือ ประเทศไทยและโปรตุเกส
ท็อป 2 ประเทศ เอไอยกให้เหมาะสมที่สุดไป ‘ฟื้นฟูร่างกาย’ จุดเด่น 6 ข้อ

เหตุผลที่ AI ให้ไว้ก็คล้ายกันทั้ง 2 ประเทศ 1.มีอาหารดี 2.บรรยากาศที่เหมาะสม 3.การดูแลสุขภาพทันสมัย 4.ผู้คนที่น่ารัก 5.วัฒนธรรมที่หลากหลาย และ6.ค่าครองชีพที่ไม่แพงจนเกินไป เป็นเหตุผลที่ทำให้ขึ้นมาเป็นท็อป 2 ของสถานที่ที่จะช่วยฟื้นฟูคนให้พ้นจากโรคเรื้อรัง

โดยเฉพาะประเทศไทยที่โดดเด่นมากในเรื่องอาหาร หาก คงรสชาติไทยดั้งเดิมไว้แต่ปรับเอาเนื้อสัตว์ออก หรือมีเนื้อสัตว์ให้น้อยลง สามารถพิสูจน์ได้ผ่านตัวชี้วัดสุขภาพ โดยคนที่กินอาหารไทยสุขภาพ

  • น้ำหนัก ลด 3.99 กิโลกรัม 
  • ลดความดันเลือดตัวบนของผู้ที่มีความดันโลหิตสูงมากกว่า 140 ลง 32 มิลลิเมตร(มม.)
  • ลดไขมันเลวในเลือดของผู้มีไขมันในเลือดสูง(LDL) 34.1 มิลลิกรัม(มก.)
  • ลดอัตราการใช้ยาเบาหวานของผู้ใช้ยาเบาหวาน โดยลดยาได้ 30 %
  • และทำให้ตัวชี้วีดกสนทำงานของไต(GFR)ดีขึ้น   

ส่วนรูปแบบธุรกิจ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่แล้วในเรื่องเวลเนสเซ็นเตอร์ (Wellness) หรือรพ.และคลินิก เพียงแต่นำเรื่องเวชศาสตร์วิถีชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ เมดิซีนและการโค้ช ผนวกเข้าไปจะสามารถสร้างรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ เป็น High Level Wellness

รวมถึง เรื่อง Health and Wellness Home Stay จะไปได้ดีมาก ด้วยการเปลี่ยนบ้านพักอาศัยให้กลายเป็นสถานที่เยียวยา โดยมีเจ้าของบ้านที่ฝึกฝนทักษะการเป็นโค้ชคอยดูแลผู้มาเยือนให้ด้วยหลักการไลฟ์สไตล์ เมดิซีน

“หากประเทศไทยสามารถพัฒนาระบบไลฟ์สไตล์ เมดิซีนและการโค้ชสุขภาพให้เข้มแข็งได้ เมื่อคนทั่วโลกถามว่าจะไปฟื้นฟูสุขภาพที่ไหนดีแล้วตำตอบทุกครั้งออกมาว่า Thailand, of course ก็สะท้อนให้เห็นว่าการทำงานประสบความสำเร็จแล้ว”นพ.สันต์กล่าว