background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

4 เรื่องท้าทาย ‘อุตสาหกรรมยา’ สิ้นยุคโลกไร้พรมแดน แต่ก่อกำแพงซื้อ 'พวกของเรา'

4 เรื่องท้าทาย ‘อุตสาหกรรมยา’ สิ้นยุคโลกไร้พรมแดน  แต่ก่อกำแพงซื้อ 'พวกของเรา'

นายกฯชี้ความมั่นคงทางยา เครื่องมือสำคัญเจรจาการค้ากับต่างชาติ อภ.ระบุอุตสาหกรรมยาถึงจุดเปลี่ยนจาก “ยาเคมี” เป็น “ยาชีววัตถุ” เผชิญ 4 ความท้าทายสะเทือนวงการยา ในยุค “โลกก่อกำแพง” เน้นซื้อจาก “พวกของเรา”
เมื่อวันที่ 15 ม.ค.2569 ที่ห้องประชุมทรู ไอคอน ฮอลล์ ไอคอนสยาม นายอนุทิน ชาญวัรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวตอนหนึ่งในการเป็นประธานเปิดประชุมวิชาการด้านเภสัชกรรมระดับนานาชาติ “ GPO Pharmaceutical Summit 2026” ว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา องค์การเกสัชกรรมได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ความมั่นคงทางยา คือ รากฐานสำคัญของความมั่นคงด้านสุขภาพของชาติ มียาที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ความปลอดภัยสูง มีปริมาณเพียงพอ ในราคาที่เข้าถึงได้

เมื่อมองถึงอนาคตในการเป็น Global Innovation Gateway หรือ "ประตูเชื่อมโยงนวัตกรรมยาระดับโลก" ของอภ.จะเป็นพลังสำคัญอย่างยิ่ง ในการเสริมสร้างความมั่นคงด้านยา ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความยั่งยืนให้กับระบบสุขภาพของประเทศไทย  ขยับจากผู้ซื้อสู่ผู้ผลิตนวัตกรรมยา ให้คนไทยเข้าถึงยาที่มีคุณภาพ ทันสมัยและราคาเป็นธรรม

ความท้าทายสำคัญ คือ การปรับโครงสร้าง พัฒนา และยกระดับอุตสาหกรรมยาของประเทศไทยให้มีความแข็งแกร่ง และยืดหยุ่นพร้อมรับมือกับวิกฤติสุขภาพในอนาคต ซึ่งการขับเคลื่อนเป้าหมายนี้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในลักษณะของการทำงานที่บูรณาการร่วมเป็น "ทีมไทยแลนด์" ต้องทำงานอย่างเป็นเอกภาพและทิศทางเดียวกัน
4 เรื่องท้าทาย ‘อุตสาหกรรมยา’ สิ้นยุคโลกไร้พรมแดน  แต่ก่อกำแพงซื้อ 'พวกของเรา'

ความมั่นคงทางยา  เครื่องมือเจรจาการค้า

“ประเทศไทมีความพร้อมที่จะก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านความมั่นคงทางยา และเป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง วันนี้เมื่อไทยไปยืนบนเวทีโลก ไปขายของในต่างประเทศ จะต้องไปพูดถึงความมั่นคงทางอาหารและยา จึงจะไปขายสินค้าให้ต่างชาติได้ในราคาที่มีมูลค่าเพิ่ม”นายอนุทินกล่าว

นายกฯอนุทิน ย้ำว่า  ไทยมีศักยภาพเพียงพอที่จะไปพูดกับนานาชาติว่า จากนี้ไปไทยไม่ได้มาขายสินค้า ขายวัตถุดิบให้กับประเทศของท่านเท่านั้น แต่หากท่านต้องการความมั่นคงทางอาหารและยา สามารถติดต่อกับประเทศไทยได้ พร้อมที่จะดำเนินการให้ความเชื่อมั่น หากเกิดเหตุการณ์วิกฤติ ประชาชนของท่านจะไม่ขาดอาหารและยา ผลไม้ สินค้าการเกษตร หรือแม้แต่คุณภาพระบบสาธารณสุข การรักษาพยาบาลในประเทศไทย ซึ่งเมื่อพูดแล้วเขาต้องฟัง ต้องมองเราเป็นพาร์ทเนอร์คู่ค้า ไม่ใช่เป็นผู้ขาย

4 เรื่องใหญ่ ท้าทาย ‘อุตสาหกรรมยา’

ด้าน พญ.มิ่งขวัญ สุพรรณพงศ์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม(ผอ.อภ.) กล่าวว่า  ยุคที่โลกหมุนเวียนและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว วิชาชีพเภสัชกรและวงการยากำลังถูกท้าทายด้วยปัจจัยระดับโลกที่ส่งผลกระทบโดยตรง 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 

1.ความยั่งยืน (Sustainability) ซึ่งอุตสาหกรรมยามีส่วนในการสร้างมลพิษตั้งแต่ต้นน้ำอย่างการผลิตวัตถุดิบยา (API) ที่ต้องใช้พลังงานสูงและเกิดมลพิษ ไปจนถึงปลายน้ำอย่างการใช้บรรจุภัณฑ์และการขนส่ง

2.เทคโนโลยีดิสรัปชั่น อย่าง AI และหุ่นยนต์ ได้เข้ามามีบทบาทตั้งแต่การค้นหาตัวยาใหม่  ไปจนถึงการตรวจสอบอันตรกิริยาระหว่างยาและการจ่ายยา

3.โครงสร้างประชากร โดยประเทศไทยกำลังเผชิญกับภาวะวิกฤติด้านอัตราการเจริญพันธุ์ที่ต่ำเป็นอันดับ 3 ของโลก โดยปัจจุบันมีเด็กเกิดใหม่เพียงปีละประมาณ 400,000 คน ซึ่งน้อยกว่าจำนวนผู้เสียชีวิต ส่งผลให้แรงงานในอนาคตลดลงและสังคมเข้าสู่ภาวะสังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ ขณะที่ประชาชนมีความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy)มากขึ้น และต้องการบริการที่มีประสิทธิภาพ มีความเท่าเทียม และเข้าถึงง่าย

โลกก่อกำแพง ใคร “พวกเรา” ซื้อคนนั้น 

และ 4.ภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งโลกได้เคลื่อนเข้าสู่ยุค "Post-Globalization" หรือยุคหลังโลกาภิวัตน์  เปลี่ยนจากโลกที่เคยไร้พรมแดน เริ่มมีการสร้างกำแพงระหว่างประเทศทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็นขึ้น  ส่วนเป้าหมายหลักของการค้าโลกเปลี่ยนจากการเน้นความคุ้มค่าและกำไรสูงสุด มาเป็นการให้ความสำคัญกับความมั่นคงและความปลอดภัยเป็นหลัก อีกทั้ง การเมืองเริ่มนำหน้าการค้า โดยจากที่ใครให้ราคาถูกสุดซื้อคนนั้น กลายเป็นใครเป็นพวกเราซื้อคนนั้น 

“อุตสาหกรรมยากำลังเปลี่ยนผ่านจากยาสังเคราะห์ทางเคมีไปสู่ยาชีววัตถุ และนวัตกรรมการรักษาขั้นสูงอย่าง ATMPs หรือเซลล์และยีนบำบัด ซึ่งเป็นเทรนด์ในอนาคตที่สำคัญ บวกกับความท้าทายระดับโลกดังกล่าว ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางยาของประเทศไทยและอุตสาหกรรมยาระดับโลก”พญ.มิ่งขวัญกล่าว 

เพิ่มประเทศคู่ค้า กระจายความเสี่ยง

สำหรับองค์การเภสัชกรรม พญ.มิ่งขวัญ กล่าวว่า  จำเป็นต้องใช้กลยุทธ์การกระจายความเสี่ยง โดยมีการจัดซื้อยาและวัตถุดิบจากแหล่งที่หลากหลายเพื่อไม่ให้เกิดการพึ่งพาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป เช่น การซื้อยาสำเร็จรูปจากทั้งสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป หรือการซื้อวัตถุดิบยา (API) จากจีน

แต่ในขณะเดียวกันต้องมีแหล่งสำรอง (Backup) จากประเทศอินเดีย และประเทศในภูมิภาคอเมริกาใต้มากขึ้นด้วย  เพื่อไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลนหากเกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศ เป็นการสร้างความมั่นคงทางยาให้กับประเทศด้วย
4 เรื่องท้าทาย ‘อุตสาหกรรมยา’ สิ้นยุคโลกไร้พรมแดน  แต่ก่อกำแพงซื้อ 'พวกของเรา'

4 เรื่องท้าทาย ‘อุตสาหกรรมยา’ สิ้นยุคโลกไร้พรมแดน  แต่ก่อกำแพงซื้อ 'พวกของเรา' ส่วนเรื่องความยั่งยืน ในอนาคตอาจได้เห็นการเปลี่ยนแปลง เช่น การที่อภ.ส่งยาโดยไม่มีกล่องกระดาษ การใช้ QR code แทนเอกสารกำกับยา หรือการเปลี่ยนวัสดุขวดบรรจุยาจากพลาสติก เป็นขวดแก้ว แต่อาจทำให้ราคาขยับขึ้นบ้างก็ถือเป็นสิ่งที่ต้องรับผิดชอบเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ยกระดับองค์การเภสัชกรรม

อภ. มีศักยภาพการผลิตยามากกว่า 1 แสนล้านเม็ดต่อปี สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายของประเทศได้มากกว่า 5 หมื่นล้านบาท ถือเป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงทางยาของประเทศไทย ซึ่งปีนี้ที่ครบรอบ 60 ปี  พญ.มิ่งขวัญ กล่าวว่า  องค์การเภสัชกรรมได้ประกาศทิศทางการยกระดับองค์กร

จากผู้ผลิตขาภายในประเทศ สู่การเป็น "ประตูเชื่อมโยงนวัดกรรมธาระดับโลก (Global Innovation Gateway)" เพื่อเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ขุคของยาชีววัตถุและการแพทธ์ขั้นสูง ZAdvanced Therapy Medicinal Products: ATMP) และผลักดันประเทศสู่การเป็นศูนย์วิชาการเภสัชกรรมในระดับภูมิภาค
4 เรื่องท้าทาย ‘อุตสาหกรรมยา’ สิ้นยุคโลกไร้พรมแดน  แต่ก่อกำแพงซื้อ 'พวกของเรา'

ที่ผ่านมาไม่เพียงมุ่งผลิตยาเท่านั้น แต่ยังสร้างรากฐานเชิงโครงสร้างของประเทศ โดยเฉพาะการพัฒนาวัตถุดิบยา(API) ภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า ซึ่งปัจจุบันไทยยังต้องนำเข้า API มากกว่า 95% อย่างการพัฒนา GPO-L-One สำหรับผู้ป่วยโลหิตจางธาลัสซี ที่ช่วยลดราคายาจากเม็ดละ 60 บาท เหลือเพียง 3.50 บาท และช่วยประหยัดงบบประมาณภาครัฐได้กว่า 2,260 ล้านบาทต่อปี

ด้านยาจำเป็น เช่น ยาต้านไวรัสตับอักเสบซี ที่สนับสนุน นโยบาย "Test and Treat" เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายกำจัดโรคตามแนวทาง WHO ภายในปี 2573 ,ยาต้านไวรัสเอชไอวี ครอบคลุมทั้งการรักษาและการป้องกัน (PrEP) ,ยาช่วยเลิกบุหรี่

อนาคตกำลังมุ่งสู่การพัฒนายาแห่งอนาคตและ ATMPs อาทิ การบำบัดด้วยเซลล์ (Cell Therapy) และการใช้ภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy)เพื่อใช้รักษาโรคร้ายแรง และวัคซีนรักษามะเร็งเฉพาะบุคคล (Personalized Cancer Vaccine) โดยมีเป้าหมายเพื่อ ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ป่วย และเพิ่มขีดความสามารถด้านนวัตกรรมชีวการแพทย์ของประเทศ