พลิกระบบสุขภาพ ‘สร้าง’ นำ ‘ซ่อม’ กู้วิกฤติ โรคNCDs ตายนาทีเกือบ 1 คน

สธ.เปลี่ยนกระบวนทัศน์ระบบสุขภาพ มุ่ง “สร้าง” นำ “ซ่อม” อย่างเป็นรูปธรรม หวังแก้ปัญหาโรค NCDs -สังคมผู้สูงอายุยั่งยืน ชู "ไลฟ์สไตล์เมดิซีน-การโค้ช" เวลเนสครบวงจรทางรอดประเทศไทย ฝ่าวิกฤติสุขภาพ-เศรษฐกิจ
KEY
POINTS
- ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤติโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่รุนแรง โดยมีผู้เสียชีวิตเฉลี่ยนาทีละเกือบ 1 คน ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนระบบสุขภาพจากการเน้น "ซ่อม" หรือรักษาโรค ไปสู่การ "สร้าง" สุขภาพเชิงป้องกัน
- กระทรวงสาธารณสุขชูแนวทาง "เวชศาสตร์วิถีชีวิต" (Lifestyle Medicine) เป็นทางหลักในการแก้ปัญหา โดยมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผ่าน 6 เสาหลัก เช่น โภชนาการ และการออกกำลังกาย
- มีการผลักดันให้เกิดการปฏิบัติจริง โดยจะจัดตั้ง "ไลฟ์สไตล์คลินิก" ในระดับชุมชน และพัฒนาบุคลากร เช่น ยกระดับ อสม. ให้เป็น "ไลฟ์สไตล์โค้ช" เพื่อให้คำแนะนำแก่ประชาชน
- การเปลี่ยนกระบวนทัศน์นี้ไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาสุขภาพ แต่ยังถูกมองว่าเป็นเครื่องยนต์ใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) ของประเทศให้เติบโต
สธ.เปลี่ยนกระบวนทัศน์ระบบสุขภาพ มุ่ง “สร้าง” นำ “ซ่อม” อย่างเป็นรูปธรรม หวังแก้ปัญหาโรค NCDs -สังคมผู้สูงอายุยั่งยืน ชู "ไลฟ์สไตล์เมดิซีน-การโค้ช" เวลเนสครบวงจรทางรอดประเทศไทย ฝ่าวิกฤติสุขภาพ-เศรษฐกิจ
เวชศาสตร์วิถีชีวิต หรือไลฟ์สไตล์ เมดิซีน(Lifestyle Medicine) ไม่ได้เป็นเพียงทางเลือก แต่เป็นทางหลักในการสร้างสุขภาวะที่ยืนยาว เพื่อให้คนไทยทุกกลุ่มวัยมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืนและลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ โรค NCDs
เปลี่ยนสู่ระบบสร้างนำซ่อม
เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ นพ.โสภณ เอี่ยมสิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวในการเป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการระดับชาติด้านเวชศาสตร์วิถีชีวิต ครั้งที่ 3 “เวชศาสตร์วิถีชีวิตและการโค้ช : จังหวะชีวิตเพื่ออายุที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี”พ.ศ.2568 ว่า กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) มุ่งปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ด้านสุขภาพ จากการมุ่งเน้นการรักษาโรคไปสู่การสร้างสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรม
โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาโรค NCDs และสังคมผู้สูงอายุอย่างยั่งยืน ไม่อาจพึ่งพายาหรือเทคโนโลยีทางการแพทย์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยกำลังคนที่มีความรู้ความเข้าใจด้านเวชศาสตร์วิถีชีวิตและการโค้ช ซึ่งเป็นแนวทางที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในระดับประชาชน ชุมชน และระบบบริการสุขภาพ ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางนโยบายสุขภาพของประเทศในระยะยาว
โรค NCDs คร่าคนไทยปีละกว่า 4 แสนคน
นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ นายกสมาคมเวชศาสตร์ป้องกันแห่งประเทศไทย ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “เวชศาสตร์วิถีชีวิต :พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพและพัฒนาระบบบริการสุขภาพไทยว่า สถานการณ์สุขภาพของคนไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ เมื่อตัวเลขสถิติบ่งชี้ถึงช่องว่างที่น่ากังวลระหว่าง ช่วงเวลาของการมีสุขภาพดี (Healthspan) ค่าเฉลี่ย 67 ปี กับ อายุขัยเฉลี่ย (Lifespan) ที่ 77 ปี ช่องว่าง 10 ปีที่หายไปนี้คือช่วงเวลาแห่งความทุกข์ทรมานจากการเจ็บป่วย
นอกจากจะสร้างความลำบากให้แก่ตัวผู้ป่วยแล้ว ยังส่งผลให้เกิดการสูญเสียทรัพยากรและงบประมาณด้านยาและเวชภัณฑ์อย่างมหาศาล โดยเฉพาะในช่วง 3 ปีสุดท้ายของชีวิตที่หลายคนต้องกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง สอดคล้องกับวิกฤติโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ที่คร่าชีวิตคนไทยถึงปีละกว่า 429,000 คน หรือเฉลี่ยนาทีละเกือบ 1 คน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 68% ของการเสียชีวิตทั้งหมดในประเทศ
ชูไลฟ์สไตล์ เมดิซีน-การโค้ชเป็นทางรอด
สะท้อนว่า ระบบสุขภาพไทยกําลังเผชิญโจทย์ใหม่ที่ซับซ้อนกว่าเดิม ทั้งโรคเรื้อรัง ภาระงบประมาณ การขาดแคลนกําลังคน และความคาดหวังของประชาชน ฉะนั้น ระบบสุขภาพไทยมาถึงจุดเปลี่ยน โดยระบบบริการรักษาอย่างเดียวไม่เพียงพอ มีความจําเป็นของการขยับจากซ่อมสุขภาพ เป็นสร้างสุขภาพ ซึ่งไลฟ์สไตล์ เมดิซีน(Lifestyle Medicine : LM) ไมใช่ทางเลือกเสริม แต่คือการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของระบบสุขภาพ ที่จะเชื่อมวิทยาศาสตร์สุขภาพและการแพทย์กับพฤติกรรมมนุษย์และระบบสังคม
ท่ามกลางวิกฤติสุขภาพที่รุมเร้า ไลฟ์สไตล์ เมดิซีน เป็นความหวังใหม่ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อลดช่องว่างความทรมานช่วง 10 ปีสุดท้ายให้แคบลง คือ มีช่วงเวลาที่สุขภาพดีสั้นลง ซึ่งแนวทางนี้ไม่ใช่เพียงแค่การรักษา แต่เป็นการใช้หลักการ 6 เสาหลัก (6 Pillars) เช่น การโภชนาการ การออกกำลังกาย และการฝึกสมาธิ เพื่อสร้างเสริมสุขภาพให้แข็งแรงอย่างยั่งยืน ที่สำคัญเวชศาสตร์วิถีชีวิตต้องฝังอยู่ในระบบบริการ ไม่ใช่เป็นโครงการเฉพาะกิจ
“ต้องมีการสร้างไลฟ์สไตล์คลินิก/บริการเวชศาสตร์วิถีชีวิต ( LM Clinic / LM Service) ในระดับปฐมภูมิและชุมชน ให้มีบทบาทโค้ชในการดูแลต่อเนื่อง (Continuity of care) จะช่วยลดภาระบุคลากรทางการแพทย์และเกิดความเป็นธรรมในการเข้าถึงบริการ” นพ.พรเทพกล่าว
ในการขับเคลื่อนจะมีการสร้างเครือข่ายความร่วมมือตั้งแต่ระดับพื้นฐานอย่าง อสม. ที่ต้องยกระดับให้เป็น Lifestyle Coach (LC) เพื่อช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมคนในชุมชน ไปจนถึงการมีแพทย์เฉพาะทางด้าน Lifestyle Medicine เชื่อมโยงกับสถานพยาบาลและธุรกิจ Wellness อย่างเป็นระบบ
การผลักดันให้เกิดการรับรองวิทยฐานะ (Certified) และการสร้างนวัตกรรมทางธุรกิจใหม่ๆ เช่น การเปิดคลินิก Medical Wellness ในโรงแรมขนาดเล็ก เพื่อเพิ่มมูลค่าห้องพักจากหลักพันเป็นหลักหมื่นบาทต่อคืน จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยทั้งการจัดการระบบสุขภาพและสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไปพร้อมกัน
เศรษฐกิจเวลเนสโตสูง
นพ.พรเทพ กล่าวด้วยว่า สำหรับมิติทางเศรษฐกิจ เรื่องของ Wellnessกำลังจะกลายเป็นเครื่องยนต์หลัก (Engine) ตัวใหม่ที่จะขับเคลื่อน GDP ของประเทศไทย แทนที่อุตสาหกรรมแบบเดิมและแรงงานที่ไทยกำลังสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศเวียดนาม โดยปัจจุบันมูลค่าเศรษฐกิจ Wellness ทั่วโลกมีขนาดใหญ่ถึง 7 ล้านล้านบาทในปี 2568 และคาดว่าจะพุ่งสูงถึงเกือบ 10 ล้านล้านบาทในปี 2572
โดยประเทศไทยนั้น เศรษฐกิจในภาคส่วนนี้มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 28.4% ทั้งในด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ที่รั้งอันดับ 15 ของโลก และธุรกิจสปาที่อยู่อันดับ 18 ของโลก
อย่างไรก็ตาม ยังมีโอกาสอีกมหาศาลในกลุ่มธุรกิจที่ไทยยังตามหลังอยู่อย่าง Wellness Real Estate หรืออสังหาริมทรัพย์เพื่อสุขภาพ ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับโครงการได้มากกว่าปกติหลายเท่าตัว
ตัวอย่างในต่างประเทศ เช่น มณฑลไหหนาน มีการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่รวมบริการ Lifestyle Medicine เข้าไปในที่พักอาศัย ทำให้สามารถเพิ่มราคาขายจากเดิม 10 ล้านบาท เป็น 150 ล้านบาทได้ ด้วยการมอบสิทธิประโยชน์ด้านการดูแลสุขภาพฟรีตลอดชีพให้กับผู้อยู่อาศัย เช่น บริการฟิตเนส การฝึกสมาธิ และการให้คำปรึกษาด้านโภชนาการ นอกจากนี้ เทรนด์การเติบโตยังครอบคลุมไปถึงกลุ่มสุขภาพจิต (Mental Health) การแพทย์แผนไทย และการนำเทคโนโลยี AI มาช่วยในการดูแลสุขภาพส่วนบุคคล
เปิดตัวสมาคมโค้ชLM
รศ.ดร.นพ.ภูดิท เตชาติวัฒน์ ผู้จัดการโครงการศูนย์จัดการความรู้และพัฒนาวิชาการเวชศาสตร์วิถีชีวิต (KALM Center) และนายกสมาคมโค้ชเวชศาสตร์วิถีชีวิตและเวลเนสไทย กล่าวว่า KALM Center มุ่งมั่นการพัฒนาวิชาการในสาขาเวชศาสตร์วิถีชีวิต หลักสูตรฝึกอบรม เช่น Mini LM (หลักสูตรนักบริหารด้านเวชศาสตร์วิถีชีวิต) และหลักสูตร Lifestyle Coach เพื่อพัฒนาความรู้ ความสามารถของบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขให้พร้อมต่อการสนับสนุนบริการเชิงป้องกันและส่งเสริมสุขภาพ
และได้เปิดตัวสมาคมโค้ชเวชศาสตร์วิถีชีวิตและเวลเนสไทย ในฐานะองค์กรกลางด้านวิชาการและวิชาชีพ ที่จะมีบทบาทในการพัฒนาและขับเคลื่อนโค้ชวิถีชีวิต เพื่อสนับสนุนการป้องกันและควบคุมโรค NCDs ควบคู่กับการเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจสุขภาพของประเทศ







