เมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2568 ที่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดงานสัมมนาเผยแพร่ผลการศึกษาและรับฟังความคิดเห็น เรื่อง “การศึกษาสถานการณ์ค่าใช้จ่ายในการสูบบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า และพฤติกรรมการสูบของกลุ่มผู้สูบต่างๆ ในประเทศไทยด้วยแบบจำลองทางเศรษฐมิติ” โดยดร.พรภัทร์ รอดโพธิ์ทอง บุญถนอม เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในการเป็นประธานเปิดการสัมมนาว่า รัฐบาลให้ความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาบุหรี่อย่างจริงจัง โดยเฉพาะบุหรี่ไฟฟ้าที่กำลังแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วในกลุ่มเยาวชนและผู้หญิง ทั้งงการรณรงค์ป้องกัน การปราบปราม และการบังคับใช้กฎหมาย
การนำแนวคิดเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (Behavioral Economics) มาออกแบบนโยบาย “สะกิดพฤติกรรม” (Nudge) เพื่อให้ผู้สูบตระหนักถึงผลเสียทั้งด้านสุขภาพและค่าใช้จ่าย พร้อมเสนอแนวทางควบคุมตลาดออนไลน์และมาตรการทางภาษี ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการนำไปพัฒนาเป็นชุดนโยบายสุขภาพสาธารณะที่เข้มแข็ง เพื่อปกป้องสุขภาวะของคนไทยอย่างยั่งยืนและสร้างสังคมไทยปลอดบุหรี่ไฟฟ้า
บุหรี่ไฟฟ้าเจาะกลุ่มอายุน้อย-ผู้หญิง
ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า สสส. ได้สนับสนุนทีมวิจัยคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศึกษาวิจัยสถานการณ์ค่าใช้จ่ายในการสูบบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า และพฤติกรรมการสูบ ในพื้นที่ 19 จังหวัด ผลการศึกษาแสดงให้เห็นถึงความท้าทายใหม่ๆ ที่พบว่า บุหรี่ไฟฟ้าเจาะกลุ่มเป้าหมายใหม่ คือ กลุ่มเยาวชน 15-20 ปี เป็นผู้สูบถึง 48.95% และผู้หญิง 52.9% สาเหตุหลักที่ทำให้เข้าสู่วงจรการสูบไม่ใช่การติดนิโคติน แต่เป็น "รสชาติและกลิ่น" รวมถึงการมีภาพลักษณ์อุปกรณ์ที่ทันสมัย
ลักลอบซื้อผ่านไลน์-เฟซบุ๊กเป็นหลัก
การซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ โดยเฉพาะ LINE และ Facebook เป็นช่องทางหลักที่เยาวชนเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าได้ง่ายที่สุด นอกจากนี้ ยังมีเรื่องอคติทางพฤติกรรม (Behavioral Bias) ที่ทำให้ผู้สูบไม่ตระหนักถึงภาระทางการเงินและสุขภาพในระยะยาว โดยผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าประเมินอันตรายต่อตนเองต่ำที่สุด
ส่วนการสูบบุหรี่มวนยังคงเป็นการสูบที่พบมากที่สุดถึง 66.8% ในจำนวนนี้ สูบเป็นประจำทุกวัน 73% ส่วนใหญ่ซื้อจากร้านขายของชำและร้านสะดวกซื้อ อย่างไรก็ตาม ผู้สูบตระหนักว่าการเลิกสูบจะช่วยประหยัดเงินได้ รวมถึงมองว่าอันตรายจากบุหรี่มวนทั้งต่อตนเองและผู้อื่นสูงกว่าบุหรี่ไฟฟ้า
การนำแบบจำลองทางเศรษฐมิติ และแนวคิดเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม มาช่วยวิเคราะห์ให้เห็นถึงความยืดหยุ่นของรายได้ และแรงจูงใจที่แตกต่างกันในแต่ละกลุ่มประชากร ทั้งเยาวชน ผู้หญิง และกลุ่ม LGBTQIA+ อย่างความนิยมบุหรี่ไฟฟ้า พบว่า กลุ่ม LGBTQIA+ สูบบุหรี่ไฟฟ้ามากกว่าผู้ชาย และประเมินตนเองว่ามีความรู้สูงสุด ยอมรับความเสี่ยงต่อสุขภาพได้มากที่สุด ขณะที่ผู้ชายมีค่าใช้จ่ายบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้าเฉลี่ยต่อเดือนสูงสุด 925.56 บาท กลุ่ม LGBTQIA+ อยู่ที่ 847.70 บาท และผู้หญิงมีค่าใช้จ่ายต่ำสุด 697.09 บาท
ผู้สูบ 76.4% ไม่เคยคิดยอดรวมเงินที่เสียไป
ผศ.ดร.วศิน ศิวสฤษดิ์ หัวหน้าโครงการวิจัยฯ กล่าวว่า การศึกษาดังกล่าวได้เก็บตัวอย่างจากกลุ่มผู้สูบบุหรี่มวนและบุหรี่ไฟฟ้าในไทย 5,072 คน มีทั้งเพศชาย หญิง และ LGBTQIA+ อายุตั้งแต่ 15-60 ปี กระจายทุกภาคของไทยรวม 19 จังหวัด มีการวิเคราะห์เชิงลึกทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม ทำให้ค้นพบอคติทางพฤติกรรมที่เป็นอุปสรรคต่อการเลิก คือ
1.อคติชอบปัจจุบัน ที่ผู้สูบส่วนใหญ่เห็นแก่ความสุขเล็กน้อยในวันนี้มากกว่าสุขภาพที่ดีในอีก 5-10 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะกลุ่ม LGBTQIA+
2.ปัญหาการมองแคบ ผู้สูบส่วนใหญ่ 76.4% ไม่เคยคิดยอดรวมเงินที่เสียไปกับการสูบตลอดชีวิต ซึ่งรายได้ที่เพิ่มขึ้น 1 % สัมพันธ์กับการยอมจ่ายเพื่อบุหรี่เพิ่มขึ้น 3.9 % สะท้อนให้เห็นว่า ผู้สูบส่วนใหญ่ไม่ได้ตระหนักถึงภาระค่าใช้จ่ายระยะยาวที่เกิดขึ้นจากการสูบบุหรี่อย่างแท้จริง อาจเป็นอุปสรรคสําคัญในการตัดสินใจเลิกสูบในอนาคต
ทุกข์จากงดสูบ-ดูดทันทีหลังตื่น
3.กลัวความสูญเสีย ผู้สูบรู้สึกเป็นทุกข์จากการ ไม่ได้สูบ ถึง 2.5 เท่า ทำให้การตัดสินใจเลิกบุหรี่ทำได้ยาก พบมากสุดในกลุ่มเยาวชน
นอกจากนี้ ข้อมูลเชิงลึกด้านทัศนคติ พบว่า กลุ่มที่มีการศึกษาสูง (ปริญญาตรีขึ้นไป) มีความเข้าใจผิดว่าบุหรี่ไฟฟ้าอันตรายน้อยกว่าบุหรี่มวน โดยผู้สูบที่มีพฤติกรรมสูบทันทีภายใน 5 นาทีหลังตื่นนอน สูงถึง 14.6% สะท้อนการเสพติดนิโคตินระดับรุนแรง โดยคนที่มีเพื่อนสูบบุหรี่มีสูงถึง 86.3% และมีคนในครอบครัวสูบบุหรี่มีเพียง 46.1% ชี้ให้เห็นว่าสังคมเพื่อนมีอิทธิพลมากกว่าคนในบ้าน
รายได้เพิ่ม ใช้ซื้อบุหรี่เพิ่ม
ส่วนการวิเคราะห์ค่าความยืดหยุ่น พบว่า บุหรี่มวนและบุหรี่ไฟฟ้ามีค่าความยืดหยุ่นใกล้เคียงกัน แม้รายได้จะเปลี่ยนไป แต่พฤติกรรมการสูบกลับไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง โดยบุหรี่มวนมีค่าความยืดหยุ่น 0.27 % หมายถึง รายได้เพิ่มขึ้น 10 % จะใช้จ่ายซื้อบุหรี่มวนเพิ่มขึ้นเพียง 2.7 %
ส่วนบุหรี่ไฟฟ้า 0.29 % สะท้อนว่าเป็นสินค้าจำเป็นที่ผู้สูบตัดใจเลิกยากแม้รายได้จะเปลี่ยนไป และกลุ่มที่สูบทั้งบุหรี่มวนและบุหรี่ไฟฟ้ามีค่าความยืดหยุ่น 0.47 สะท้อนว่าหากคนกลุ่มนี้มีรายได้มากขึ้น จะใช้เงินไปกับการสูบเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว
“ภาพรวม กลุ่มตัวอย่างมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือนในการสูบบุหรี่มวนและบุหรี่ไฟฟ้า อยู่ที่ 877.12 บาทต่อเดือน เมื่อมีการศึกษาในเชิงพฤติกรรมลึกเข้าไปอีก พบว่า มีความเต็มใจจ่ายเพื่อสูบบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้าใน1 สัปดาห์ ยินดีจ่าย เฉลี่ย 679 บาทต่อสัปดาห์ ส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่า ยินดีจ่ายเพื่อคลายเครียด อย่างไรก็ตาม ผู้สูบบุหรี่ส่วนใหญ่เห็นด้วยว่าการเลิกบุหรี่สามารถช่วยประหยัดเงินได้ในระยะยาว แต่กลับไม่รู้สึกว่าเป็นภาระ”ผศ.ดร.วศินกล่าว
ชง 4 ข้อเสนอเชิงนโยบายแบบมุ่งเป้า
ทีมวิจัยมีข้อเสนอเชิงนโยบายคือ 1.ควรใช้มาตรการทางภาษีเพื่อเพิ่มราคาบุหรี่ เนื่องจากลการศึกษา พบว่า หากเพิ่มภาษีจะส่งผลให้ผู้สูบบุหรี่ลดการสูบลง เพราะภาษีที่สูงขึ้น ทำ ให้ราคาหลังภาษีแพงขึ้น และทำให้ความสามารถในการจ่ายซื้อ (affordability) บุหรี่ลดลง ประกอบกับค่าความยืดหยุ่นต่อรายได้ต่ำ สะท้อนให้เห็นการใช้จ่ายเงินเพื่อการสูบค่อนข้างคงที่ หากราคาเพิ่มปริมาณการสูบน่าจะมีทิศทางที่ลดลง
2.มุ่งเป้าไปที่เยาวชนและบุหรี่ไฟฟ้า ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายและควบคุมช่องทางการตลาดออนไลน์อย่างเข้มงวด
3.สื่อสารภาระทางการเงินระยะยาว ควรเน้นย้ำถึง มูลค่าของการประหยัดในระยะยาว ที่จะเกิดขึ้นหากเลิกสูบ แทนการสื่อสารถึงภาระในปัจจุบันซึ่งผู้สูบส่วนใหญ่ไม่รู้สึก
และ4.ออกแบบโครงการเลิกสูบโดยใช้แนวคิดเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม ได้แก่ เอาชนะอคติชอบปัจจุบันที่ให้รางวัลหรือแรงจูงใจในการเลิกสูบระยะยาวที่ชัดเจน หรือใช้เครื่องมือผูกมัดตนเอง และการสะกิดพฤติกรรม (Nudge) ตามกลุ่มเป้าหมาย
- กลุ่มเยาวชนเน้นเรื่องบรรทัดฐานทางสังคม และแรงกดดันจากเพื่อน (Peer Pressure) เช่น สร้างค่านิยม "สูบ = ไม่เท่" หรือ "สูบ = เห็นแก่ตัว"
- กลุ่มสูบเพราะเครียด สร้างทางลัดทางความคิดใหม่ เช่น "ถึงเครียด ก็ไม่สูบ"
- กลุ่มสูบแบบเสพติด ใช้เครื่องมือผูกมัดที่เชื่อมโยงกับแรงจูงใจทางการเงินและสังคม
- และกลุ่มทั่วไป ให้ข้อมูลเพื่อเพิ่มความรอบรู้ด้านสุขภาพ เช่น แคมเปญ "บุหรี่ไฟฟ้า รู้มั้ยว่าร้าย ร้ายจัด...กว่าที่คิด" เพื่อชี้ให้เห็นว่าความเสี่ยงจากการสุบบุหรี่มีมากกว่าที่คิด





