วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

อย. เตือนภัย! 'ปากกาฉีดลดน้ำหนัก'ใช้ผิดเสี่ยงอันตรายรุนแรง เตรียมยกระดับคุม

อย. เตือนภัย! 'ปากกาฉีดลดน้ำหนัก'ใช้ผิดเสี่ยงอันตรายรุนแรง เตรียมยกระดับคุม

อย. เตือนภัย “ปากกาฉีดลดน้ำหนัก” ใช้ผิดเสี่ยงอันตรายรุนแรง ย้ำไทยไม่อนุมัติ เป็น 'ยาลดน้ำหนักเพื่อความสวยงามในกลุ่มบุคคลทั่วไป' ต้องใช้ภายใต้การวินิจฉัยแพทย์เท่านั้น

ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า จากกรณีพบการใช้ “ปากกาฉีดลดน้ำหนัก” ตามโซเชียลมีเดียอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในกลุ่มคนทั่วไป รวมถึงมีการปรับขนาดยาและวิธีการฉีดด้วยตนเอง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มีความห่วงใยอย่างยิ่ง ขอเรียนว่า ในประเทศไทยอนุมัติยากลุ่ม Glucagon-like peptide-1 receptor agonist (GLP-1 RA) สำหรับการรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และลดน้ำหนักในผู้ที่มีภาวะอ้วนเท่านั้น ไม่ใช่ยาลดน้ำหนักเพื่อความสวยงามในกลุ่มบุคคลทั่วไป 

อย. เตือนภัย! 'ปากกาฉีดลดน้ำหนัก'ใช้ผิดเสี่ยงอันตรายรุนแรง เตรียมยกระดับคุม

ยากลุ่ม GLP-1 RA ออกฤทธิ์ทำให้รู้สึกอิ่มเร็วและลดความอยากอาหาร ทำให้น้ำหนักลดลงได้ในระยะหนึ่ง แต่หากใช้ไม่ถูกต้องหรือหยุดยาเองโดยไม่มีการควบคุม อาจทำให้น้ำหนักดีดกลบเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือที่เรียกว่า โยโย่ และเสี่ยงเกิดผลข้างเคียงรุนแรง เช่น น้ำตาลในเลือดต่ำ ไตวาย ถุงน้ำดีอักเสบ ภาวะซึมเศร้า หรือกล้ามเนื้อฝ่อลีบ โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคไต โรคตับ โรคไทรอยด์ หรือโรคต่อมไร้ท่อ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการประเมินและดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์

ที่ผ่านมา อย. พบการโฆษณาและจำหน่ายยากลุ่มดังกล่าวโดยเฉพาะช่องทางออนไลน์ และได้ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดตามกฎหมายมาโดยตลอด แต่ยังคงพบปัญหาการนำไปใช้ในทางที่ผิดอย่างต่อเนื่อง
ขณะนี้ อย. อยู่ระหว่างเสนอกระทรวงสาธารณสุขยกระดับการกำกับดูแลยากลุ่ม GLP-1 RA จาก “ยาอันตราย” ให้เป็น “ยาควบคุมพิเศษ” เพื่อจำกัดการจำหน่ายได้เฉพาะร้านขายยาแผนปัจจุบันที่มีใบสั่งยาจากแพทย์เท่านั้น และร้านขายยาจะต้องจัดทำบัญชีและรายงานการจำหน่ายยา เพื่อให้สามารถตรวจติดตามได้อย่างมีประสิทธิภาพ


"ประชาชนอย่าหลงเชื่อคำโฆษณาชวนเชื่อว่า ฉีดแล้วผอม เพราะไม่มียาวิเศษใดที่ทำให้น้ำหนักลดได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน การลดน้ำหนักที่ถูกต้องควรมาจากการปรับพฤติกรรม เช่น การเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และดูแลสุขภาพจิต ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรังได้ในระยะยาว"ภญ.สุภัทรากล่าว