วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

เปิดผลสุ่มตรวจ ‘ไขมันทรานส์’ ในผลิตภัณฑ์เสี่ยง-นิยม   

เปิดผลสุ่มตรวจ ‘ไขมันทรานส์’ ในผลิตภัณฑ์เสี่ยง-นิยม   

อย.-มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เปิดเผยผลสุ่มตรวจ “ไขมันทรานส์” ในผลิตภัณฑ์กลุ่มเสี่ยงกว่า 500 ตัวอย่าง และ “ไอศกรีมซอฟท์เสิร์ฟ” 15 ตีวอย่างหลังได้รับความนิยมบริโภค

ประเทศไทยได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ให้เป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จในการกำจัดกรดไขมันทรานส์ออกจากอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งเป็นผลจากการที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ออกประกาศห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน (PHOs) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) เปิดเผยผลการเฝ้าระวังและตรวจสอบอาหารกลุ่มเสี่ยงต่อเนื่อง 546 ตัวอย่าง ตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน และมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค สุ่มเก็บตัวอย่างไอศกรีมซอฟท์เสิร์ฟ (Soft serve) เพื่อหาปริมาณไขมันทรานส์ 15 ตัวอย่าง

ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา  กล่าวว่า  จากที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน (PHOs) ซึ่งเป็นแหล่งสำคัญของไขมันทรานส์ในอุตสาหกรรมอาหาร โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 เป็นต้นมา

ประเทศไทยได้ดำเนินมาตรการกำกับดูแลอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่องระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรมและภาควิชาการ เพื่อขจัดความเสี่ยงด้านสุขภาพจากการบริโภคไขมันทรานส์ที่เป็นปัจจัยเพิ่มโอกาสเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด จนได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้ไทยเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จในการกำจัดกรดไขมันทรานส์ออกจากอุตสาหกรรมอาหาร

 ผลการเฝ้าระวังและตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน ในอาหารกลุ่มเสี่ยงปนเปื้อนไขมันทรานส์จากน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน (PHOs) อาทิ โดนัททอด พัฟและเพสทรี ขนมเบเกอรี่ เนยเทียม เนยขาว ครีมเทียม กาแฟผสม3in1  น้ำสลัดและเวเฟอร์ เป็นต้น

รวมทั้งสิ้น 546 ตัวอย่าง ไม่พบการใช้น้ำมันจากกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนในผลิตภัณฑ์ใด ๆ สะท้อนถึงความร่วมมือของผู้ประกอบการและประสิทธิภาพการกำกับดูแลของภาครัฐที่สามารถคงสถานะประเทศไทยปลอดไขมันทรานส์ได้อย่างต่อเนื่อง

ภญ.สุภัทรา ย้ำว่า  การลดปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดและหัวใจ นอกจากลดการบริโภคไขมันทรานส์แล้ว ควรลดการบริโภคไขมันอิ่มตัว โดยควรบริโภคไขมันอิ่มตัวไม่เกิน 20 กรัมต่อวัน และไขมันทรานส์ไม่เกิน 2 กรัมต่อวัน และอ่านฉลากโภชนาการก่อนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารควบคู่กับการออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อสุขภาพที่ดี ลดความเสี่ยงของโรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs)

“อย. จะยังคงเดินหน้ามาตรการเชิงรุก ทั้งการติดตามเฝ้าระวัง การให้ความรู้ผู้บริโภค และการขับเคลื่อนความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อรักษามาตรฐานประเทศไทยปลอดไขมันทรานส์และยกระดับความปลอดภัยอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีของประชาชนในระยะยาว”ภญ.สุภัทรากล่าว

ขณะที่ทัศนีย์ แน่นอุดร รองผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า การสุ่มตรวจที่สภาองค์กรของผู้บริโภคร่วมกับนิตยสารฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค สุ่มเก็บตัวอย่างไอศกรีมซอฟท์เสิร์ฟ (Soft serve) เพื่อหาปริมาณไขมันทรานส์ เพราะเป็นสินค้าที่กำลังได้รับความนิยม และมีจำหน่ายหลากหลายยี่ห้อ โดยในปี 2567 ซึ่งเป็นช่วงที่นิตยสารฉลาดซื้อเก็บข้อมูลนั้น ซอฟท์เสิร์ฟเป็นสินค้าประเภทหนึ่งที่มีการแข่งขันกันในท้องตลาดสูงมาก ด้วยราคาที่ผู้บริโภคเข้าถึงง่าย ราคาหลัก 10 บาทต่อโคน

 มีการรวบรวมรายชื่อผลิตภัณฑ์ซอฟท์เสิร์ฟ โดยพิจารณาจากความนิยมของแบรนด์ สุ่มเลือกเก็บตัวอย่างในเดือนตุลาคม 2568 และบันทึกข้อมูลของตัวอย่าง โดยมีจำนวนไม่น้อยกว่า 15 รายการ จากร้านค้าที่จัดจำหน่ายทั่วไปในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล และนำตัวอย่างผลิตภัณฑ์ส่งตรวจยังห้องปฏิบัติการทดสอบที่ได้รับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025 เพื่อตรวจหาปริมาณไขมันทรานส์ และไขมันรวม (total fat)
เปิดผลสุ่มตรวจ ‘ไขมันทรานส์’ ในผลิตภัณฑ์เสี่ยง-นิยม   

ตัวอย่างซอฟท์เสิร์ฟ จำนวน 15 ตัวอย่างแสดงฉลากยี่ห้อ ดังนี้ 1. MIXUE 2. Wedrink 3. Ai-CHA 4. Dairy Queen 5. KFC 6. McDonald's 7. Mos Burger 8. Burger king 9. Tian Tian 10. Cacoa dutch 11. Minkki 12. Top Daily 13. SNOWTEE 14. BingChun และ 15. IKEA ผลการทดสอบ พบว่า

  • ผลิตภัณฑ์ 15 ตัวอย่าง พบไขมันทรานส์แต่ว่าน้อยมาก ตั้งแต่ 0.013 ถึง 0.242 กรัม/ 100 กรัม มีค่าเฉลี่ย 0.051กรัม/ 100 กรัม อยู่ในเกณฑ์เป็นไขมันทรานส์ที่มาจากธรรมชาติ เพราะผลิตภัณฑ์นี้ทำจากนม
  • พบไขมันรวม (Total Fat) ตั้งแต่ 2.422 ถึง 6.205 กรัม/100 กรัม มีค่าเฉลี่ย 4.07 กรัม/ 100 กรัม

โดยสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.chaladsue.com  ทั้งนี้ ตามกฎหมายห้ามเติมไฮโดรเจน เพื่อเป็นไขมันทรานส์ แต่ไขมันทรานส์นั้นมีในธรรมชาติได้ เช่น ไขมันจากสัตว์ นม เนย ชีส

ที่ผ่านมา อย. ได้ทำงานร่วมกับสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อหาปริมาณไขมันทรานส์ตามธรรมชาติในอาหาร หากตรวจพบไขมันทรานส์ในอาหาร อย. จะมีการตรวจสอบเอกสารหลักฐานว่า ไขมันทรานส์ที่ตรวจพบในอาหารนั้นมาจากแหล่งธรรมชาติ หรือการใช้น้ำมันที่มีการเติมไฮโดรเจนบางส่วน

“จากผลการตรวจสอบ ถ้ารับประทานเพียง 1 โคน อาจจะไม่เกิน แต่ในชีวิตประจำวันนั้น เรายังได้รับไขมันทรานส์จากอาหารประเภทอื่น ๆ ด้วย ซึ่งแม้ว่าไขมันทรานส์ธรรมชาติ จะไม่ผิดกฎหมาย แต่อาจผิดต่อผู้ที่รักสุขภาพและควบคุมน้ำหนัก หากรับประทานเกินหนึ่งหน่วยบริโภค ต้องออกกำลังกายให้เหมาะสมด้วย”ทัศนีย์กล่าว

 ด้านโสภณ หนูรัตน์ หัวหน้าฝ่ายคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค สภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวว่า สภาองค์กรของผู้บริโภค ทำงานเพื่อคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภค รวมทั้งสนับสนุนและดำเนินการ ตรวจสอบ เฝ้าระวังสถานการณ์ปัญหาสินค้าและบริการ แจ้งหรือโฆษณาข่าวสารหรือเตือนภัยเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ ที่อาจกระทบต่อสิทธิของผู้บริโภคด้วย

นอกจากนี้ สภาฯ มีอำนาจตามกฎหมาย ในนการรวบรวม และเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการอันจะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคในการตัดสินใจซื้อสินค้าหรือใช้บริการ ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้โดยสะดวก

“ในมุมมองของสภาองค์กรของผู้บริโภค เมื่อมีการออกกฎหมายเพื่อควบคุมไขมันทรานส์แล้วลดลงได้จริง เป็นเรื่องที่ดีที่ผลการเฝ้าระวังในครั้งนี้มีผลออกมาเป็นผลเชิงบวก พูดง่าย ๆ ถ้าไม่ดี ก็เตือนภัย แต่ถ้าดี ก็ชื่นชม”โสภณกล่าว