วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

ยุคที่ ‘วิกฤติซ้อนวิกฤติ’ แต่ไทยระบบจัดการกลับยังมี ‘จุดอ่อน’

ยุคที่ ‘วิกฤติซ้อนวิกฤติ’ แต่ไทยระบบจัดการกลับยังมี ‘จุดอ่อน’

ประเทศไทยเผชิญกับ “วิกฤติซ้อนวิกฤติ (Polycrisis)”ทั้งปัจจุบันและมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อาทิ โรคระบาด น้ำท่วม แผ่นดินไหว การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเปราะบางทางรายได้ ความเหลื่อมล้ำทางสังคม สุขภาพจิต การเมืองและความขัดแย้งทางอุดมการณ์ การถูกหลอกลวงทางออนไลน์ และความไม่สงบในเขตชายแดน เป็นต้น

ส่งผลกระทบซ้อนทับกันอย่างต่อเนื่องและรุนแรงขึ้น ทว่า การบริหารจัดการของระบบยังไม่เชื่อมโยงกัน ล่าช้า ขาดเอกภาพ และไม่สอดคล้องกับปัญหาในพื้นที่ ทำให้ไม่สามารถป้องกันและลดผลกระทบในวงกว้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 18 ประจำปี 2568 จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ(สช.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายยุทธศาสตร์  ภายใต้ประเด็นหลัก “เศรษฐกิจยุคใหม่ สร้างสุขภาวะไทยยั่งยืน (New Wealth for Health)” มีการพิจารณาและผ่านฉันทามติเห็นชอบ “ระบบบริหารจัดการเพื่อสุขภาวะในวิกฤตซ้อนวิกฤต” นำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) ก่อนเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบ เพื่อที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำไปใช้เป็นกรอบหรือทิศทางหลักในการขับเคลื่อนงานตามนโยบายสาธารณะ

วิกฤติซ้อนวิกฤติผลกระทบทวีคูณ

ผศ.ดร.ธีรพัฒน์ อังศุชวาล คณะทำงานพัฒนาประเด็นระบบบริหารจัดการเพื่อสุขภาวะในวิกฤติซ้อนวิกฤติ กล่าวว่า สมัชชาสุขภาพฯครั้งนี้ มุ่งเน้นผลักดันให้เกิดระบบการจัดการในภาวะวิกฤติที่แตกต่างไปจากที่มีอยู่เดิม โดยไม่ได้มองว่าเป็นวิกฤติที่เกิดขึ้นเป็นวิกฤติเชิงเดี่ยว แต่เป็นการมองในลักษณะวิกฤติซ้อนวิกฤติ ซึ่งจะมีผลกระทบเกิดขึ้นแบบทวีคูณ

 อย่างเช่น สถานการณ์น้ำท่วมอาจไม่ใช่เรื่องของน้ำเพียงอย่างเดียว แต่อาจเป็นความล้มเหลวในเชิงสถาบันทางการเมือง ทับซ้อนไปกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จนทำให้กลายเป็นวิกฤติซ้อนวิกฤติที่ทำให้การประเมินหรือคาดการณ์ผิดพลาด

ส่วนระดับการจัดการ จะมุ่งเน้นเชื่อมโยงกัน อาทิ หน่วยงานภาคีที่ไม่ได้มีแค่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) แต่ยังมีภาคสาธารณสุข ฝ่ายความมั่นคง ตลอดจนชุมชนท้องถิ่น ฯลฯ ซึ่งทำให้การทำงานจากที่แยกส่วนกันสามารถมาร่วมมือกันจนเกิดผลผลิตแบบใหม่

“การมองแบบวิกฤติซ้อนวิกฤติจะช่วยให้คาดการณ์สถานการณ์ได้ตรงความเป็นจริงมากขึ้น นำไปสู่การบริหารจัดการที่ดีและลดผลกระทบ ที่สำคัญชุมชนสามารถจัดการตัวเองได้ในวิกฤตการณ์ ไม่ต้องรอการสั่งการหรือความช่วยเหลือจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว”ผศ.ดร.ธีรพัฒน์กล่าว

จุดอ่อนสำคัญของระบบ

ขณะที่ รศ.ดร.ทัศนีย์ ศิลาวรรณ อาจารย์คณะสาธารณสุขศาสตร์ ม.มหิดล หนึ่งในคณะทำงานพัฒนาประเด็นฯ  กล่าวถึงกรอบทิศทางนโยบายว่า มุ่งเสริมสร้างระบบบริหารจัดการเพื่อสุขภาวะในวิกฤติซ้อนวิกฤติ ที่มีความเข้มแข็งระดับพื้นที่ ร่วมกับมีระบบสนับสนุนที่สอดคล้องเชื่อมโยงกัน และเสริมพลังการมีส่วนร่วม

ด้วยการบริหารจัดการเชิงรุกเพื่อป้องกัน บรรเทาผลกระทบ เตรียมความพร้อมก่อนเกิดวิกฤติ ,บริหารจัดการที่รวดเร็วและมีเอกภาพเพื่อตอบโต้วิกฤติและบริหารจัดการฟื้นฟูอย่างยั่งยืนและถอดบทเรียนหลังเกิดวิกฤติ เพื่อให้ระบบบริหารจัดการมีความยืดหยุ่น (Resilient) และยั่งยืน (Sustainable) ให้ประชาชนและชุมชนมีสุขภาวะ ซึ่งไม่ใช่ระบบบริหารจัดการเพียงบริการสุขภาพเท่านั้น แต่เป็นระบบองค์รวม

“การพัฒนาสาระสำคัญเรื่องนี้ จากที่เห็นว่ายังมีจุดอ่อนสำคัญอยู่ที่ระบบบริหารจัดการในระดับพื้นที่ ระบบสนับสนุนที่สอดคล้องกัน และระยะป้องกันก่อนเกิดวิกฤติยังมีข้ออ่อนอยู่ จึงนำมาสู่การตั้งกรอบนโยบาย โดยใช้เวลาพัฒนาเกือบ 10,000 ชั่วโมง ผ่านการมีส่วนร่วมทั้งภาคนโยบายและปฏิบัติการในส่วนกลางและพื้นที่ควบคู่กัน”รศ.ดร.ทัศนีย์กล่าว    

ข้อเสนอเชิงนโยบาย 3 ระยะ

สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบาย แบ่งเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วย  1.ก่อนเกิดเหตุ(Prevention/Mitigation/Preparedness) ซึ่งหน่วยงาน องค์กร ชุมชนในพื้นที่ระดับอำเภอ เขตกรุงเทพมหานคร เมืองพัทยาควรดำเนินการ คือ พัฒนากลไกบริหารจัดการแบบบูรณาการและมีส่วนร่วม ,ปรับปรุงแผนปฏิบัติการป้องกันวิกฤติให้ทันต่อสถานการณ์จริง ,ฝึกซ้อมแผนปฏิบัติการร่วม

พัฒนาระบบบัญชาการเหตุการณ์ และศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน ระดับอำเภอหรือเขตกรุงเทพมหานครพร้อมกับกลไกบริหารจัดการระดับพื้นที่,พัฒนาระบบฐานข้อมูลสุขภาวะและภัยพิบัติระดับอำเภอ เขตกทม.และเมืองพัทยาแบบเรียลไทม์ ,พัฒนาระบบสื่อสารและการเตือนภัยแบบบูรณาการหลายช่องทาง ,เสริมสร้างศักยภาพบุคลากร แกนนำ และอาสาสมัคร และสร้างกระบวนการเรียนรู้ในชุมชนและสถานศึกษา 
สิ่งที่หน่วยงาน องค์กรสนับสนุน ระดับจังหวัด กรุงเทพมหานคร เขตสุขภาพ เขตปกครอง หน่วยงานส่วนกลางระดับประเทศ ต้องดำเนินการ คือ ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบงบประมาณให้ยืดหยุ่นและคล่องตัว  ,พัฒนาระบบข้อมูลและแพลตฟอร์มการสื่อสารแบบบูรณาการ,จัดทำมาตรฐาน คู่มือปฏิบัติงานและจัดฝึกซ้อมร่วมระหว่างพื้นที่ จังหวัด ส่วนกลาง ,สร้างเครือข่ายบุคลากรสุขภาพและจิตสังคมระดับภูมิภาค ,พัฒนาทรัพยากรบุคคล ชุมชน และโครงสร้างพื้นฐาน และส่งเสริมความร่วมมือภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม

ระบบบัญชาการแบบเอกภาพ

2.ระหว่างเกิดเหตุ(Response/Incident Management)  หน่วยงาน องค์กร ชุมชนในพื้นที่ระดับอำเภอ เขตกรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา ต้องบริหารจัดการระบบศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินระดับอำเภอ เขตกทม.และเมืองพัทยา ,จัดบริการสุขภาพแบบบูรณาการครอบคลุมสุขภาพจิต ,บริหารจัดการข้อมูลและทรัพยากรผ่านแพลตฟอร์มกลางแบบเรียลไทม์ และบริการจัดการศูนย์อพยพและศูนย์พักพิงอย่างมีมาตรฐานและปลอดภัย

ส่วนหน่วยงาน องค์กรสนับสนุน ระดับจังหวัด กรุงเทพมหานคร เขตสุขภาพ เขตปกครอง หน่วยงานส่วนกลางระดับประเทศ ต้องจัดทำเอกสารแนวปฏิบัติเร่งด่วนด้านงบประมาณและทรัพยากร,บริหารจัดการระบบบัญชาการแบบเอกภาพระหว่างส่วนกลาง จังหวัดและอำเภอ ,เตรียมความพร้อมบุคลากรทุกระดับและระดับทรัพยากรแบบเร่งด่วน และเสริมกลไกการตัดสินใจและการสื่อสารสาธารณะ 

และ3.หลังเกิดเหตุ(Recovery/Learning&Adaptation) ระดับพื้นที่ ต้องฟื้นฟูแบบองค์รวมและยั่งยืน,เร่งรัดการฟื้นฟูบริการสุขภาพและระบบบริการสาธารณะ,บริการจัดการระบบข้อมูลบูรณาการ,จัดตั้งและบริหารจัดการกองทุนฟื้นฟูระดับชุมชนและท้องถิ่น และถอดบทเรียนและปรับปรุงแผนต่อเนื่อง ขณะที่ระดับจังหวัดจนถึงระดับประเทศ ต้องสนับสนุนการฟื้นฟูแบบบูรณาการหลายมิติ,จัดทำฐานข้อมูลดิจิทัลกลางระดับจังหวัดและกลไกการเข้าถึงข้อมูล และจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสมัชชาสุขภาวะหลายระดับ
ทั้งหมดนี้ ระดับพื้นที่และระดับประเทศ ต้องประเมินเร่งด่วนว่า “ดำเนินการอะไร อย่างไร”แล้วหรือไม่ อย่าให้ช้ากว่าเหตุ