วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม 2569

Login
Login

ไทย ‘เชื้อดื้อยา’ หมุนวนใน ‘อาหาร น้ำ สิ่งแวดล้อม’ เพราะเข้าถึง 'ยาปฏิชีวนะ' ง่าย

ไทย ‘เชื้อดื้อยา’ หมุนวนใน ‘อาหาร น้ำ สิ่งแวดล้อม’ เพราะเข้าถึง 'ยาปฏิชีวนะ' ง่าย

ไทยเข้าถึง ‘ยาปฏิชีวนะ’ง่าย ทำหมุนวนในอาหาร น้ำ สิ่งแวดล้อม แพทย์เผยอัตราดื้อยาสูง/สูงมาก ยาบางชนิด 83%  ทำให้ไม่สามารถออกฤทธิ์ได้เต็มประสิทธิภาพ คนติดเชื้อเสียชีวิต 38,000 รายต่อปี

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568   จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ คณะทำงานสร้างความเข้มแข็งประชาชนด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุผล (สยส.)  ภาคเอกชน จัดกิจกรรมเสวนาวิชาการโครงการ “ดื้อยาหยุดได้” ภายใต้หัวข้อ หยุดดื้อยา หยุดท้าทายระบบ ร่วมกันสร้างมุมมองใหม่ด้านการใช้ยาในสังคมไทย”

ผศ. นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล ประธานคณะทำงานสร้างความเข้มแข็งประชาชนด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุผล (สยส.) กล่าวว่า สถานการณ์เชื้อดื้อยาในประเทศไทยมีความรุนแรงและยืดเยื้อมานานนับ 10 ปี โดยมีปัจจัยสำคัญจากการใช้ยาปฏิชีวนะเกินความจำเป็นของประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์ จนส่งผลกระทบรุนแรงต่อระบบสาธารณสุขและเศรษฐกิจของประเทศ โดยพบพฤติกรรมการใช้ยาที่ไม่เหมาะสมของประชาชน เช่น การวินิจฉัยโรคเองและซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานโดยไม่เข้าใจความจำเป็นหรือความแตกต่างของยา
ไทย ‘เชื้อดื้อยา’ หมุนวนใน ‘อาหาร น้ำ สิ่งแวดล้อม’ เพราะเข้าถึง 'ยาปฏิชีวนะ' ง่าย

ล้วนส่งผลให้ปัญหาเชื้อดื้อยารุนแรงขึ้น รวมถึงการเข้าถึงยาที่สะดวกแม้เป็นยาที่ออกฤทธิ์แรงเกินจำเป็น ทั้งในร้านขายยา ร้านชำ ตลาดนัด และช่องทางออนไลน์ ล้วนเป็นปัจจัยที่เร่งปัญหาเชื้อดื้อยาอย่างต่อเนื่อง

“ยาปฏิชีวนะแทบทุกชนิดในประเทศมีอัตราการดื้อยาในอัตราสูงถึงสูงมาก และบางชนิดสูงถึง 83% เช่น Amoxicillin ทำให้ยาที่มีอยู่ไม่สามารถออกฤทธิ์ได้เต็มประสิทธิภาพ”

เสียชีวิตมากถึง 38,000 คนต่อปี

ผลกระทบของเชื้อดื้อยาต่อระบบสุขภาพและเศรษฐกิจมีความรุนแรงและหลากหลาย เนื่องจากอัตราการดื้อยาในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้การรักษาโรคติดเชื้อที่เคยง่ายกลับกลายเป็นซับซ้อนและรุนแรงมากขึ้น อีกทั้งการรักษาผู้ป่วยเชื้อดื้อยาต้องใช้ยาที่มีราคาสูงกว่าปกติหลายเท่า ส่งผลให้เกิดค่าใช้จ่ายทั้งทางตรงและทางอ้อมสูงถึง 40,000 ล้านบาทต่อปี
ระบบสาธารณสุขจึงต้องรับภาระหนักขึ้น ทั้งจากปัญหาเตียงไม่เพียงพอและการรักษาที่ใช้เวลานานขึ้น โดยผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดคือการสูญเสียชีวิตของผู้ป่วย ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อดื้อยาราว 88,000 คนต่อปี และมีผู้เสียชีวิตมากถึง 38,000 คนต่อปี

แนวทางการแก้ไขปัญหาที่สำคัญ คือ การสร้างความตระหนักรู้และให้ความรู้ประชาชนเกี่ยวกับการใช้ยาอย่างถูกต้อง ควบคู่กับการส่งเสริมให้บุคลากรทางการแพทย์ มีความตระหนักในการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผลและรับผิดชอบต่อปัญหาเชื้อดื้อยา รวมทั้งดำเนินการตามแนวทางดูแลการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างเหมาะสม (AMS) ในสถานพยาบาลและร้านยาอย่างจริงจัง

เชื้อดื้อยาหมุนเวียนในอาหาร น้ำ

ผศ. เภสัชกร ดร.กิติยศ ยศสมบัติ ผู้ช่วยคณบดี คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัญหาเชื้อดื้อยาเป็นหนึ่งในวิกฤตด้านสุขภาพที่ท้าทายที่สุดทั้งในประเทศไทยและระดับโลก ที่ส่งผลกระทบต่อทุกคน ไม่ใช่เฉพาะผู้ป่วยติดเชื้อที่ต้องการใช้ยาปฏิชีวนะเท่านั้น เพราะปัญหาเชื้อดื้อยาเกิดจากการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่สมเหตุผลทั้งในคน สัตว์ สิ่งแวดล้อม และระบบอาหาร

ทั้งหมดล้วนเป็นองค์ประกอบของแนวคิด One Health ที่เน้นว่าการควบคุมเชื้อดื้อยาจะสำเร็จได้ ต้องทำงานแบบบูรณาการทุกภาคส่วน และต้องเริ่มจากความเข้าใจว่า ยาปฏิชีวนะมีการกระจายอยู่ในชีวิตเราแทบทุกมิติ นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเผชิญการเข้าถึงยาปฏิชีวนะที่ง่าย ความเข้าใจผิดในประชาชน และการใช้ยาเกินจำเป็นทั้งในคน โรงพยาบาล และภาคปศุสัตว์ ส่งผลให้เชื้อดื้อยาหมุนเวียนในอาหาร น้ำ และสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

เมื่อภาพรวมของปัญหาเป็นแบบนี้ การสื่อสารสาธารณะเพื่อหยุดเชื้อดื้อยาจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของ “การให้ข้อมูล” แต่ต้องเป็นการสื่อสาร ที่เข้าใจโครงสร้างสังคมและพฤติกรรมมนุษย์อย่างลึกซึ้ง การสื่อสารที่ดีควรมีพื้นฐานจากหลักฐานทางวิชาการ แต่ต้องถูกแปลให้เข้าใจง่าย เข้าถึงได้ และสามารถกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรมจริง และทำให้การไม่ใช้ยาปฏิชีวนะแบบพร่ำเพรื่อ กลายเป็นภาพลักษณ์ของคนที่มีความรู้ มีเหตุผล และรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น
ไทย ‘เชื้อดื้อยา’ หมุนวนใน ‘อาหาร น้ำ สิ่งแวดล้อม’ เพราะเข้าถึง 'ยาปฏิชีวนะ' ง่าย

พฤติกรรมที่ทำให้เชื้อดื้อยา

ความเข้าใจผิดของประชาชนยังพบได้อย่างกว้างขวาง เช่น ความเชื่อว่า

  • ท้องเสียต้องกินยาฆ่าเชื้อ
  • เจ็บคอให้ร้านยาจัดยาฆ่าเชื้อให้
  • โรงพยาบาลหลายแห่งยังมีการสั่งใช้ยาปฏิชีวนะเกินความจำเป็นจากทั้งภาระงานที่สูง
  • และความคาดหวังของผู้ป่วยที่อยากได้ ‘ยาแรง’ เพื่อให้หายเร็วขึ้น

สถานการณ์นี้สะท้อนว่าการสื่อสารสาธารณะต้องมุ่งสร้าง Health Literacy Movement และ Rational Drug Use Literacy อย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่การรู้ศัพท์หรือจำข้อมูลเท่านั้น แต่ต้องทำให้ประชาชนรู้จักตั้งคำถามที่ถูกต้อง และกล้าถามแพทย์หรือเภสัชกรว่า ยานี้จำเป็นหรือไม่, มีวิธีรักษาอื่นไหม หรือ ควรใช้อย่างไรให้ปลอดภัย
ควบคู่กับการเรียนรู้วิธีสังเกตอาการของตนเอง รู้ว่าโรคใดไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ และเข้าใจสิ่งที่ควรคาดหวังจากระบบบริการสุขภาพนี่คือหัวใจของการสร้าง ‘Empowerment’ ที่ทำให้ประชาชนไม่ใช่เพียงผู้รับข้อมูลแบบ Passive แต่เป็นผู้ตัดสินใจด้านสุขภาพด้วยความเข้าใจและเหตุผลอย่างแท้จริง”

แนะกลยุทธ์สื่อสารสร้างความตระหนัก

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธีรดา จงกลรัตนาภรณ์ หัวหน้าภาควิชาการประชาสัมพันธ์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพคือกุญแจสำคัญที่จะทำให้ประชาชนตระหนักว่าปัญหาเชื้อดื้อยาเป็นภัยใกล้ตัว ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่ปัจจุบันยังมีช่องว่างและความท้าทายอยู่มาก

เพราะสังคมไทยกำลังอยู่ท่ามกลางสองแรงปะทะสำคัญ คือ ‘ความตื่นตัวด้านสุขภาพ’ ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากหลังยุคโควิด และ ‘ความตื่นตระหนกจากข่าวสาร’ ที่ถูกแชร์ซ้ำแบบไร้การกลั่นกรอง ทำให้ข้อมูลการแพทย์ที่ถูกต้องมักถูกกลบด้วยความเข้าใจผิด เนื้อหาเชิงอารมณ์ หรือคำแนะนำที่ไม่อิงหลักวิชาการ สิ่งเหล่านี้ยิ่งทำให้การแก้ปัญหาเชื้อดื้อยาเป็นเรื่องท้าทายกว่าเดิม
ไทย ‘เชื้อดื้อยา’ หมุนวนใน ‘อาหาร น้ำ สิ่งแวดล้อม’ เพราะเข้าถึง 'ยาปฏิชีวนะ' ง่าย
การสื่อสารจึงต้องตอบโจทย์ทั้งสองด้านพร้อมกัน (Two-way Communications) คือทำให้ประชาชนรับรู้ความเสี่ยงได้อย่างถูกต้อง โดยไม่สร้างความหวาดกลัวเกินจำเป็น จึงต้องวางกลยุทธ์และกลวิธีสื่อสารที่น่าเชื่อถือ เพื่อทำให้ปัญหาเชื้อดื้อยาเป็นเรื่องที่ทุกคนมองเห็นและเข้าใจว่าเกี่ยวข้องกับตัวเอง
 กลยุทธ์การสื่อสารในยุคนี้ควรมุ่งไปที่ ‘การสร้างบทสนทนา ไม่ใช่การสั่งสอน’ โดยเปิดพื้นที่ให้ประชาชนตั้งคำถาม เรียนรู้ และแลกเปลี่ยนข้อมูลได้อย่างเท่าเทียม การใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย ไม่ตัดสิน และไม่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าถูกตำหนิ จะช่วยให้สารสำคัญเกี่ยวกับการใช้ยาอย่างสมเหตุผลถูกส่งต่ออย่างกว้างขวางและมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

เอเจนซี่ต้องดูแลระบบนิเวศข้อมูล

ด้าน นายณภัทร กาญจนะจัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจซีแอนด์โค คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด กล่าวว่า ในยุคที่ข้อมูลด้านสุขภาพหลั่งไหลแบบไร้ขีดจำกัดบนโลกออนไลน์ การมี ‘Health Media Literacy’ ให้สังคมตั้งคำถามก่อนเชื่อ จึงเป็นทักษะสำคัญที่ประชาชนทุกคนต้องมีติดตัว เพื่อแยกแยะข้อเท็จจริงออกจากความเชื่อผิด ๆ หรือข้อมูลที่มีเจตนาชวนให้ตื่นตระหนก
ไทย ‘เชื้อดื้อยา’ หมุนวนใน ‘อาหาร น้ำ สิ่งแวดล้อม’ เพราะเข้าถึง 'ยาปฏิชีวนะ' ง่าย
 ทั้งนี้บทบาทของนักประชาสัมพันธ์และเอเจนซี่ด้านการสื่อสาร ต้องก้าวข้ามจากเพียงการผลิตคอนเทนต์ แต่ต้องเป็น “ผู้ดูแลระบบนิเวศข้อมูล” ที่ต้องส่งมอบสาร ซึ่งผ่านการตรวจสอบทางวิชาการ และช่วยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับสังคม เพื่อให้ประชาชนสามารถตัดสินใจด้านสุขภาพบนพื้นฐานของเหตุผล ไม่ใช่อารมณ์

“เมื่อประชาชนมีภูมิคุ้มกันทางข้อมูล และทุกภาคส่วนตั้งแต่ภาครัฐ ภาควิชาการ สื่อ ไปจนถึงผู้ผลิตคอนเทนต์ ร่วมกันยกระดับมาตรฐานการสื่อสารด้านสุขภาพร่วมกัน ปัญหาเชื้อดื้อยาจะไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นวิกฤตที่สังคมไทยสามารถรับมือและลดความสูญเสียได้ในระยะยาว”


อนึ่ง  โครงการ “ดื้อยาหยุดได้” ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลและเนื้อหาความรู้เพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊กแฟนเพจ กินยาสมเหตุ หายโรคสมผล ทุกคนสมใจ  https://www.facebook.com/pillproperly