วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

รมว.สธ. ปัด ‘ลักไก่’ปลดล็อก 'เวลาขาย-ดื่ม' กฎหมายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

รมว.สธ. ปัด ‘ลักไก่’ปลดล็อก 'เวลาขาย-ดื่ม' กฎหมายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

จากที่กฎหมายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับใหม่ มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 8 พ.ย.2568  และคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่มีนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข เป็นประธานมีการประชุมนัดแรกและมีมติปลดล็อกให้ขายและดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในช่วงเวลา 14.00-17.00 น. และให้ดื่มต่อหลังเที่ยงคืนได้ 1 ชั่วโมงแต่ห้ามมีการซื้อขาย จากเดิมที่กฎหมายไม่อนุญาตนั้น ทั้งที่ องค์ประกอบคณะกรรมการฯยังไม่ครบนั้น  

เมื่อวันที่ 14 พ.ย.2568 ที่โรงแรมมิเราเคิลแกรนด์ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ในฐานะประธานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ให้สัมภาษณ์เรื่องนี้ว่า ในการประชุมและมีมติอนุญาตให้ขายเหล้าได้ในช่วงเวลา 14.00-17.00 น.นั้นจะมีการทดลองดำเนินการเป็นเวลา 6 เดือน

และให้คณะกรรมการ ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระดับจังหวัดดำเนินการศึกษาผลกระทบทั้งในมุมด้านสุขภาพ สังคม ผลกระทบหรือผลบวกในเชิงเศรษฐกิจ เสนอกลับเข้ามายังส่วนกลางว่าในแต่ละพื้นที่ผลเป็นอย่างไร มีข้อห่วงใยอย่างไร และอยากจะผลักดันอะไร ที่เป็นการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ส่วนเรื่องโซนนิ่งนั้นยืนยันว่ายังมีอยู่ ตามพ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ปัดลักไก่ลงมติปลดล็อกเวลาขาย-ดื่ม

เมื่อถามว่ามติที่ประชุมที่ออกมาถูกตั้งคำถามเนื่องจากองค์ประกอบคณะกรรมการฯยังมีการแต่งตั้งไม่ครบ นายพัฒนา กล่าวว่า กฎหมายระบุเอาไว้ว่ากรรมการฯ มี 2 ส่วน คือ กรรมการที่เป็นผู้แทนโดยตำแหน่งที่กำหนดไว้ตามกฎหมายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และกรรมการที่จะต้องมีการเลือกผู้ทรงคุณวุฒิต่างๆ อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.กำหนดเอาไว้ชัดเจนว่า กรณีที่ยังไม่ตั้งผู้ทรงคุณวุฒิหรือตำแหน่งต่างๆ ก็ให้องค์ประชุมตามตำแหน่ง สามารถประชุมไปได้ ดังนั้นการประชุม จึงเป็นไปตามกฎหมาย

ถามต่อว่าจะถูกมองเป็นการลักไก่ลงมติเรื่องสำคัญทั้งที่องค์ประชุมคณะกรรมการฯมีเพียงระดับปลัดกระทรวง เท่านั้น ไม่ได้มีผู้แทนจากภาคประชาชนหรือฝ่ายอื่นๆ เข้าไปร่วมพิจารณา นายพัฒนา กล่าวว่า คงไม่สามารถมองเป็นการลักไก่ได้ เพราะกฎหมายได้เปิดช่องเอาไว้ให้ดำเนินการได้

หมายความว่ากฎหมายมองเห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในบางประการที่การบริหารราชการแผ่นดินจะต้องเดินหน้าต่อไปโดยที่ไม่ขาดความต่อเนื่อง และแน่นอนเราไม่ได้คิดว่าเราจะทำเรื่องต่างๆให้มันชักช้า อย่างที่เรียนว่าต้องสร้างสมดุลให้ดีระหว่างการดำเนินการทางเศรษฐกิจกับการรักษาสุขภาพของประชาชน

ย้ำเรื่องเร่งรีบ ต้องสร้างความชัดเจน

ทำไมเรื่องนี้ต้องดำเนินการอย่างเร่งรีบ เไม่รอให้ตั้งองค์ประชุมครบทุกองค์ประกอบก่อน นายพัฒนา กล่าวว่า ความเร่งด่วนมีหลายแง่มุม ที่ประชุมเมื่อวานโดยผู้แทนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอว่าในช่วงนี้เป็นช่วงใกล้กับเทศกาลปีใหม่ ถัดไปก็จะเป็นสงกรานต์ พฤติกรรมของผู้บริโภค พฤติกรรมของนักท่องเที่ยว ที่จะเข้ามาในช่วงนี้มีการดื่มกินกัน

“ตรงนี้จึงต้องรีบทำให้เกิดความชัดเจน เพราะไม่ได้เกิดผลกระทบเฉพาะผู้บริโภคภายในประเทศเท่านั้น แต่มีผลกระทบสำหรับนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาในช่วงเวลาเหล่านั้นด้วย ซึ่งหลายๆ ประเทศก็มีความเป็นห่วงว่ากฎหมายที่มีการบังคับใช้ของไทยนั้นมีค่าปรับค่อนข้างสูง จะส่งผลกระทบต่อประชากรของเขาหรือไม่ เราจึงต้องเร่งทำความเข้าใจกับต่างชาติด้วย จึงต้องทำให้เกิดความชัดเจน และรวดเร็ว ต้องมองกว้างๆ ออกไปที่ประชาคมโลกด้วย”นายพัฒนากล่าว 

เมื่อถามหากมีการฟ้องศาลปกครอง นายพัฒนา กล่าวว่า จะฟ้องในมุมไหนไม่ทราบเหมือนกัน ถ้าฟ้องในมุมอำนาจว่าไม่สามารถประชุมได้ ตนคิดว่าด้วยกฎหมายเขียนเอาไว้ชัดเจนอยู่แล้วว่า คณะองค์ประชุมเท่าที่มีสามารถเปิดประชุมได้

ถึงตี 1 อนุญาตแค่ดื่ม ห้ามขาย

เมื่อถามว่ากรณีที่มีการต่อ ระยะเวลาอนุญาตให้นั่งดื่มภายในร้านได้อีก 1 ชั่วโมงหลังเวลาห้ามขายจะมีมาตรการตรวจสอบควบคุมอย่างไร นายพัฒนา ยืนยันว่า ระยะเวลาที่ต่อออกไปนี้ ไม่ได้ครอบคลุมถึงกรณีการขายของร้าน ในส่วนของร้านค้ายังอนุญาตให้ขายได้ถึงเที่ยงคืนเท่านั้น และให้สำหรับร้านค้าที่ไม่ใช่สถานบริการ

ดังนั้น การขายก็ต้องจบเที่ยงคืนเหมือนเดิม แต่ประกาศที่ออกมาเป็นประกาศเพื่อปกป้องและอะลุ่มอล่วยให้กับผู้บริโภคที่อาจจะยังรับประทานไม่หมด หรือ มีภาระที่จะต้องพาตัวเองหรือเพื่อนๆ กลับบ้านจะได้มีเวลาตั้งสติ ล้างหน้าล้างตา ทำตัวให้เป็นอันตรายน้อยกว่าบุคคลอื่นที่อยู่ในสังคม ทั้งนี้หากร้านยังฝ่าฝืนที่จะขายในช่วงเวลาที่อะลุ่มอล่วยให้กับผู้บริโภคทางร้านจะมีโทษ

“ยืนยันเรื่องนี้เป็นมาตรการคุมร้านค้าและเปิดช่องให้ผู้ที่นั่งดื่มสามารถมีเวลาในการปรับตัว ดังนั้นจึงแนะนำร้านค้าว่าท่านจะต้องแสดงเจตนาว่าท่านไม่ได้มีการขาย ไม่ว่าจะเป็นการหรี่ไฟลง ปิดแอร์ หรือจัดการข้าวของภายในร้าน ท่านไม่ควรทำให้หน่วยงานราชการ มองเห็นว่าท่านยังมีเจตนาชัดที่จะขายต่อ ถ้าท่านเจตนาค้าขายต่อท่านจะมีความผิด" นายพัฒนากล่าว

ยังไม่ถึงเวลาร่วมจ่ายเจ็บป่วยจากน้ำเมา 

เมื่อถามว่าควรมีการร่วมจ่ายกรณีการเข้ารักษาตัวจากอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วย เนื่องจากดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  นายพัฒนา กล่าวว่า อันนี้ยังเร็วเกินไปที่จะไปพูดถึงการร่วมจ่าย แต่ก็เฝ้าระวังตลอด และเป็นเหตุผลที่อยากจะศึกษาประมาณ 6 เดือน ว่าอัตราการเกิดอุบัติเหตุ หรืออัตราปัญหาผลกระทบทางสังคมจะเพิ่มขึ้นอย่างไรบ้าง ตรงนี้เราทราบดีว่าในแต่ละพื้นที่มีความจำเป็น หรือมีข้อเป็นห่วงที่ไม่เหมือนกัน จึงให้คณะกรรมการฯระดับจังหวัดเป็นผู้เสนอขึ้นมา

ไม่ย้อนแย้งเชิงนโยบาย

เมื่อถามว่ามองว่าเป็นการย้อนแย้งเชื่องนโยบายหรือไม่ ขณะที่มีนโยบายลดโรคไม่ติดต่อเรื้องรัง(NCDs) แต่เพิ่มเวลาขาย-ดื่มน้ำเมาที่เป็นปัจจัยเสี่ยงก่อโรค  นายพัฒนา กล่าวว่า ภารกิจหลักของสธ.ยังคงเป็นการควบคุม ป้องกัน รักษาโรค ซึ่งต้องรักษาหลักการนี้ให้มีความแข็งแรง แต่ในขณะเดียวกันจะมองเฉพาะมิตินี้อย่างเดียวคงไม่ได้ เพราะกระทรวงการท่องเที่ยวฯ และกระทรวงทางด้านเศรษฐกิจมีข้อนำเสนอออกมาต้องการทำให้ชัดเจน เป็นการปรับ ให้กฎหมายมีความร่วมสมัยมากขึ้น ชัดเจนมากขึ้น จึงต้องเอาตรงนี้มาสร้างสมดุลให้ดี

“ข้อเสนอตอนแรกขอขยายระยะเวลาซื้อ รับประทานมากกว่านี้ แต่ทางกระทรวงโดยคุณหมอ โดยกรมควบคุมโรคได้ให้เหตุผลไปแล้วว่า เพราะเหตุใดจึงไม่สามารถรับหรืออนุญาตไปให้ถึงตรงนั้นได้ ซึ่งคิดว่าในระดับที่มีมติออกมานี้เป็นระดับที่สมเหตุสมผล เหมาะสมต่อการดำเนินการศึกษาให้ชัดเจน เพื่อปรับวิธีคิดและการดูแลสุขภาพต่อไป แต่แน่นอนว่าไม่ใช่ว่าสธ.จะเป็นผู้รับภาระอย่างเดียว กระทรวงที่ดูแลฝ่ายปกครอง ก็ต้องช่วยเร่งรัดและเน้นย้ำในมาตรการเมาไม่ขับ ดื่มไม่ขับควบคู่กันไปด้วย”นายพัฒนากล่าว  

ถามย้ำว่ากังวลว่าจะกระทบกับการตั้งเป้าให้ประเทศไทยเป็น wellness Hub หรือไม่ ที่เน้นเรื่องดูแลสุขภาพหรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า ไม่ ตนคิดว่าเรื่อง wellness Hub เป็นเรื่องหนึ่งแต่องค์ประกอบของเรื่องนี้มีมากกว่าการดื่มหรือไม่ดื่มแอลกอฮอล์

รัฐบาลนี้ทำให้ชัดเจน

ถามต่อว่ากังวลเรื่องฐานเสียงหรือไม่เพราะมีการมองว่ารัฐบาลชุดนี้มีการผลักดันอบายมุข ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ นายพัฒนา กล่าวว่า ต้องทำความเข้าใจว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เริ่มในรัฐบาลชุดนี้ แต่เริ่ม มาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่มีการปรับปรุงและประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อต้นเดือนก.ย. 2568 และมีผลบังคับใช้ 60 วัน เลยมาตกอยู่ในช่วงจังหวะเวลานี้พอดี

“ช่วงเวลานี้ต่างหากหรือรัฐบาลนี้ต่างหากที่เป็นรัฐบาลที่เข้ามาสร้างความชัดเจนให้เกิดขึ้น และผลลัพธ์ต่างๆ ก็จะเอาผลการศึกษาเข้ามาวิเคราะห์มาพิจารณาอย่างเป็นธรรมและรอบด้าน ดังนั้นถ้ามองในมุมลักษณะแบบนี้จะมีความสมเหตุสมผลในการวางนโยบาย ที่รอบด้านมากกว่า”นายพัฒนากล่าว