พรึ่บ! บุคลากร สธ.ชูป้ายแก้ปัญหา รพ.ขาดทุน ต้องปฏิรูป สปสช. ขณะที่ “พัฒนา” ไม่รู้ต้องปฏิรูปอะไร สปสช. ชี้ระบบอาจจะดีอยู่แล้ว แต่อาจมีข้อจำกัดเรื่อง “ไม่ได้คุยกัน”
ผู้สื่อข่าวรายงานจากที่บุคลากรทางการแพทย์ในหลายโรงพยาบาล(รพ.) โดยเฉพาะที่สังกัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ออกมาสะท้อนถึงปัญหาการบริหารงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือกองทุนบัตรทอง ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) โดยเฉพาะเรื่องของงบส่วนผู้ป่วยในที่มีการกำหนดอัตราจ่ายต่ำกว่าต้นทุนจริง,การออกเกณฑ์จนทำให้ รพ.ถูกเรียกเงินคืน และปลายปีงบมีการจ่ายในอัตราต่ำกว่าที่กำหนด จนส่งผลต่อการเงินของ รพ.นั้น ล่าสุด มีบุคลากรทางการแพทย์ในหลาย รพ.สธ.มีการชูป้ายระบุข้อความว่า “กู้วิกฤติโรงพยาบาล ต้องปฏิรูปสปสช.”
เมื่อวันที่ 22 ต.ค.68 ที่กระทรวงสาธารณสุข นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ประเด็นข้อหารือร่วมกันระหว่างกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) ถึงทางออกการบริหารงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทองว่า เป็นการหารือด้วยดี ทิศทางดี ความรู้สึกที่ต้องการรักษาคุณภาพเป็นไปในลักษณะเดียวกัน
หลังจากนี้ก็จะทำงานเชิงรายละเอียดเข้มข้นมากขึ้น โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลางในการดูแลรักษาร่วมกัน ซึ่งรายละเอียดจะมีทยอยออกมาให้ทราบต่อไป ขณะนี้มีข้อตกลงร่วมกันว่า จะพูดไปพร้อมๆ กัน และพูดไปในทิศทางเดียวกัน ถือว่า โดยรวมเป็นบรรยากาศที่ดี
ต้องปฏิรูปอะไร ระบบดีอยู่แล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ประชุมร่วมมีการพูดคุยเรื่องการปฏิรูป สปสช.ด้วยหรือไม่ เนื่องจาก บุคลากรสาธารณสุขออกมาแสดงพลังเชิงสัญลักษณ์ถือป้าย “กู้วิกฤติโรงพยาบาล ต้องปฏิรูป สปสช.” นายพัฒนา กล่าวว่า ปฏิรูปอะไร
ถามต่อว่าปฏิรูประบบการบริหารงาน นายพัฒนา กล่าวว่า บางทีระบบอาจจะดีอยู่แล้ว เพียงแต่อาจมีข้อจำกัดที่อาจจะไม่ได้คุยกันหรือไม่ ยกตัวอย่างเห็นของแบบหนึ่งออกมาแต่ไม่ได้ดั่งใจเรา และเพอฟอร์มไม่ค่อยดี แต่จริงๆ ระบบอาจดีอยู่แล้ว
“แต่การปฏิบัติงานบางอย่างอาจติดอะไรนิดๆ หน่อยๆ ก็ต้องแก้พวกนี้ ส่วนเรื่องระบบ หากเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างจริงๆ ก็มาว่ากันได้ จะไม่ทำงานแบบเก็บปิด หรือหมกเม็ดปัญหา แต่จะเอาปัญหามากาง หาทางออกด้วยความโปร่งใส” นายพัฒนา กล่าว
เมื่อถามถึงกรณียังไม่เสนอของบประมาณกลาง 8 พันล้านบาทเข้า ครม. นายพัฒนา กล่าวว่า งบกลาง มีการคุยกันอยู่ในหลายด้าน อย่างไรก็ตาม ถ้ามีมติ ครม.ออกมาก็คงจบ
งบควรสะท้อนภาระจริงที่เพิ่มขึ้น
ก่อนหน้านี้ นายพัฒนา กล่าวว่า สิ่งที่ทำมาทั้งหมดของ สธ. และ สปสช. นั้นถือเป็นเรื่องดีที่ควรรักษาไว้ แต่เนื่องจากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงจึงต้องปรับให้เหมาะสมกับบริบทที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นสังคมผู้สูงอายุ วัยทำงานลดลง เป็นต้น โดยที่ประชุมมีความเห็นตรงกันว่างบประมาณในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติควรสะท้อนภาระจริงที่เพิ่มขึ้น
สำหรับประเด็นงบผู้ป่วยในที่ไม่เพียงพอนั้น สาเหตุหนึ่งคือ มีการบริการผู้ป่วยมากกว่าที่ สปสช. คาดการณ์ไว้ จึงทำให้งบประมาณที่เตรียมไว้ไม่เพียงพอ ซึ่งจากการหารือได้ข้อสรุปการว่าทั้ง 2 หน่วยงาน ต้องมีกลไกหารือร่วมกันอย่างต่อเนื่อง และต้องทราบข้อมูลเท่าๆ โดยจะมีการสื่อสารทำความเข้าใจกับโรงพยาบาลเพื่อให้ทราบข้อมูลเรื่องงบประมาณ แนวทางการบริหาร และการดำเนินการกรณีที่ให้บริการรักษาผู้ป่วยไปแล้วแต่งบประมาณไม่เพียงพอ
“สิทธิบัตรทองหรือ 30 บาทรักษาทุกที่นั้น เป็นหลักประกันสุขภาพของคนไทย เป็น Safety Net หรือตาข่ายความปลอดภัยที่รองรับด้านสุขภาพของประชาชนไว้ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในขณะนี้เป็นเพราะต้องการทำให้ระบบดีขึ้น และยั่งยืน บรรยากาศการหารือจึงเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ หลังจากนี้ทั้ง 2 หน่วยงานจะหารือแนวทางการบริหารงบปี 2569 และเตรียมเสนอของบประมาณในปี 2570 ร่วมกันต่อไป”นายพัฒนา กล่าว
งบปลายปิด 4 กองทุน ต้องตกลงร่วม
ด้าน นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การบริหารงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2569 หลังจากนี้ สธ. และ สปสช. จะทำงานกันอย่างใกล้ชิด ต้องรู้ข้อมูลเท่าๆ กัน โดยช่วงต้นปีงบประมาณจะมีการตกลงกับโรงพยาบาลเรื่องงบประมาณที่ได้รับ แนวทางการบริหารจัดการงบประมาณที่เป็นแบบปลายปิด เพื่อดูต้นทุน และประสิทธิผลของบริการ ซึ่งหลักๆ จะแยกเป็น 4 กองทุนย่อย คือ กองทุนผู้ป่วยนอก (OP) กองทุนผู้ป่วยใน (IP) กองทุนสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรค (PP) และกองทุนบริการกรณีเฉพาะ (CR)
ในส่วนของงบประมาณผู้ป่วยในที่มีประเด็นทุกปีว่าไม่พอนั้น ในปีงบประมาณ 2569 สธ. และ สปสช. จะระบุตัวเลขค่าน้ำหนักสัมพัทธ์ที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ เพื่อให้ทุกโรงพยาบาลได้รับทราบอัตราพื้นฐาน และ สปสช.ดำเนินการจ่ายตามนั้น เมื่อใกล้ปิดปีงบประมาณ หากงบประมาณเหลือไม่พอจ่ายตามอัตราที่ตกลงไว้ ให้แจ้งโรงพยาบาลทราบข้อมูล และแนวทางที่จะเพิ่มเติมงบประมาณให้เพียงพอ
“วิธีการนี้จะทำให้ในปีงบประมาณถัดไป สปสช. มีข้อมูลการให้บริการที่ชัดเจน และใช้เป็นฐานในการของบประมาณเพิ่มเติมเพื่อให้โรงพยาบาลบริการผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นพ.สมฤกษ์ กล่าว
ขณะที่ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า ยอมรับว่าการบริหารงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ผ่านมามีปัญหาจริง และอาจจะมีหลายด้านด้วย อย่างไรก็ตาม ทุกปัญหาสามารถแก้ไขได้ โดยเฉพาะจากความร่วมมือกับ สธ. และภาคส่วนอื่นๆ เพื่อบริหารจัดการร่วมกัน โดยในการบริหารงบประมาณปี 2569 ต่อไปจะเป็นการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด
โดยเฉพาะงบผู้ป่วยใน หากการให้บริการเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ จะมีการจัดการอย่างไร รวมถึงการปรับระบบให้บริหารอย่างมีส่วนร่วมมากขึ้น โปร่งใส และตรวจสอบได้ และจะมีการจัดทำข้อมูลเชิงหลักฐานที่ได้จากการให้บริการของกระทรวงสาธารณสุขเพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบในการจัดทำคำของบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในปีงบประมาณ 2570 ที่สะท้อนต้นทุน และประสิทธิผลของการให้บริการต่อไปด้วย
“สำหรับงบผู้ป่วยในปี 2568 เมื่อ ครม.มีมติแล้ว สปสช. จะนำเข้าสู่บอร์ด สปสช. เพื่อพิจารณาแนวทางการจัดสรรต่อไป ในส่วนของการโอนงบประมาณให้กับโรงพยาบาลนั้น ในช่วงนี้เป็นช่วงของการปิดปีงบประมาณ สปสช. ได้โอนให้โรงพยาบาลตามรอบปกติ และจะมีการสื่อสารตรงให้โรงพยาบาลได้รับทราบในแต่ละรายการต่อไปด้วย” นพ.จเด็จ กล่าว
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





