รพ.รัฐสะท้อนเบิกจ่ายงบฯผู้ป่วยในบัตรทอง เจอเกณฑ์บีบ 3 เด้ง ปรับลดอัตราจ่าย -ถูกหักเงินคืนย้อนหลัง สปสช. แจงอัตราลดเพราะผู้ป่วยเกินคาดการณ์-งบฯแบบปลายปิดไม่เพียงพอ
จริงอยู่ที่ว่า “รพ.รัฐให้บริการไม่มุ่งหวังกำไร หรือขาดทุน” แต่ก็จริงเช่นเดียวกันว่า หากรพ.เผชิญปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน ย่อมส่งผลต่อแนวทางการปรับปรุง พัฒนารพ. ขวัญกำลังใจบุคลากร ท้ายที่สุดผลจะส่งถึงคนไข้
ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2568 กลุ่มองค์กรวิชาชีพแพทย์ที่ประกอบด้วย ชมรมนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นพ.สสจ.) ชมรมโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป (รพศ./รพท.) ชมรมโรงพยาบาลสถาบันกรมการแพทย์ และคณะกรรมการโรงพยาบาลในกลุ่มสถาบันแพทย์แห่งประเทศไทย หรือ ยูฮอสเน็ต (Uhosnet) ได้ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึง พัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ในฐานะประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ภายหลังได้รับผลกระทบจากการบริหารจัดการงบผู้ป่วยในของระบบบัตรทอง
เนื้อหาในภาพรวมมีการสะท้อนถึง ปัญหางบฯผู้ป่วยในที่ต้องเผชิญนั้น มาจากการถูกบีบด้วยเกณฑ์การเบิกจ่าย 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่
1. อัตราจ่ายต่ำกว่าต้นทุนพื้นฐาน โดยมีการกำหนดอัตราจ่ายเพียง 8,350 บาทต่อ 1 น้ำหนักสัมพัทธ์ (AdjRW) ซึ่งต่ำมาก คิดเป็นเพียง 63% ของต้นทุนจริง จากการวิจัยเมื่อ 5 ปีที่แล้วพบว่า ต้นทุนอยู่ที่ 13,240 บาทต่อ 1 น้ำหนักสัมพัทธ์
2. การคำนวณย้อนกลับ (Rerun) และเรียกเงินคืน สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) ดำเนินการคำนวณย้อนกลับ (Rerun) ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2567ถึง 31 กรกฎาคม 2568ส่งผลให้อัตราจ่ายลดลงเหลือไม่ถึง 7,000 บาทต่อ 1 น้ำหนักสัมพัทธ์ในหลายโรงพยาบาล และมีการดึงเงินคืนจำนวนมากในทุกโรงพยาบาล
และ3. การขยายผลการตรวจสอบเวชระเบียน 33 เท่า สปสช.ยังมีการนำผลตรวจสอบคุณภาพเวชระเบียน (Audit chart) มาขยายผลเป็น 33 เท่า เพื่อหักเงินเพิ่มจากรพ.อีกด้วย
เรียกร้องให้ยกเลิกการนำผลตรวจสอบเวชระเบียนมาขยายผล 33 เท่า เพื่อหักงบผู้ป่วยในของทุกโรงพยาบาล และยกเลิกการคำนวณย้อนกลับ Rerun แล้วหักเงินคืนจากโรงพยาบาล โดยกรณีที่งบผู้ป่วยในไม่เพียงพอให้สปสช.บันทึกเป็นลูกหนี้ของโรงพยาบาลแทน เมื่อได้รับงบประมาณเพิ่มเติมให้รีบดำเนินการชำระหนี้ดังกล่าวให้โรงพยาบาลทันที
ยิ่งทำงานเยอะ กลับยิ่งได้เงินน้อย
ด้าน“พญ.ภาวิณี เอี่ยมจันทน์” ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสระบุรี ในฐานะประธานชมรม รพศ./รพท. กล่าวว่า ชมรมฯ ต้องการสะท้อนถึงการบริหารจัดการกองทุนของสปสช. เนื่องจาก สปสช.มีหน้าที่บริหารจัดการกองทุน จึงต้องคำนึงถึงความเสี่ยง ไม่ใช่โยนความเสี่ยงที่เกิดขึ้นมาให้ รพ. เพราะในการบริหารกองทุน ต้องมีการคาดการณ์ว่า เมื่อเงินไม่พอต้องมีแนวทางดำเนินการ ไม่ให้เกิดผลกระทบทั้งรพ.และผู้ป่วย
ทั้งนี้ การกำหนดค่า AdjRW ถือเป็นการทำร้าย รพ. เพราะยิ่งทำงานมาก ยิ่งผ่าตัดคนไข้มาก ยิ่งให้บริการทางการแพทย์แก่คนไข้จำนวนมาก กลายเป็นว่า รพ.ต้องแบกรับเองด้วยการถูกคำนวณค่า RW น้อยลงเรื่อยๆ รับงบประมาณน้อยลงไปทุกปี ซึ่งทุกเขตสุขภาพก็ไม่อยากให้คนไข้รอคิวนาน มีการผ่าตัด ต้องการให้คนไข้เข้าถึงบริการมากที่สุด แต่งบประมาณกลับสวนทาง
“เรื่องของงบฯปลายปิด เข้าใจได้ แต่เมื่อสปสช.มีหน้าที่บริหารกองทุน ต้องมีค่าความเสี่ยงว่า หากภาระงานเพิ่มมากขึ้น จะทำอย่างไร แต่กลายเป็นใช้วิธีเมื่องานเยอะขึ้น ก็หารให้ค่า RW น้อยลงจะได้จ่ายน้อยลง แบบนี้ไม่ถูกต้อง ไม่ใช่ซื้อขายของ กรณีนี้ คือ การรักษาคนไข้”พญ.ภาวิณีกล่าว
พญ.ภาวิณี เสนอว่า การบริหารกองทุนของสปสช. หากมีเงินส่วนที่เหลือ ที่เรียกว่า “เงินค้างท่อ” หมวดงบฯหรือกองทุนย่อยไหนใช้เงินไม่หมด เช่น งบสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค หรืองบ PP (Promotion & Prevention) และงบค่าบริการทางการแพทย์ตามรายการที่กำหนด( Fee Schedule) ก็ควรนำมาใช้ประโยชน์ในส่วนอื่นๆ ที่จำเป็น รวมไปถึงงบหน่วยบริการนวัตกรรมที่ใช้งบประมาณมากคุ้มค่าหรือไม่
ผู้ป่วยมากเกินคาดการณ์ งบฯไม่พอ
ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในฐานะโฆษก สปสช. กล่าวว่า ในส่วนของงบประมาณค่ารักษาผู้ป่วยในที่ไม่เพียงพอ เนื่องจากการใช้บริการผู้ป่วยในเพิ่มมากกว่าที่คาดการณ์ไว้นั้น ที่ผ่านมามติบอร์ด สปสช. ได้ดำเนินการของบกลางจากรัฐบาลเพิ่มเติมเพื่อให้ได้อัตรา 8,350 บาทต่อ AdjRW. ขณะนี้อยู่ระหว่างการนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีต่อไป
เร่งหารือแก้ปัญหาระยะสั้น
ขณะที่ พัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ว่า เรื่องนี้ต้องดูเหตุผลหลายอย่างประกอบ หนึ่งในนั้นคือการให้บริการผู้ป่วยที่มากกว่าการคาดการณ์ด้านงบประมาณ ซึ่งอาจทำให้การหมุนสภาพคล่อง ไม่เป็นไปตามแผนงาน ซึ่ง ตนกับนพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดสธ. และ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. กำลังจะคุยกันเพื่อบรรเทาปัญหา
ซึ่งการของบประมาณกลาง 8,000 ล้านบาท มาจ่ายหนี้ให้กับ รพ. เป็นหนึ่งในแนวทางแก้ปัญหา อย่างไรก็ตาม จะต้องมีการหารือเรื่องการจัดลำดับความสำคัญในการใช้งบประมาณต่อไป ส่วนเปัญหาเชิงโครงสร้างอาจต้องใช้เวลาสักระยะในการแก้ไขปัญหา
“ปัญหาระยะสั้นให้ความมั่นใจว่า ไม่ได้ปล่อยปละละเลย จะพูดคุยถึงแนวทางในการแก้ปัญหา ขอให้อดทนรออีกสักครู่ อีกสักระยะหนึ่ง รับรองว่าไม่นานก็จะมีมาตรการต่างๆ ออกมาบรรเทาความรู้สึก สามารถให้ รพ.ต่างๆ ในเครือข่ายได้ทำงาน ให้บริการดูแลผู้ป่วยได้อย่างราบรื่นต่อไป" นายพัฒนา กล่าว





