วันพุธ ที่ 11 มีนาคม 2569

Login
Login

นำร่อง 'รพ.สธ. 35 แห่ง' รองรับ 'ประกันสุขภาพเอกชน' ขุมเงิน 1.5 แสนล้าน

นำร่อง 'รพ.สธ. 35 แห่ง' รองรับ 'ประกันสุขภาพเอกชน' ขุมเงิน 1.5 แสนล้าน

สธ.นำร่องรพ.สธ. 35 แห่ง รองรับประกันสุขภาพเอกชน ขุมเงิน 1.5 แสนล้าน ขณะที่ขาดทุนจากดูแลต่างด้าวปีละ 4,000 - 5,000 ล้านบาท เร่งแนวทางแก้ปัญหาศูนย์ผู้หนีภัย  ชงของบกลาง 160 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 3 ก.ย.2568 ที่กระทรวงสาธารณสุข นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข แถลงภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ว่า ที่ประชุม ยังได้ติดตามความคืบหน้าเรื่อง การขับเคลื่อนนโยบายเพิ่มรายรับ สร้างรายได้ ยกระดับบริการรองรับประกันสุขภาพเอกชน โดยประกันสุขภาพเอกชน มีเงินหมุนเวียนสูงกว่า 150,000 ล้านบาท
กระทรวงสาธารณสุข จึงมีไอเดียพัฒนาระบบบริการ เพื่อรองรับรายได้ใหม่จากประกันสุขภาพเอกชน ขณะนี้ได้วางเครือข่ายโรงพยาบาลนำร่อง จำนวน 35 แห่ง ในทุกเขตสุขภาพ ส่วนกฎระเบียบ ก็อยู่ระหว่างการหารือกับกรมบัญชีกลาง เพื่อให้สามารถรับ จ่ายเงินที่เกิดจากบริการในเวลาราชการได้

เรื่องการดูแลสุขภาพแรงงานต่างด้าว ซึ่งเป็นปัญหาซับซ้อน และเกี่ยวข้องกับ 3 กระทรวง ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุข ขาดทุน ปีละ 4,000-5,000 ล้านบาท เพราะต้องดูแลแรงงานต่างด้าวที่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสุขภาพ

ขณะที่แรงงานต่างด้าว ที่ขึ้นทะเบียนจะทำประกันสุขภาพในราคาประมาณ 1,735 บาทต่อคนต่อปี แต่ต้นทุนจริงในการดูแลอยู่ที่เกือบ 4,000 บาทต่อหัวต่อปี อ้างอิงตัวเลขใกล้เคียงกับสิทธิ 30 บาทที่รักษาพยาบาลคนไทย ส่วนต่างนี้คือ ภาระที่ สธ.ต้องแบกรับ จึงขาดทุน 4,000-5,000 ล้านบาท


นำร่อง 'รพ.สธ. 35 แห่ง' รองรับ 'ประกันสุขภาพเอกชน' ขุมเงิน 1.5 แสนล้าน

ส่วนแนวทางการแก้ปัญหาผู้หนีภัยจากการสู้รบจากประเทศเพื่อนบ้าน ในพื้นที่พักพิงชั่วคราว  จากเมียนมาประมาณ 200,000 คนตามแนวชายแดนที่ จ.แม่ฮ่องสอน ตาก และกาญจนบุรี เดิมมีองค์กร IRC ดูแล  แต่เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่ง ส่งผลให้องค์กรIRC ติดปัญหาเรื่องสภาพคล่อง ทำให้ประเทศไทยต้องรับภาระ

จึงได้เตรียมการโดยของบกลาง ประมาณ 160 ล้านบาท และในปีต่อไปหวังว่า สภาความมั่นคงแห่งชาติ จะเข้ามาจัดระเบียบของแรงงานต่างด้าว เช่น ทำให้ขึ้นทะเบียน หรือว่าไม่ขึ้นทะเบียนก็จะต้องดำเนินเรื่องการสแกนม่านตาเพื่อยืนยันตัวตน ซึ่ง สธ.ก็จะลงนามความร่วมมือกับสภากาชาดไทยในการดำเนินการเรื่องนี้ เพื่อเชื่อมโยงกับกลไกการเฝ้าระวัง ป้องกันควบคุมโรค

สำหรับความคืบหน้าของโครงการ "อสม. ชวนคนไทยนับคาร์บ" จากคนไทยที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด 42 ล้านคน ได้เก็บข้อมูลเชิงลึกจาก 6.5 ล้านคน พบว่าสามารถลดน้ำหนักรวมกันได้ถึง 9.6 ล้านกิโลกรัม ซึ่งตัวเลขนี้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจถึง 9,600 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มผู้ป่วยที่เข้าโครงการโดยตรงอีกประมาณ 300,000 คน ที่สามารถลดค่าใช้จ่ายด้านยาได้ถึง 838 ล้านบาท

"ถ้าหากสามารถนำข้อมูลของทั้ง 42 ล้านคน มาประมวลผลได้ทั้งหมดเทียบบัญญัติไตรยางก็จะเพิ่มขึ้นราว 7 เท่า ก็คาดว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจจากการลดน้ำหนักของประชาชนได้จากการนับคาร์บ 50,000-60,000 ล้านบาท"นายสมศักดิ์ กล่าว  
 

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์