วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม 2569

Login
Login

บอร์ดสปสช. เห็นชอบ 'วิธีกรองพลาสมา' รักษา 'ผู้ป่วยไทรอยด์'

บอร์ดสปสช. เห็นชอบ 'วิธีกรองพลาสมา' รักษา 'ผู้ป่วยไทรอยด์'

บอร์ดสปสช. เห็นชอบ เพิ่มทางเลือกการรักษา  “ผู้ป่วยไทรอยด์เป็นพิษรุนแรง” ด้วย “วิธีกรองพลาสมา” เริ่มตั้งแต่ปีงบ 68 คาดการณ์ปี 69 ผู้ป่วยมีจำนวน 170 ราย

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2568   นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บอร์ดสปสช.) กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบ สิทธิประโยชน์การรักษาคนไข้ต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไป (Hyperthyroidism) ที่มีภาวะไทรอยด์เป็นพิษรุนแรงด้วยวิธีการกรองพลาสมา (Plasmapheresis) เพื่อเป็นหนึ่งในทางเลือกการรักษาให้กับผู้ป่วยสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) ตามข้อเสนอของสมาคมต่อมไร้ท่อแห่งประเทศไทย

บอร์ด สปสช. ได้พิจารณาและเห็นชอบ สิทธิประโยชน์การรักษาคนไข้ต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไปที่มีภาวะไทรอยด์เป็นพิษรุนแรง (Thyroid crisis) และไม่ตอบสองต่อการใช้ยารักษาด้วยวิธีการกรองพลาสมา”ให้เริ่มดำเนินการในปีงบประมาณ 2568 เบิกจ่ายจากงบผู้ป่วยในตามกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม (Diagnosis Related Groups : DRGs) เนื่องจากมีผลกระทบต่อภาระงบประมาณไม่มาก โดยที่ประชุมฯ ได้เห็นชอบหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการจ่ายสำหรับบริการฯ แล้ว

นอกจากนี้ ที่ประชุมฯ ยังได้มอบสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ประสานสมาคมต่อมไร้ท่อแห่งประเทศไทย เรื่องแนวทางเวชปฏิบัติการทำวิธีการกรองพลาสมาในการรักษาคนไข้ต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไป และประสานกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพื่อเตรียมความพร้อมในการให้บริการ  

ด้าน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ข้อเสนอสิทธิประโยชน์นี้ ทางสมาคมต่อมไร้ท่อได้เสนอเพื่อเพิ่มการรักษาให้กับผู้ป่วย โดยสปสช.ได้นำเข้าสู่โครงการพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ ยูซีบีพี (UCBP) 

จากฐานข้อมูล  E-Claim สปสช. ปี 2567 มีผู้ป่วยต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไปจำนวน 33,319 คน มีเพียงจำนวน 33 คน ที่ต้องรักษาด้วยวิธีการกรองพลาสมา และในจำนวนผู้ป่วยมีภาวะไทรอยด์เป็นพิษรุนแรงจำนวน 1,719 คน มีเพียง 20 คน ที่ต้องรักษาด้วยวิธีการกรองพลาสมา

“การรักษาวิธีนี้จะให้การดูแลเฉพาะผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้ คือผู้ป่วยไทรอยด์เป็นพิษรุนแรงที่มีข้อห้ามในการใช้ยาต้านไทรอยด์ หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา และเพื่อการเตรียมความพร้อมผู้ป่วยไทรอยด์เป็นพิษรุนแรงก่อนการรักษาด้วยการผ่าตัดต่อมไทรอยด์ โดยการให้บริการจะต้องดำเนินการภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทางและบุคลากรที่ผ่านการฝึกอบรม ซึ่งเป็นบริการเฉพาะในโรงพยาบาลตติยภูมิและโรงพยาบาลเอกชน”นพ.จเด็จกล่าว

จากการคำนวณด้วยค่า DRGs เฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 25,000 บาทต่อราย โดยปีงบประมาณ 2568 ในช่วงเวลาที่เหลือคาดว่าจะมีผู้ป่วยจำนวน 70 ราย และปี 2569 คาดการณ์ผู้ป่วยมีจำนวน 170 ราย ซึ่งจากข้อมูลนี้สะท้อนถึงภาระงบประมาณที่ไม่มาก แต่ทำให้ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องรับการรักษาด้วยวิธีนี้สามารถเข้าถึงได้

“ต่อมไทรอยด์มีหน้าที่ในสร้างฮอร์โมนไทรอยด์ที่มีความสำคัญต่อการทำงานของอวัยวะทุกส่วน ช่วยให้ร่างกายมีความสมดุล แต่หากต่อมไทรอยด์ทำงานมากจนเกินปกติ สร้างฮอร์โมนไทรอยด์มากกว่าที่ร่างกายต้องการ ก็จะส่งผลเสียต่อสุขภาพที่ร้ายแรงได้ ซึ่งผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการรักษา และเข้าถึงวิธีการรักษาที่จำเป็นในกรณีที่ไม่สามารถรักษาได้ด้วยยา”นพ.จเด็จ กล่าว