background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

‘7.6 แสนล้าน’ ต้นทุนไทยเพราะ‘คนอ้วน’ เร่งทำ 'NCDs Ecosystem' เอื้อลดโรค

‘7.6 แสนล้าน’ ต้นทุนไทยเพราะ‘คนอ้วน’ เร่งทำ 'NCDs Ecosystem' เอื้อลดโรค

กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)มีนโยบายหลักในปีงบประมาณ 2568 คือ “การลดเจ็บป่วยจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ โรคNCDs” แม้จะเป็นโรคที่มีสาเหตุส่วนใหญ่มาจากพฤติกรรมของคน ที่ทำให้เกิดความเสี่ยง และนำมาสู่การเป็นโรค

 แต่ในการป้องกันและลดจำนวนผู้ป่วยจะหวังเพียงให้คนปรับพฤติกรรมตัวเองอย่างเดียวนั้นไม่ได้ การสร้างระบบแวดล้อมให้เอื้อที่จะสนับสนุนให้ลดพฤติกรรมเสี่ยงของโรค หรือป้องกันคนจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆก็เป็นสำคัญไม่แพ้กัน 

3 ข้อไทยติดตัวแดงเป้าลด โรคNCDs

เมื่อวันที่ 28 พ.ย.2567 ที่อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี  ภายในงาน สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่  17 พ.ศ.2567 “เศรษฐกิจยุคใหม่ สร้างสุขภาวะไทยยั่งยืน” มีเวทีเสวนานโยบาย  เรื่อง “การปรับสภาวะแวดล้อมเพื่อลดโรคไม่ติดต่อ NCDs Ecosystem

นพ.กฤษดา หาญบรรเจิด ผู้อำนวยการกองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)  กล่าวว่า สถานการณ์ของประเทศไทยตาม 9 เป้าหมายลดโรคNCDs หรือโรคไม่ติดต่อระดับโลก พบว่า มี  2 เป้าหมายที่ผ่านเกณฑ์อยู่ระดับสีเขียว คือ ประชาชนได้รับยาและการให้คำปรึกษาในการป้องกันโรคหัวใจเฉียบพลัน และการมียาและเทคโนโลยีที่เพียงพอและเหมาะสมในการดูแลผู้ป่วยโรคNCDs

มี 4 ข้ออยู่ที่ระดับสีเหลือง  คือ  ความน่าจะเป็นของการเสียชีวิตที่อายุ  30 ปีถึง 70 ปี  โรคNCDs ,ปริมาณแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ต่อหัวประชากร ,ค่าเฉลี่ยปริมาณการบริโภคเกบือและโซเดียมของประชาชนไทย  และความชุกของการบริโภคยาสูบในประชาชนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป
และ 3 ข้อที่อยู่ระดับสีแดง ได้แก่  ความชุกของการมีกิจกรรมทางกายที่ไม่เพียงพอ ยังห่างจากค่าเป้าหมายในปี 2568 อีกราว 13 % ,ความชุกของภาวะความดันโลหิตสูงในประชากรอายุ 18 ปีขึ้นไปยังห่างค่าเป้าหมายอีก 10 % และความชุกของภาวะน้ำตาลในเลือกสูง/โรคเบาหวานในประชากร 18 ปีขึ้นไปยังห่างอีก 3% และความชุกของโรคอ้วนในประชากร 18 ปีขึ้นไป ยังห่างค่าเป้าหมายอีกราว  7 %

4 เป้าป้องกัน-ควบคุมโรคNCDs

ตามแผนปฏิบัติการด้านการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อของประเทศไทย(พ.ศ.2566-2570) กำหนด 3 ยุทธศาสตร์หลัก คือ 1.บูรณาการเครือข่ายทุกภาคส่วนในการจัดการโรคNCDs(Smart NCD Network) 2.สร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ ความตระหนักรู้ รู้เท่าทันและค่านิยมในการป้องกันควบคุมNCDsของคนในชาติ และ3.สร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการจัดการNCDsของประเทศ (NCD Ecosystem)
ตัวชี้วัดภายใต้แผนปฏิบัติการฯ คือ 1.การเสียชีวิตก่อยนวัยอันควรอายุ 30-70 ปีจากโรคNCDs (โรคหัวใจและหลอดเลือด,โรคเบาหวาน,โรคมะเร็งและโรคทางเดินหายใจเรื้อรัง) ลดลง 25 %

2.ความชุกความดันโลหิตสูงในประชากรที่มีอายุ  18 ปีขึ้นไป ลดลง  25%

3.ความชุกเบาหวานในประชากรที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ไม่เพิ่มขึ้น

4.ความชุกโรคอ้วนในประชากรที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ไม่เพิ่มขึ้น

3 หลักการสร้าง NCDs Ecosystem

นพ.กฤษดา กล่าวด้วยว่า  การที่ต้องเน้นเรื่องEcosystem ในการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการจัดการโรคNCDsของประเทศ เพราะการจะทำงานร่วมกับหลายภาคส่วนได้หากไปบอกให้หน่วยงานอื่นๆที่ไม่ใช่ด้านสุขภาพ ให้ช่วยลดโรคNCDs อาจจะมองว่าไม่เกี่ยวข้อง  เช่น กระทรวงการคลังอาจเข้าใจว่าจะให้ช่วยลดโรคทำไม แต่ถ้าบอกว่า ประเทศจะประสบปัญหาเงินไม่มี จากการที่วัยแรงงานเสียชีวิตก่อนวัยอันควร จะเห็นภาพว่าเริ่มเกี่ยวข้อง จึงเป็นสาเหตุที่ต้องเริ่มดำเนินการ

“กรอบพัฒนาระบบนิเวศเพื่อลดโรคไม่ติดต่อ (NCDs Ecosystem) ใน 3 หลักการสำคัญ คือ เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม กลไกการคลัง/ภาษี และกลไกเครดิตทางสังคมที่อาจจะเป็นเรื่องใหม่ ซึ่งรมว.สาธารณสุขพูดถึงเรื่องสุขภาพดีมีคืนภาษี ถ้ามีสุขภาพที่ดีอีกหน่อยก็จะหาช่องทางเพื่อให้สามารถคืนภาษีได้ พยายามจะทำให้เกิดขึ้น”นพ.กฤษดากล่าว 
 

ต้นทุนเพราะคนอ้วนจะทะลุ 7.6 แสนล้าน

ด้านพญ.สายพิณ โชติวิเชียร ผู้อำนวยการสำนักโภชนาการ กรมอนามัย กล่าวว่า การพัฒนาระบบนิเวศเพื่อลดโรคไม่ติดต่อ (NCDs Ecosystem)ไม่ใช่เรื่องเฉพาะของกรมอนามัย หรือกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)แต่ต้องมีหลายส่วนที่จะมาขับเคลื่อน เนื่องจากขณะนี้เด็กไทยมีแนวโน้มอ้วนมากขึ้นตั้งแต่เด็ก 5 ปีจนถึงวัยเรียน หากสามารถป้องกันเรื่องอ้วนตั้งแต่เด็ก ก็จะทำให้เรื่องโรคNCDsป้องกันได้ด้วย โดยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาเด็กไทยมีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วนเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า ติด 1 ใน 3 อาเซียน 

“มีการศึกษาต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์จากโรคอ้วน ประเทศไทย ว่าหากปล่อยให้จำนวนเด็กอ้วนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ทำอะไร  ค่าใช้จ่ายที่เป็นค่ารักษาพยาบาลและการตายก่อนวัยอันควร ในปี 2567 ที่สูงอยู่ที่ 12,142 ล้านบาท คาดการณ์จะเพิ่มเป็น 7.6 แสนล้านบาทในปี 2573”พญ.สายพิณกล่าว

ออกกฎหมายคุมอาหารหวาน-มัน-เค็มเกิน

เมื่อพิจารณาผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มของประเทศไทยที่มีการจำหน่ายในท้องตลาด โดยยึดตามเกณฑ์มาตรฐานโภชนาการ พบว่า 88 % ไม่ผ่านเกณฑ์โภชนาการในเรื่องหวาน มัน เค็ม และการส่งเสริมการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่หวาน มัน เค็ม ที่กระตุ้นให้ซื้อและบริโภคมากขึ้นนั้น พบว่า เด็กไทย 84 % เห็นการตลาดอาหารหวานมันเค็ม และ 40 % การตลาดทำให้เด็กไทยชอบ ซื้อ บริโภรคเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ มาตรการควบคุมการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ การศึกษาในไทยพบว่า มาตรการที่เป็นช่องว่างสำคัญ ตามกรอบมาตรการเพื่อยุติภาวะอ้วนในเด็กระดับโลกนั้น ประเทศไทยมีกฎหมายเกี่ยวข้องบางส่วน แต่ยังขาดกฎหมายเฉพาะการตลาดและการโฆษณาอาหารและเครื่องดื่มในเด็ก
‘7.6 แสนล้าน’ ต้นทุนไทยเพราะ‘คนอ้วน’ เร่งทำ 'NCDs Ecosystem' เอื้อลดโรค

ซึ่งกรมอนามมัยได้ยก(ร่าง) พ.ร.บ.ควบคุมการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเด็ก(อาหารและเครื่องดื่มที่มีไขมัน น้ำตาล โซเดียมสูงเกินเกณฑ์)แล้ว อยู่ระหว่างรอเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี(ครม.) สาระสำคัญ จะเป็นการคุ้มครองเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี และควบคุมการตลาดผลิตภัณฑ์อาหารที่ไขมัน น้ำตาล โซเดียมสูงเกินเกณฑ์ กำหนดมาตรการ อาทิ

  • ควบคุม ฉลาก ต้องไม่ใช้เทคนิคดึงดูดเด็ก  เช่น การ์ตูน ดารา และควรให้มีการแสดงสัญลักษณ์กำกับที่เข้าใจง่าย
  • ควบคุม แสดงความคุ้มค่าด้านราคา เช่น ป้ายลดราคา ป้ายความคุ้มค่าด้านปริมาณ
  • ควบคุมการจำหน่ายในสถานศึกษา ระดับต่ำกว่าอุดมศึกษา โดยเฉพาะระดับประถมฯและมัธยมฯ
  • ควบคุมการโฆษณา เช่นใน โทรทัศน์ วิทยุ ออนไลน์ ระบบขนส่งสาธารณะ
  • ควบคุมการแลก แจก แถม ให้ ชิงโชค ชิงรางวัล
  • ควบคุมการบริจาคอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเด็กในสถานศึกษาและสถานที่ศูนย์รวมของเด็ก
  • การมอบหรือให้สิ่งของ อุปกรณ์ของใช้หรืองบประมาณในการจัดกิจกรรมใดแก่เด็ก ต้องไม่เชื่อมโยงถึงอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเด็ก
  • การจัดการตั้งกลุ่ม ชมรม ชุมชนออนไลน์ ต้องไม่สนับสนุนให้เกิดการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเด็กโดยตรง
  • การติดต่อ ชักชวน หรือจูงใจเด็ก ต้องไม่สนับสนุนให้เกิดการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเด็กโดยตรง

รายได้ภาษี 3 สินค้าส่งผลต่อสุขภาพ

ขณะที่ ณัฐพล สุภาดุลย์ ผู้อำนวยการส่วนนโยบายภาษีสรรพสามิต สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง  กล่าวว่า  ปัจจุบันกระทรวงการคลังมีการจัดเก็บภาษีสินค้าที่ส่งผลต่อสุขภาพ 3 รายการ คือ สุรา ในปี 2567 รัฐบาลจัดเก็บภาษีได้ประมาณ 1.5 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นราว2 % คิดเป็น 30 % ของภาษีสรรพสามิต

ส่วนยาสูบ ปี2567 จัดเก็บภาษีได้ 50,000 ล้านบาท ลดลง 11 %  คิดเป็นสัดส่วนรายได้ภาษีสรรพสามิต 10%

 และเครื่องดื่มสำเร็จรูป เริ่มจัดเก็บในฐานน้ำตาลตั้งแต่ปี 2560  โครงสร้างแบ่งเป็น 2 ส่วน โดย1.จัดเก็บเป็นฐานมูลค่าที่ 0.14 %ของราคาขายปลีกแนะนำ ร่วมกับ2.ฐานอัตราปริมาณน้ำตาล ที่แปรผันตามปริมาณน้ำตาลที่ 0-5 บาทต่อลิตร ซึ่งเมื่อดูจากตัวเลขตัดเก็บส่วนใหญ่เก็บมาได้จากฐานมูลค่าทั้งหมด มีจากฐานปริมาณน้ำตาลนิดหน่อยแต่ก็มีส่วนทำให้ผู้ประกอบการปรับสูตรให้มีความหวานน้อยลง ในปี 2567 จัดเก็บได้ราว 30,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8 % คิดเป็น 5 %ของรายได้ภาษีสรรพสามิต

“รายได้จากการจัดเก็บภาษีสินค้าที่ส่งผลต่อสุขภาพรวมแล้วเป็นสัดส่วนภาษีสรรพสามิต 45 % แปลว่าภาษาสรรพสามิตก็มีความเป็นHealthy อยู่ระดับหนึ่งแม้ว่าจะมีภาษีอื่นที่สรรพสามิตเก็บอยู่ด้วย เช่น น้ำมัน รถยนต์ อีกราว 60 %”ณัฐพลกล่าว

ตามหลักสุขภาพแล้ว ฐานปริมาณควรจัดเก็บภาษีในฐานเดียวกัน ราคาเดียวกัน อัตราเดียวกัน เช่น สุราบางประเภทอัตราแอลกอฮอล์จะแพง บางประเภทอัตราแอลกอฮอล์ถูก ทั้งที่กินแล้วเมาเหมือนกัน ทำไมกินบางประเภทแล้วอัตราเก็บภาษีต่ำกว่า แต่ภาษีด้านสุขภาพนั้นไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรบุเป้าหมายด้านสุขภาพอย่างเดีย แต่ยังมีวัตถุประสงค์ด้านอื่นๆ เช่น กระจายรายได้และเศรษฐกิจที่ต้องพิจารณาร่วมด้วย 

“การใช้มาตรการภาษีจึงเป็นเครื่องมือหนึ่งเท่านั้นที่จะเข้าไปบรรลุเป้าหมายด้านสุขภาพ การออกแบบมาตรการNCDs อาจจะต้องใช้มาตรการไม่ใช่ภาษี โดยเห็นด้วยเรื่องEcosystem เช่น ถ้ามีอาหารไม่ดีอยู่หน้าบ้าน จะไม่กินก็ไม่ได้ เป็นต้น”ณัฐพลกล่าว 

จุดที่ควรปรับเรื่องภาษี

สำหรับภาษีบุหรี่ซิกาแร็ต สะท้อนให้เห็นว่าตั้งแต่ปี 2560 ยิ่งเก็บยิ่งได้ลดลงเรื่อยๆ ปีละราว 10 % จึงอาจจะต้องพิจารณาเรื่องต้นทุนการหลบเลี่ยงภาษีร่วมกับอัตราภาษี เพราะตอนนี้ขึ้นภาษีจนต้นทุนหลบเลี่ยงภาษีต่ำกว่าแล้ว  คนก็เลือกหลบเลี่ยงภาษีไปจ่ายค่าปรับแทน  จึงต้องปรับเรื่อง เพิ่มต้นทุนในการหลบเลี่ยง เช่น เพิ่มค่าปรับ หรือ กวดขันเรื่องการตรวจสอบสินค้า เป็นต้น

เครื่องดื่มสำเร็จรูป   ในส่วนของเครื่องดื่มชงสด ซึ่งภาษีสรรพสามิตไม่ครอบคลุม  ต้องใช้มาตรการอื่น อย่างเรื่องฉลากอาหารเข้ามาร่วมด้วย เช่น สิงคโปร์ ให้แสดงฉลากระดับความหวานของเครื่องดื่มเป็นสีเขียว เหลือง แดง โดยอิงกับผลแล็ปที่ส่งตรวจจึงมีความหวานเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องมาตรฐาความหวานน้อยแต่ละร้านไม่เหมือนกัน และออกเป็นกฎหมายเครื่องดื่มสีแดง ห้ามโฆษณา ซึ่งน่าสนใจกับประเทศไทย
 
และเรื่องสารทดแทนความหวาน  ใน 4-5 ปีก่อนผลกระทบต่อสุขภาพไม่ชัดจะนำมาใส่ในภาษีไม่ได้ ปัจจุบันไม่แน่ใจว่าประเด็นผลกระทบต่อสุขภาพชัดเจนแล้วหรือไม่ เพราะในโลกนี้มีเพียงประเทศเดียวที่เก็บภาษีสารทดแทนความหวาน คือ ฟิลิปปินส์ แต่เบื้องลึกคือเก็บเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมมะพร้าวในประเทศ ดังนั้น จึงต้องรอให้มีความชัดเจนเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพของสารทดแทนความหวานก่อน จึงจะนำมาพิจารณาเรื่องเก็บภาษีได้ต่อไป