เมื่อองค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้การระบาดของ โรคเอ็มพอกซ์ หรือ ฝีดาษวานร หรือ ฝีดาษลิง เคลด 1บี เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ หลังมีการระบาดอย่างหนักในประเทศแถบแอฟริกา
ก่อนที่ต่อมาประเทศสวีเดนจะรายงาน พบผู้ป่วย ฝีดาษลิง เคลด 1บี รายแรกนอกพื้นที่ทวีปแอฟริกา ขณะที่ประเทศไทยก็รายงานเมื่อวันที่ 22 ส.ค.2567 ตรวจเจอผู้ป่วยรายแรกเช่นกัน โดยเป็นชายชาวยุโรป อายุ 66 ปี เดินทางเข้าไทยมาจากประเทศแถบแอฟริกาที่มีการระบาดของโรค ได้ 1 วันก่อนที่จะมีอาการ
ไปพื้นที่ระบาดควรรับวัคซีนฝีดาษลิง
เกิดความหวั่นวิตกต่อสถานการณ์ จนมีการพูดถึงเรื่องของ “วัคซีนฝีดาษลิง” โดยในส่วนของประเทศที่เป็นพื้นที่ระบาด ประเทศสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น เตรียมที่ช่วยเหลือเรื่องของวัคซีนและองค์การอนามัยโลกเรียกร้องให้บรรดาผู้ผลิตวัคซีนเพิ่มการผลิตวัคซีน MPox เพื่อใช้ควบคุมการระบาด
ขณะที่ ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคแห่งยุโรป (ECDC) ได้ปรับคำแนะนำการปฏิบัติตัวเพื่อรับกับสถานการณ์ว่า ผู้ที่เคยได้รับ วัคซีนป้องกันมาก่อน อาจฉีดเพียงเข็มเดียวเท่านั้น แทนการฉีดวัคซีนสองเข็ม โดยทั่วไปแล้วแนะนำให้ฉีดวัคซีนกระตุ้นทุกๆ 2 - 10 ปี หากบุคคลนั้นยังมีความเสี่ยงต่อการสัมผัสเชื้ออย่างต่อเนื่อง
สำหรับประเทศไทย ทั้งนี้ กรมควบคุมโรค ยังแนะนำให้คน 2 กลุ่มที่ควรต้องรับวัคซีน ได้แก่
1.กลุ่ม Health Care Worker เช่น พยาบาลที่ต้องทำงานในพื้นที่ระบาด
2.กลุ่มที่มีการสัมผัสเชื้อแล้ว เช่นคนที่มีเพศสัมพันธ์แล้วพบว่ามีเม็ดขึ้น
ซึ่งยังสามารถรับวัคซีนได้ทันภายใน 4 วันภูมิคุ้มกันขึ้นจะป้องกันการติดเชื้อได้อาจจะไม่ถึง 100 % แต่ถ้ารับภายในวันที่5-14 จะป้องกันความรุนแรงได้ โดยจะต้องรับวัคซีน 2 เข็ม ห่างกัน 28 วัน
ขณะนี้ยังไม่มีผู้ผลิตวัคซีนมาขึ้นทะเบียนนำเข้าในประเทศไทย มีเพียงการนำเข้ามาเพื่อศึกษาวิจัย ทว่า คนไทยที่เกิดก่อนปี 2523 ซึ่งเคยได้รับวัคซีนไข้ฝีดาษหรือการปลุกฝีแล้ว จะมีโอกาสติดเชื้อน้อยลง 5 เท่า และป้องกันความรุนแรงของโรคได้
5 กลุ่มวัคซีนผู้ไปต่างประเทศต้อง-ควรฉีด
ไม่เพียงแต่วัคซีนฝีดาษลิงเท่านั้น ในกรณีที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศ ก็ควรรับวัคซีนป้องกันโรคด้วย โดยหน่วยงานคลินิกเวชศาสตร์การเดินทางและท่องเที่ยว กรมควบคุมโรค ระบุ
วัคซีนที่ให้บริการสำหรับผู้ที่จะเดินทางไปต่างประเทศ แบ่งเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่
1.วัคซีนป้องกันโรคไข้เหลือง ประเทศที่ต้องฉีดไข้เหลืองตามกฎอนามัยระหว่างประเทศ คือ ผู้ที่จะเดินทางไปใน 42 ประเทศ เป็นทวีปอเมริกากลางและอเมริกาใต้ 13 ประเทศ ทวีปแอฟริกา 29 ประเทศ ต้องฉีดก่อนการเดินทางอย่างน้อย 10 วัน และร่างกายจะมีภูมิต้านทานตลอดชีวิต เช็กรายชื่อประเทศ
2.วัคซีนป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่น สำหรับผู้เดินทางไปประกอบพิธีทางศาสนาในประเทศซาอุดิอารเบีย และในแอฟริกา ตั้งแต่ประเทศแกมเบีย บูร์กินาฟาโซ เซเนกัล กีนี ไล่ไปทางตะวันออกจนถึงประเทศเอธิโอเปีย หรือเข้าไปในพื้นที่ที่มีการระบาดอยู่ ต้องฉีดก่อนเดินทางอย่างน้อย 10 วัน และร่างกายจะมีภูมิต้านทาน 3 ปี
3.วัคซีนป้องกันโรคอหิวาตกโรค สำหรับผู้ทำงานเดินเรือระหว่างประเทศ หรือไปในพื้นที่เสี่ยง หรือมีการระบาด เป็นวัคซีนชนิดรับประทาน 2 ครั้ง ห่างกัน 14-42 วัน
ต้องงดน้ำและอาหารก่อนมารับประทานวัคซีนอย่างน้อย 2 ชั่วโมง และงดน้ำและอาหารหลังรับประทานวัคซีนอย่างน้อย 1 ชั่วโมง จะมีภูมิต้านทาน 7 วันหลังจากที่รับประทานครั้งที่ 1 และภูมิต้านทานนาน 2 ปี
4.วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ สำหรับเดินทางไปประกอบพิธีทางศาสนาในประเทศซาอุดิอารเบีย หรือประเทศที่มีการระบาด ต้องฉีดก่อนเดินทางอย่างน้อย 2 อาทิตย์ ร่างกายจะมีภูมิต้านทาน 1 ปี
5.วัคซีนอื่นๆ ได้แก่ คอตีบ ไอกรน บาดทะยัก, ไข้สุกใส, ตับอักเสบ เอ, ตับอักเสบ บี, ไข้ไทฟอยด์ เป็นต้น
วัคซีนผู้ไปต่างประเทศที่แนะนำ
นอกจากนี้ ยังมีวัคซีนที่แนะนำเพิ่มเติม ได้แก่
- วัคซีนป้องกันโรคไทฟอยด์ ส่วนใหญ่จะพิจารณาให้ฉีดในนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปในประเทศแถบเอเชียใต้ เช่น อินเดีย เนปาล บังกลาเทศ ที่มีความเสี่ยงสูงในการติดโรคไทฟอยด์
- วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปในพื้นที่ห่างไกลอย่างประเทศอินเดีย ประเทศจีน หรือประเทศที่กำลังพัฒนาอื่นๆ เนื่องจากหากนักท่องเที่ยวถูกสัตว์กัดแล้ว การหาวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า อาจทำได้ยากมาก จึงควรพิจารณาให้วัคซีนโรคพิษสุนัขบ้าก่อนการสัมผัสโรค
- วัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอีกเสบเอ แนะนำให้วัคซีน ในประชากรกลุ่มเด็ก วัยรุ่นและผู้ใหญ่ตอนต้น ที่อาจจะไม่มีภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อโดยธรรมชาติมาก่อน ที่จะเดินทางไปในประเทศกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงในการติดเชื้อ คือ ประเทศในทวีปแถบเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบเอเชียใต้ และประเทศในทวีปแอฟริกาและอเมริกาใต้ ฉีด 2 เข็ม โดยมีระยะเวลาห่างกัน 6-12 เดือน
- วัคซีนรวมหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน (MMR) ถ้าหากไม่เคยได้รับวัคซีนชนิดนี้มาก่อน และไม่เคยมีการติดเชื้อตามธรรมชาติ (หรือไม่แน่ใจว่าเคยเป็นมาก่อนหรือไม่) ควรรับการฉีด MMR 2 เข็ม ห่างกัน 4 สัปดาห์ก่อนการเดินทาง โดยไม่จำเป็นต้องตรวจระดับภูมิคุ้มกันก่อนฉีดวัคซีน ซึ่งจะแนะนำสำหรับผู้ที่จะเดินทางไปยังประเทศกำลังพัฒนา
ทั้งนี้ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อขอคำแนะนำในการรับวัคซีน และควรตรวจสุขภาพก่อนออกเดินทาง
สถานที่รับวัคซีนผู้ไปต่างประเทศ
หน่วยงานคลินิกเวชศาสตร์การเดินทางและท่องเที่ยว กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคเพื่อเดินทางไปต่างประเทศ และออกหนังสือรับรองการฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดต่อระหว่างประเทศ (สมุดเล่มเหลือง) พร้อมทั้งให้คำแนะนำก่อน ระหว่าง และหลังการเดินทาง และประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง
เปิดให้บริการในเวลาราชการ ตั้งแต่วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30 น. – 15.00 น. (หยุดเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์) โดยให้บริการทั้งรายบุคคล และเป็นหมู่คณะ สามารถติดต่อด้วยตนเอง หรือทำนัดหมายออนไลน์ล่วงหน้า
รวมถึง ในรพ.เอกชนหลายแห่งก็มีบริการวัคซีนเช่นกัน
อ้างอิง : กรมควบคุมโรค ,รพ.เปาโล





