background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

“วัคซีนโควิด” วันนั้นถึงวันนี้ เกิดความกังวลใหม่

“วัคซีนโควิด” วันนั้นถึงวันนี้ เกิดความกังวลใหม่

กังวล ไม่มีวัคซีนโควิดให้ฉีด

ย้อนไปในช่วงเวลาที่สถานการณ์โควิด19 ระบาดใหญ่ เรียกได้ว่า ทั่วโลกอยู่ในภาวะชะงักงันทุกอย่าง เกิดผลกระทบวงกว้างไม่เพียงแต่มิติของสุขภาพเท่านั้น  รวมไปถึงเศรษฐกิจและสังคมด้านอื่นๆ

นั่นเพราะ เวลานั้น โควิด19 เป็นโรคอุบัติใหม่ ที่ยังไม่มีองค์ความรู้เกี่ยวกับโรคทั้งการป้องกัน อาการป่วย ความรุนแรงของโรค และไม่มีวัคซีนในการป้องกัน  ก่อนที่ต่อมาจะเริ่มมีองค์ความรู้เกี่ยวกับโรคนี้มากขึ้นโดยเฉพาะการป้องกันการติดต่อ

วัคซีนโควิด จึงเป็นความหวังของทั่วโลกในการที่จะหยุดการระบาดของโรคโควิด19 ทำให้หลาบริษัทเร่งวิจัยพัฒนาวัคซีน ก่อนที่จะทยอยเผยแพร่ผลศึกษาเกี่ยวกับวัคซีนโควิดของแต่ละบริษัท
หลายประเทศรวมถึงประเทศไทย  เริ่มที่จะมีการขึ้นทะเบียนวัคซีนโควิด แต่เป็นการอนุญาตให้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน (Emergency Use Authorization : EUA) โดยหน่วยงานควบคุมกำกับของแต่ละประเทศ โดยพิจารณาจากผลการทดสอบวัคซีนในมนุษย์(อาจมีผลศึกษาในเฟส3แล้วหรือไม่ก็ได้) ให้สามารถใช้กับประชากรกลุ่มเป้าหมายในประเทศนั้นๆได้

นพ.ณรงค์  อภิกุลวณิช เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า ในช่วงการระบาดของโรคโควิด19 ที่ยังไม่มีวัคซีนสำหรับการป้องกันการแพร่ระบาดและลดความรุนแรงของโรค แต่เพื่อให้ประชาชนมีวัคซีนใช้โดยเร็วและทันการณ์

อย. จึงกำหนดให้มีการขึ้นทะเบียนยาแบบมีเงื่อนไขในสถานการณ์ฉุกเฉิน(EUA)ที่มีความจำเป็นเร่งด่วน โดยกำหนดแนวทางให้บริษัทที่ประสงค์จะขึ้นทะเบียนแสดงข้อมูลที่เพียงพอในการสนับสนุนถึงคุณภาพ ประสิทธิผล และความปลอดภัยของวัคซีน รวมทั้งต้องติดตามความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด

“แม้จะใช้เวลาในการประเมินที่สั้นลง อย. ก็ยังคงให้ความสำคัญกับหลักฐานที่บ่งชี้ถึงความปลอดภัย คุณภาพ และประสิทธิผลของวัคซีน”นพ.ณรงค์กล่าว 

ความกังวลเกี่ยวกับวัคซีนโควิดของผู้คนในเวลานั้น คือ “ไม่มีวัคซีน ไม่ได้ฉีดวัคซีน และไม่ได้ฉีดวัคซีนตัวที่ต้องการ” แม้อาจจะมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของวัคซีนโควิดที่จัดเป็นวัคซีนชนิดใหม่อยู่บ้าง แต่ความกลัวโรคโควิดย่อมมีมากกว่า จนเกิดการด้อยค่าวัคซีนชนิดเชื้อตายที่รัฐจัดหาและเรียกร้องให้รัฐจัดหาวัคซีนชนิดmRNA ที่ต้องการ 

สู่ยุคกลัวผลกระทบจากการฉีดวัคซีนโควิด

เวลาผ่านเลยไป องค์ความรู้เกี่ยวกับอาการป่วย ความรุนแรงของโรค และแนวทางการรักษาที่มากขึ้น บวกกับประชาชนในประเทศไทยได้รับวัคซีนโควิดจำนวนมาก สถานการณ์ระบาดจึงค่อยๆบรรเทาลงเรื่อยๆ  และประเทศไทยประกาศยกเลิกโรคโควิด 19 จากโรคติดต่ออันตราย 
ปัจจุบันจำนวนคนที่เข้ารับการฉีดวัคซีนโควิด ที่ประเทศไทยมีการให้บริการเหลือเฉพาะวัคซีนโควิด ชนิด mRNA เป็น วัคซีนไฟเซอร์ และวัคซีนโมเดอน่า และไม่ได้มีการจัดหาซื้อมาเพิ่ม แต่ก็แทบไม่มีคนเข้ารับการฉีด

เกิดเป็นความกังวลใหม่ขึ้น เปลี่ยนจาก “กลัวไม่ได้ฉีด” เป็น “ฉีดวัคซีนโควิดไปแล้ว จะส่งผลกระทบระยะยาวต่อร่างกาย” 

โดยเฉพาะผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งมีการระบุไว้ตั้งแต่การขึ้นทะเบียนใช้ในภาวะฉุกเฉิน อย่างเช่น  ความเสี่ยงของการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบและเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ ของวัคซีนโควิดไฟเซอร์ การเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันของวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า

ฟ้องร้องวัคซีนไฟเซอร์

กอรปกับ ในต่างประเทศโดยเฉพาะฝั่งอเมริกาและยุโรป เริ่มปรากฎการฟ้องร้องบริษัทผู้ผลิตวัคซีน โดยเฉพาะวัคซีนไฟเซอร์ ที่มีการใช้อย่างมากในพื้นที่นั้น อย่างเช่น  กรณีศาลประจำภูมิภาคฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี เริ่มพิจารณาคดีฟ้องร้องบริษัท ไบโอเอ็นเทค (BioNTech) ร่วมกับ Pfizer บริษัทยายักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ผู้ผลิตวัคซีนmRNA ตัวแรกในชื่อ Comirnaty

จากคดีฟ้องร้องโดยผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งกล่าวหาว่าวัคซีนป้องกันโควิดทำให้เธอได้รับผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย
รวมถึง กรณี เคน แฟ็กซ์ตัน อัยการรัฐเทกซัส ฟ้องร้องดำเนินคดีโดยคำกล่าวหาที่มีต่อการวิจัยแบบ Gain of Function (GOF) โดยไฟเซอร์
อีกทั้ง ที่มีนักวิชาการของไทยออกมาระบุกรณีการพบสิ่งแปลกปลอมซึ่งมีลักษณะเป็นลิ่มเลือดสีขาว (White clot) ในหลอดเลือดผู้เสียชีวิตที่ได้รับการฉีดวัคซีนโควิด 19

กรณีนี้สถาบันวัคซีนแห่งชาติ ได้ออกแถลงการณ์ ระบุว่า สิ่งแปลกปลอมที่อ้างถึง ไม่ใช่ความผิดปกติของเลือดที่เกิดจากการฉีดวัคซีน mRNA แต่อย่างใด เป็นเพียงการตกตะกอนของโปรตีนส่วนประกอบของเลือดที่เกิดขึ้นภายหลังการตาย (ลิ่มเลือดภายหลังการ ตาย, postmortem blood clot) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติที่พบได้เป็นปกติในผู้เสียชีวิต และพบมาตั้งแต่ก่อนมีการระบาดหรือมีการใช้วัคซีนโควิด 19

วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน

ล่าสุดที่มีการเผยแพร่ข่าว อ้างถึงคดีฟ้องร้องแบบกลุ่มในสหราชอาณาจักร เกี่ยวกับผลข้างเคียงหลังรับวัคซีนโควิด ของบริษัทแอสตร้าเซนเนก้า ที่พบภาวะลิ่มเลือดอุดตัน จนทำให้มีผู้เสียชีวิต ขณะที่ บริษัทแอสตร้าฯ ได้โต้แย้งข้อกล่าวอ้างเหล่านั้น แต่ก็ยอมรับเป็นครั้งแรกในเอกสารของศาลฉบับหนึ่งว่า วัคซีนสามารถทำให้เกิด TTS หรือ ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน-ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ ได้ในบางกรณี

นอกจากนั้น ยังสามารถเกิดขึ้นได้หากไม่มีวัคซีนแอสตร้าฯ หรือวัคซีนใดๆ สาเหตุในแต่ละกรณีจะเป็นเรื่องของหลักฐานจากผู้เชี่ยวชาญ
กรณีสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่ใช่ข้อมูลใหม่ แต่เป็นข้อมูลที่ได้รับจากการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่เมื่อเริ่มมีการใช้วัคซีนโควิด 19 ชนิดไวรัสเวกเตอร์ ของ บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า ในวงกว้าง ซึ่งจากข้อมูลทั่วโลก พบว่า ภาวะ TTS ที่เกิดขึ้นภายหลังการได้รับวัคซีนโควิด 19 ชนิดไวรัสเวกเตอร์ เป็นเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่พบได้น้อยมาก  

“วัคซีนโควิด” วันนั้นถึงวันนี้ เกิดความกังวลใหม่

จากข้อมูลของสหราชอาณาจักร (ณ วันที่ 14 มิถุนายน 2564) และสหภาพยุโรปคาดการณ์ว่า ความเสี่ยงในการเกิด TTS ของประชากรในภูมิภาคอยู่ที่ประมาณ 1 ราย ต่อ 100,000 ประชากร ในขณะที่ ฐานข้อมูลความปลอดภัยระดับโลกของ บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า พบว่า อัตราการรายงาน TTS ต่อประชากร 1,000,000 ราย อยู่ระหว่าง 0.2 (ในประเทศแถบเอเชียและบราซิล) ถึง 17.6 (ในกลุ่มประเทศนอร์ดิก)

สำหรับประเทศไทย มีการฉีดวัคซีนโควิด 19 ของ บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า ทั้งหมด 48,730,984 โดส พบผู้สงสัยหรือยืนยันภาวะลิ่มเลือดอุดตันร่วมกับเกล็ดเลือดต่ำจำนวน  7 ราย อัตราการเกิดภาวะ TTS เท่ากับ 0.014 ต่อ 100,000 ประชากร   หรือ จะพบผู้มีภาวะดังกล่าวได้ 1 ราย ในผู้ได้รับวัคซีนจำนวน 10,000,000 คน

และภาวะ TTS ที่เกิดขึ้นภายหลังจากการได้รับวัคซีน ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นภายใน 3-21 วันแรก หลังจากที่ได้รับวัคซีน

ขณะที่ นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ประเทศไทยมีการฉีดวัคซีนแอสตร้าฯ ทั้งหมด 48 ล้านโดส โดย 1 คน ฉีด 2 โดส ดังนั้นมีผู้รับวัคซีนประมาณ 20 ล้านคน มีรายงานผู้เกิดลิ่มเลือดอุดตันหลังการรับวัคซีนแอสตร้าฯ 23 ราย แต่คณะอนุกรรมการพิจารณาเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์หลักการรับวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 พิจารณาแล้ว พบว่ามีผู้ป่วยลิ่มเลือดอุดตันที่เข้าข่ายอาจเกิดจากวัคซีน 7 ราย ในจำนวนนี้เสียชีวิต 2 ราย

อัปเดตวัคซีนโควิด สัญชาติไทย 

ด้าน นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กล่าวถึงการพัฒนาวัคซีนโควิดสัญชาติไทยว่า  ไม่ได้ทำต่อในส่วนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นื่องจากขณะนั้นไม่ทำการศึกษาวิจัยคงไม่ได้  แต่ด้วยสายพันธุ์ที่ปรับเปลี่ยนตลอด  อย่างไรก็ตาม องค์ความรู้ที่ได้ในการพัฒนา ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อประเทศ

องค์การเภสัชกรรม ที่วิจัยพัฒนาและผลิตวัคซีนโควิด ก่อนหน้านี้ได้รับการอนุมัติการขึ้นทะเบียนแบบมีเงื่อนไข (Conditional Approval) จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)  ยังจำเป็นต้องมีการพัฒนาสายพันธุ์ให้ทันและสอดคล้องกับสถานการณ์เช่นกัน  

“องค์ความรู้และศักยภาพที่เกิดจากการวิจัยพัฒนาวัคซีนโควิด สามารถนำมาใช้ในภายภาคหน้า หากมีโรคระบาดอีก หลายประเทศก็เช่นกัน เป็นต้นทุนในการพัฒนาศักยภาพของแต่ละประเทศ” นพ.นคร กล่าว

การฉีดวัคซีนโควิด ในระยะต่อไป

สำหรับการฉีดวัคซีนโควิดของประเทศไทย ในสถานการณ์ของโรคโควิด19 ที่ปัจจุบันไม่ได้เป็นโรคติดต่ออันตรายและวัคซีนไม่ได้ใช้ในภาวะฉุกเฉินแล้ว  การใช้วัคซีนจะต้องอยู่ในรูปแบบของวัคซีนในภาวะปกติ ต้องเป็นวัคซีนที่ผ่านกระบวนการ ศึกษา ผลดีผลเสีย ผลกระทบต่างๆ และนำมาขออนุญาตขึ้นทะเบียนกับอย. ซึ่งขณะนี้มีวัคซีนเพียงตัวเดียวที่ขึ้นทะเบียนใช้ในภาวะปกติในประเทศไทย คือ วัคซีนไฟเซอร์ที่เป็นวัคซีนชนิด mRNA

“วัคซีนโควิด” วันนั้นถึงวันนี้ เกิดความกังวลใหม่

สำหรับการให้บริการฉีดวัคซีนแก่ประชาชนก็ไม่ได้เป็นแบบฟรีให้กับทุกคน  หากจะให้กับกลุ่มเป้าหมายที่จำเป็นเฉกเช่นวัคซีนไข้หวัดใหญ่นั้น จะต้องกำหนดให้เป็นชุดสิทธิประโยชน์ในหลักประกันสุขภาพภาครัฐ 

ทั้งนี้ การผลักดันวัคซีนเข้าสู่ชุดสิทธิประโยชน์ จะต้องผ่านการพิจารณาจากคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ที่อธิบดีกรมควบคุมโรคเป็นประธาน ก่อนเข้าสู่คณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชีวัคซีนหลักแห่งชาติ ที่มี รศ.(พิเศษ)นพ.ทวี  โชติพิทยสุนนท์ เป็นประธาน เพื่อจะบรรจุเข้าสู่รายการบัญชียาหลักแห่งชาติ จึงจะสามารถดำเนินการเข้าสู่ชุดสิทธิประโยชน์

อย่างไรก็ตาม  กรมควบคุมโรค  กระทรวงสาธารณสุข โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ขอความร่วมมือประชาชนในการตอบแบบสอบถาม “ความคิดเห็นการรับวัคซีนโควิด19 ในปี2567” ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 15 พ.ค. 2567  ทั้งนี้ ข้อมูลที่ได้จะนำไปประกอบการพิจารณานโยบายการบริหารจัดการวัคซีนโควิด19 ในระยะถัดไป