ปีใหม่ 2567 เพิ่มโทษ 'เมาแล้วขับ'- สาวถึงร้านค้าขายน้ำเมาให้เด็ก

ปีใหม่ 2567 เพิ่มโทษ 'เมาแล้วขับ'- สาวถึงร้านค้าขายน้ำเมาให้เด็ก

ช่วงปีใหม่คดีเมาแล้วขับกระฉูดเกิน 90 % ผู้บาดเจ็บกว่า 2,000 รายตายกว่า 300 ราย   ปีใหม่ 2567 เพิ่มโทษกรณีเมาแล้วขับหากทำผิดซ้ำ  กรณีเด็กขยายผลเอาผิดไปที่ร้านค้าขายน้ำเมา

    เมื่อวันที่  21 ธันวาคม 2566 ที่กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข  แถลงข่าวเปิดตัวแคมเปญ 3 D “Drink  Don’t Drive ขับไม่ดื่ม ดื่มไม่ขับ”  ว่า ช่วง 7 วันอันตรายเทศกาลปีใหม่ 2566 ตั้งแต่ 29 ธันวาคม 2565 – 4 มกราคม 2566 มีจำนวนครั้งของการเกิดอุบัติเหตุถึง 2,440 ครั้ง จำนวนผู้บาดเจ็บ 2,437 ราย และ ผู้เสียชีวิต 317 ราย ในจำนวนคดีที่เกิดอุบัติเหตุนั้นมากกว่า 96 %หรือประมาณ 8,567 คดี เป็นคดีขับรถขณะเมาสุรา เช่นเดียวกับ ในช่วง 7 วันอันตราย เทศกาลสงกรานต์ปี 2566 ตั้งแต่ 11-17 เมษายน 2566 มีคดีขับรถขณะเมาสุรามากถึง 8,575 คดี คิดเป็น 96.69 % ถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงและอันตรายมาก

          “ช่วงเทศกาลปีใหม่ 3 ปีที่ผ่านมา (2564-2566) มีผู้บาดเจ็บเข้าโรงพยาบาล เฉลี่ยปีละ 25,799 ราย เฉลี่ยวันละ 3,685 ราย และคาดการณ์ว่าปีใหม่ปีนี้จะมีการเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้น โอกาสเกิดอุบัติเหตุก็เพิ่มมากขึ้นด้วย”นพ.ชลน่านกล่าว

         ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2567 ต่อเนื่องไปตลอดทั้งปีนับจากนี้ รัฐบาลโดยกระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายรณรงค์ลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุจากการดื่มสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้วขับขี่ยานพาหนะต่างๆ ลงให้ได้ มากที่สุด เพื่อลดความสูญเสียบนท้องถนน โดยกำหนดแคมเปญ 3 D คือ “Drink  Don’t Drive” ขับไม่ดื่ม ดื่มไม่ขับ ในการรณรงค์ร่วมกับทุกภาคส่วน  ทั้งนี้ในต่างประเทศ คือ ต้องมีความรับผิดชอบ  ในสหรัฐอเมริกาใช้คำว่าดื่มด้วยความรับผิดชอบ ถ้าเป็นข้าราชการ หากเมาแล้วขับ อาจต้องถึงขั้นออกจากราชการ  ส่วนเกาหลีใต้ก็เช่นกัน ขณะที่ของไทยคือ ขับไม่ดื่ม ดื่มไม่ขับ เป็นเป้าหมายที่รณรงค์ในปีนี้

เตรียมพร้อมหน่วยบริการ

             ด้าน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2567 ได้สั่งการให้หน่วยงานและโรงพยาบาลในสังกัดเตรียมความพร้อม สนับสนุนการทำงานของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน โดยได้เปิดศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุข (Emergency Operation Center : EOC) ทั้งในส่วนกลางและจังหวัด เป็นศูนย์ประสานและสนับสนุนการทำงานตลอด 24 ชั่วโมง
         ให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด(สสจ.)และโรงพยาบาล สนับสนุนการทำงานของชุดปฏิบัติการฉุกเฉินเบื้องต้นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) ฝึกทักษะการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บและผู้ป่วยฉุกเฉิน เตรียมความพร้อมศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการ ทีมปฏิบัติการฉุกเฉิน (EMS) ของโรงพยาบาลและเครือข่ายภาครัฐและเอกชนทุกระดับ รวมทั้งหน่วยปฏิบัติการทางอากาศและทางเรือ 

          นอกจากนี้ ยังให้มีการจัดหน่วยกู้ชีพระดับพื้นฐาน (Basic Life Support : BLS) และหน่วยปฏิบัติการระดับสูง (Advanced Life Support : ALS) ประจำบนเส้นทางถนนสายหลักที่มีจุดตรวจ/ จุดบริการอยู่ห่างกันมาก เพื่อให้การดูแลรักษาพยาบาลอย่างรวดเร็ว และในกรณีบาดเจ็บ/เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต สามารถรับบริการที่โรงพยาบาลใกล้ที่สุด โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายภายใน 72 ชั่วโมงแรก ตามนโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่” (Universal Coverage for Emergency Patients : UCEP)

   “โรงพยาบาลทุกแห่งเพิ่มจำนวนบุคลากรที่อยู่เวรจากปกติ เตรียมห้องฉุกเฉิน ห้องผ่าตัด ห้องไอซียู ระบบส่งต่อ เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายกับบุคลากรและผู้ป่วยขณะนำส่ง ให้มีการเจาะเลือดตรวจระดับแอลกอฮอล์ของผู้ขับขี่ที่เกิดอุบัติเหตุ ตามการร้องขอของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในกรณีที่ไม่สามารถเป่าลมหายใจผ่านเครื่องตรวจได้ รวมทั้งให้ทุกสถานพยาบาลประสานตำรวจท้องที่มาตรวจตราความเรียบร้อยเป็นระยะๆ ป้องกันเหตุความรุนแรงในสถานพยาบาล เพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ ผู้ป่วยและญาติที่มารับบริการที่ห้องฉุกเฉิน และหากมีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้น ให้ดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุขั้นเด็ดขาดเพื่อเป็นตัวอย่างแก่สังคม”นพ.โอภาสกล่าว

ป้องกันความรุนแรงในรพ.   

สำหรับแนวทางป้องกันความรุนแรงในรพ. 

1.มีการปรับโครงสร้าง ห้องฉุกเฉิน มีประตู 2 ชั้น

2.เรื่องของเจ้าหน้าที่รปภ.ดูแลตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะช่วงเทศกาล

3.การสื่อสารกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีการประสานกันตลอด มีการเตือนภัยอย่างรวดเร็ว กดปุ๊ปถึงปั๊บ ตำรวจมาถึงทันที และจะมีสายตรวจเยี่ยมเป็นระยะ บางพื้นที่ที่เกิดเหตุบ่อยก็มาทุกครึ่งชั่วโมง แต่ถ้าไม่เกิดเหตุบ่อยจะมารอบละ 2 ชั่วโมง และรพ.ทุกแห่ง มีกล้องวงจรปิด หาเกิดเหตุก็จะมีหลักฐานครบถ้วนในการเอาผิด 

เพิ่มโทษเมาแล้วขับทำผิดซ้ำ

          ขณะที่ พล.ต.วีรพัฒน์ ศิวะแพทย์ รองผู้บัญชาการสำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า  เตรียมพร้อมเครื่องมือต่างๆ เช่นเ ครื่องตรวจวัดแอลกอฮอล์ การประสานผู้นำชุมชน อสม. และฝ่ายสาธารณสุขทำงานร่วมกัน และตรวจจุดเสี่ยง สถานที่เสี่ยง บุคคลเสี่ยงเรื่องเมาแล้วขับ โดยจะให้ผู้นำชุมชนไปตักเตือน

     อีกทั้ง มีการเพิ่มโทษกรณีเมาแล้วขับ หากทำผิดซ้ำ จะเสนออัยการเพื่อฟ้องต่อศาลเพิ่มโทษ ,กรณีเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี หรือต่ำกว่า 20 ปี เมาแล้วขับขยายผลเอาผิดไปที่ร้านค้าด้วย โดยเฉพาะกรณีเด็กต่ำว่า 18 ปี ผิดพ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ข้อหาดำเนินการชักจูงให้เด็กดื่มสุรา
         นอกจากนี้ จัดชุดสายตรวจออกตรวจที่รพ.เป็นระยะๆ เพื่อป้องกันการก่อเหตุความรุนแรงในรพ. มีเบอร์ติดต่อตรงเพื่อเข้าระงับเหตุ และในปีนี้มีการจัดงบประมาณส่งไปที่สถานีตำรวจภูธร ซึ่งงบนี้จะเป็นค่าใช้จ่ายในการให้แพทย์เจาะเลือดตรวจระดับแอลกอฮอล์ ในผู้สงสัยเมาแล้วขับหรือเกิดอุบัติเหตุ

          “เรื่องปัญหาความรุนแรง การทะเลาะวิวาทในโรงพยาบาล มีช่องทางในการติดต่อระหว่าง รพ.และสถานีตำรวจในพื้นที่แบบฮอตไลน์ สายตรงประสานงาน ให้สายตรวจออกตรวจกลางคืน หากมีเหตุการณ์แบบนี้ต้องดำเนินคดีเด็ดขาด ส่วนการตรวจแอลกอฮอล์ในเลือด มีพ.ร.บ.จราจรฯ ให้แพทย์เจาะเลือดผู้สงสัยเมาแล้วขับหรือเกิดอุบัติเหตุ โดยคำร้องขอของตำรวจ ซึ่งจะมีหนังสือไปยังรพ. และค่าเจาะเลือดได้รับงบประมาณรัฐบาล โดยกระจายไปยังตำรวจภูธรจังหวัด ซึ่งสาธารณสุขสามารถไปเบิกได้ทางตำรวจภูธรจังหวัด ” พ.ต.ต.วีรพัฒน์ กล่าว

ยื่นผู้ว่าฯขอ 3 มาตรการป้องกันดื่มไม่ขับ

         ด้านนพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สสส.ร่วมกับ ภาคีเครือข่ายเน้นย้ำรณรงค์ปีใหม่ 2567 ขับเคลื่อนเครือข่ายตำบลสุขภาวะ กว่า 3,000 แห่ง และ 189 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใน 35 อำเภอ 20 จังหวัด เข้มข้นดูแลพี่น้องประชาชนสร้าง ตำบลขับขี่ปลอดภัย ลดความสูญเสีย ดูแลพฤติกรรมเสี่ยงในพื้นที่ และหนุนเสริมอำเภอเสี่ยงกว่า 200 อำเภอ วางแผนป้องกันแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุ ลดพฤติกรรมเสี่ยงในพื้นที่   
            

ทั้งนี้ เครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับทั่วประเทศ ยื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัด ขอให้มีมาตรการสำคัญช่วงเทศกาลปีใหม่

1. ตรวจแอลกอฮอล์ในอุบัติเหตุที่เกิดทุกครั้ง

2.ห้ามขายแอลกอฮอล์ให้กับเด็กและเยาวชน และไม่อนุญาตให้เด็ก และเยาวชนใช้บริการในสถานบริการ

3. หากพบเด็กและเยาวชนเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ ขอให้มีการติดตามไปถึงร้านค้าที่ขายแอลกอฮอล์