background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

“ซาลโมเนลลา” แบคทีเรียก่อโรค  ตัวการอาหารเป็นพิษ  แหล่งพบที่ต้องระวัง

“ซาลโมเนลลา” แบคทีเรียก่อโรค  ตัวการอาหารเป็นพิษ  แหล่งพบที่ต้องระวัง

สถานการณ์การปนเปื้อนเชื้อ ซาลโมเนลลา ในประเทศไทย  แบคทีเรียก่อโรคทางเดินอาหาร โรคอาหารเป็นพิษ  เปิดจุดที่ตรวจพบเชื้อ ย้ำมีได้ตลอดห่วงโซ่อาหาร 

นพ.บัลลังก์ อุปพงษ์ รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยถึงสถานการณ์การปนเปื้อนเชื้อ ซาลโมเนลลา ในประเทศไทย ว่า จากการตรวจยืนยันเชื้อ Non-typhoidal Salmonella (NTS) ซึ่งเป็นเชื้อซาลโมเนลลา (Salmonella spp.) กลุ่มไม่ใช่ไทฟอยด์ ก่อให้โรคระบบทางเดินอาหาร หรือ โรคอาหารเป็นพิษ ที่เรียกว่า โรคซาลโมเนลโลสิส Salmonellosis

     “ โดยทั่วไปมีการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน และอุจจาระร่วง พบได้โดยการรับประทานที่ปนเปื้อนของเชื้อนี้เข้าไป ความรุนแรงของอาการป่วย จะแตกต่างไปตามชนิดและปริมาณเชื้อที่บริโภค”นพ.บัลลังก์กล่าว  


การรักษาเมื่อติดเชื้อ ซาลโมเนลลา

ผู้ติดเชื้อที่มีอาการไม่รุนแรงไม่จำเป็นต้องใช้ยาต้านจุลชีพ  เพราะอาการจะหายไปเองภายใน 7 วัน แต่ในผู้ป่วยในกลุ่มที่เรียกว่า YOPI ได้แก่ ผู้ป่วยที่เป็นเด็กเล็ก (Young)  ผู้ป่วยที่สูงอายุ (Old) ผู้ป่วยตั้งครรภ์ (Pregnant) และผู้ป่วยที่มีความบกพร่องทางภูมิคุ้มกัน (Immune deficient) อาจมีอาการรุนแรงหรือติดเชื้อในกระแสเลือดและเสียชีวิตได้ จึงจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ร่วมกับ ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการที่ทราบสายพันธุ์และรูปแบบการดื้อยาต้านจุลชีพ เพื่อเป็นแนวทางการรักษา


“ซาลโมเนลลา” แบคทีเรียก่อโรค  ตัวการอาหารเป็นพิษ  แหล่งพบที่ต้องระวัง

สายพันธุ์ซาลโมเนลลาในไทย

จากข้อมูลการตรวจยืนยันสายพันธุ์ของเชื้อซาลโมเนลลาทางห้องปฏิบัติการของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ในระหว่างเดือนมกราคม ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2566 ได้รับตัวอย่างเชื้อบริสุทธิ์ที่ตรวจจากผู้ป่วย อาหาร และสิ่งแวดล้อม จำนวน 96 ตัวอย่าง จำแนกได้เป็น 33 ซีโรวาร์ (Serovar) พบว่า สายพันธุ์ของซาลโมเนลลาที่พบมากสุดสามลำดับแรก คือ

  • Salmonella Amsterdam คิดเป็นร้อยละ 12.2,
  • Salmonella Brunei คิดเป็นร้อยละ 11.2
  •  Salmonella Weltevreden คิดเป็นร้อยละ 10.2

 

แหล่งที่พบเชื้อซาลโมเนลลา

จากการสุ่มตรวจ โดยพบในวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์น้ำอุปโภค และผักสลัด ตามลำดับ นอกจากนี้มีรายงานการตรวจพบเชื้อซาลโมเนลลา ในผลิตภัณฑ์นำเข้า ณ ด่านตรวจสินค้าของสหภาพยุโรป พบในขนมฮาลวา (Halvah) จากสาธารณรัฐอาหรับซีเรีย เป็นสายพันธุ์ Salmonella Amsterdam พบในกุ้งขาวแวนนาไม (Pacific white shrimp) และในเห็ดหูหนูดำแห้ง (Dired Mu-Err mushrooms) จากสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เป็น Salmonella Brunei และ Salmonella Weltevreden ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พบในประเทศไทยเช่นกัน

“ข้อมูลนี้บอกถึงสถานการณ์การปนเปื้อนของเชื้อซาลโมเนลลาในอาหารที่พบได้ตลอดห่วงโซ่อาหารทั้งในอาหาร และน้ำ ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ สำหรับอาหารที่รับประทานโดยไม่ผ่านการปรุงสุกด้วยความร้อน มีความเสี่ยงการปนเปื้อนสูง ดังนั้นผู้บริโภคควรเลือกรับประทานอาหารที่ปรุงสุกด้วยความร้อน หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ควรเลือกซื้อจากแหล่งที่สะอาด และมีการล้างทำความสะอาด เพื่อลด ความเสี่ยงจากการปนเปื้อนเชื้อ”นพ.บัลลังก์กล่าว 

พบผู้ป่วยอาหารเป็นพิษสูงช่วงต้นปี 

กรมควบคุมโรค(คร.) ระบุว่า  ผู้ป่วยโรคอาหารเป็นพิษ ยังคงสูงต่อเนื่อง เนื่องจากมักพบจำนวนผู้ป่วยสูงในช่วงต้นปี (มกราคม - มีนาคม) โดยมีลักษณะคล้ายคลึงกันเกือบทุกปี

จากการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรค สถานการณ์โรคอาหารเป็นพิษในปี พ.ศ 2566 ที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 1 ม.ค.- 12 เม.ย. 2566

- พบผู้ป่วยอาหารเป็นพิษ 27,405 ราย จาก 76 จังหวัด

- อัตราป่วย 41.42 ต่อประชากรแสนคน

- ไม่พบผู้เสียชีวิต

- กลุ่มอายุที่พบมากที่สุด 3 อันดับ คือ

  • ช่วงอายุ 0-4 ปี (14.19%)
  • ช่วงอายุ 15-24 ปี (13.34%)
  • ช่วงอายุ 25-34 ปี (12.82%)  

ได้รับรายงานการระบาดของโรคอาหารเป็นพิษเป็นกลุ่มก้อนที่มีผู้ป่วยมากกว่า 50 ราย จำนวน 17 เหตุการณ์ มีผู้ป่วยตั้งแต่ 50-388 ราย

พบในสถานศึกษา 12 เหตุการณ์ รองลงมา คือ เรือนจำ 2 เหตุการณ์ และการรวมกลุ่มทำกิจกรรมอื่นๆ เช่น งานปฏิบัติธรรม งานแต่งงาน 3 เหตุการณ์

สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อโรคจำพวก S.aureus หรือ B. cereus หรือ salmonella spp เป็นต้น ที่มีการปนเปื้อนในอาหาร อาทิเช่น ข้าวผัด ข้าวมันไก่ ขนมจีน รวมถึงน้ำดื่มและน้ำแข็งที่มีกระบวนการผลิตที่ไม่ถูกสุขลักษณะ 


“ซาลโมเนลลา” แบคทีเรียก่อโรค  ตัวการอาหารเป็นพิษ  แหล่งพบที่ต้องระวัง

การป้องกันการรับเชื้อซาลโมเนลลา

กรมควบคุมโรค ขอแนะนำว่า ควรเลือกซื้ออาหารเพื่อ ป้องกันรับเชื้อซาลโมเนลลา ดังนี้ 

  • ควรเลือกอาหารที่สด สะอาด รูป รส กลิ่น สี ไม่ผิดปกติ
  • ล้างทำความสะอาดก่อนนำมาปรุง
  • ประกอบอาหารด้วยความร้อนให้สุกอย่างทั่วถึง ที่สำคัญขอให้ยึดหลัก “สุก ร้อน สะอาด”
  • รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่
  • ไม่รับประทานอาหารดิบ หรือสุกๆ ดิบๆ
  • อาหารที่ปรุงไว้นานเกิน 2 ชั่วโมงต้องนำมาอุ่นร้อนให้ทั่วถึงก่อนรับประทานทุกครั้ง
  • เลือกบริโภคอาหาร น้ำและน้ำดื่มที่สะอาดมีเครื่องหมาย อย.
  • ล้างมือด้วยสบู่และน้ำให้สะอาดทุกครั้งก่อนปรุง ประกอบและรับประทานอาหาร หลังเข้าห้องน้ำหรือสัมผัสสิ่งสกปรก
  • หากอาหารที่รับประทานมีรูป รส กลิ่น สี เปลี่ยนไป ไม่ควรนำมารับประทานต่อ
  • สำหรับผู้ประกอบอาหาร ควรยึดหลักสุขอนามัยของผู้ปรุงและสุขาภิบาลอาหาร