"รพ.เมดพาร์ค" เส้นทางสู่ "ความยั่งยืน" ด้วยนวัตกรรมทางความคิด

"รพ.เมดพาร์ค" เส้นทางสู่ "ความยั่งยืน" ด้วยนวัตกรรมทางความคิด

"รพ.เมดพาร์ค" ชู 3 ประเด็นหลัก ภายใต้ Business Model ใหม่ สร้างธุรกิจ ทำเพื่อสังคม และสร้างความยั่งยืนให้กับโลกมนุษย์ ใช้นวัตกรรมเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา ลดการนอน รพ. ผู้ป่วยคุณภาพชีวิตดี ลดการใช้ทรัพยากร สร้างความร่วมมือ เสริมศักยภาพแพทย์ ดันไทยสู่ Medical Hub

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2565 “สมถวิล ปธานวนิช” ที่ปรึกษาคณะจัดการ โรงพยาบาลเมดพาร์ค กล่าวในช่วง Session 2 : INNOVATION OF SUSTAINABILITY ภายในงาน NEXT STEP THAILAND 2023 : ทิศทางแห่งอนาคต จัดโดย บริษัท เนชั่น กรุ๊ป (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) โดยระบุว่า รพ.เมดพาร์ค เน้นการทำประโยชน์ให้กับสังคม เพราะถือเป็นนวัตกรรมทางความคิด ที่สร้าง Business Model ใหม่ โดยตั้งใจปลูกฝังตั้งแต่วันแรกให้ทุกคนเข้าใจว่า "การทำธุรกิจ การทำเพื่อสังคม และการสร้างความยั่งยืนให้กับโลกมนุษย์" เป็นชุดความคิดชุดเดียวกัน จึงเรียกตัวเองว่า Business and Sustainability Integration

 

 

"เราตั้งใจรักษาโรคยากซับซ้อน และตั้งใจให้ไทยเป็น Medical Hub อย่างแท้จริง ไม่ใช่องค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่มองว่าทั้งภาครัฐ เอกชน โรงพยาบาล พันธมิตรต้องร่วมมือกัน ช่วยให้ไทยแข่งขันต่างประเทศได้ Medical Hub มีการพูดกันมานาน แต่จะทำให้ถึงเป้าหมายอย่างไร"

 

3 ประเด็นหลัก สู่ความยั่งยืน

 

สิ่งที่ รพ.เมดพาร์ค ทำคือ ใส่ความยั่งยืนลงไปใน Mission และสร้างความแตกต่าง เน้น 3 ประเด็น คือ

 

1. การรักษาพยาบาลที่แข่งขันได้ โรคยากซับซ้อนเป็นอะไรที่มีช่องว่างในระบบ

2. สร้างคนได้เอง ปัจจุบันแพทย์ไทยเมื่อจบแพทย์ก็ไปเรียนเฉพาะทางในต่างประเทศเพื่อนำความรู้ เทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามา เราอยากส่งเสริมแพทย์สาขาที่ขาดแคลน หาก รพ.จะยั่งยืน หรือ ก้าวสู่ Medical Hub เราต้องสร้างคนได้

3. งานวิจัย เราซื้อทุกอย่างจากต่างประเทศ มาดัดแปลง และใช้ หากเราทำวิจัยเรื่องหนึ่งสำเร็จ ไม่ใช่ดีสำหรับคนไทยเท่านั้น แต่ดีสำหรับคนทั้งโลก ดังนั้น มองว่าเป็นสิ่งสำคัญ แม้จะใช้เวลาอีกหลายปี แต่ต้องมีวันที่เริ่มต้น เป้าหมายระยะยาวต้องเริ่มทำวันนี้

 

 

“จะเห็นว่า รพ.ชั้นนำ หรือ โรงเรียนแพทย์ชั้นนำในต่างประเทศ ที่อยู่มา 100-200 ปี เขามักจะมีมูลนิธิมาสนับสนุน เพื่อส่งเสริมแพทย์ เพราะฉะนั้น เราจึงใส่ตรงนี้ไว้ในเป้าหมายขององค์กร”

 

Save Doctors , Save People , Save Thailand 

 

"สมถวิล" กล่าวต่อไปว่า เวลาพูดถึงสิ่งแวดล้อม ส่วนใหญ่มักจะพูดถึงการประหยัดน้ำ ประหยัดไฟ กำจัดขยะ รีไซเคิล แต่เราลืมคิดไปว่า "มนุษย์" ก็คือสิ่งแวดล้อม การที่เราเป็น รพ. และอยู่ใน Healthcare เรามีหน้าที่ต้องดูแลคน เพราะฉะนั้น ทันทีที่เปิด รพ. จึงสร้างโปรเจกต์ Save Doctors , Save People , Save Thailand เป็นแคมเปญใหญ่ต่อเนื่อง 2 ปีติดต่อกัน

 

อาทิ การให้บริการวัคซีนบุคลากรทางการแพทย์ ให้บริการไปแล้วกว่า 3.5 แสนโดส และกลุ่มจิตอาสาที่ทำงานกว่า 1,000 ชีวิต เวลาในการปฏิบัติหน้าที่กว่า 7,500 ชั่วโมง ขณะที่ในปี 2565 รพ. จัดทำ "โครงการดูแลหัวใจหมอ" ภายใต้ Save Doctors , Save People , Save Thailand เนื่องจากแพทย์มีการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรโดยเฉพาะหัวใจ จึงทำการตรวจดูแลแพทย์ทั่วประเทศ 1,600 คน พบว่า แพทย์อายุน้อยมีโรคหัวใจแอบซ่อนอยู่ และได้ทำการรักษาให้ฟรี 

 

ลดการนอน รพ. ลดการใช้ทรัพยากร

 

เรื่องของเทคโนโลยีสำหรับอนาคต ที่ รพ.เมดพาร์ค ได้เตรียมพร้อม คือ ตึกที่เป็น อาคารเขียว (Green building) ความดันบวกทั้งตึก เพื่อลดโอกาสที่ผู้ป่วยมาติดเชื้อ อากาศสะอาด บุคลากรสุขภาพดี รวมถึงเทคโนโลยีการรักษาที่แม่นยำ วินิจฉัยรวดเร็ว

 

"เพราะการลดวันที่นอน รพ. ไป 1 วัน จะลดขยะ 1.86 กิโลกรัม ลดการใช้น้ำ 950 ลิตร และลดการเกิดน้ำเสีย 800 ลิตร หากมองว่าแต่ละปีมีคนไข้กว่าแสนคนจะสามารถลดทรัพยากรได้มาก ดังนั้น เป็นมิติด้านสิ่งแวดล้อมที่เราอาจจะไม่เคยมองมาก่อน" สมถวิล กล่าว

 

 

"นอกจากนี้ ยังมุ่งสร้างบุคลากร โดยมีศูนย์ให้แพทย์สามารถมาฝึกก่อนที่จะดูแลคนไข้จริง โดยทำงานร่วมกับหลาย รพ. จะเป็นกลไกหนึ่งในการช่วยภาครัฐ ปิดช่องว่างการดูแลรักษาโรคยากซับซ้อน" 

 

สร้าง Mindset สร้างวัฒนธรรม

 

สำหรับ ความท้าทายในการทำเรื่องของความยั่งยืน สมถวิล มองว่า คือ ความเหนื่อย เพราะการสร้างความยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยากแต่เรารู้ว่าสำคัญ และโชคดีที่ได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย

 

"อุปสรรค คือ ต้องสู้กับวัฒนธรรม และสร้าง Mindset ใหม่ ว่าเราเหนื่อยแล้วได้รับผลอะไรตอบแทน คนอื่นมองเราอย่างไร และเรามีความภาคภูมิใจอย่างไรบ้าง สอดคล้องกับ Core Value ขององค์กร สมัยก่อนเรามีหลักในเรื่องของธรรมาภิบาล และความยั่งยืนอยู่สุดท้าย แต่ตอนนี้ความยั่งยืนจะต้องอยู่ตรงกลาง เพื่อขับเคลื่อนโลกนี้ได้อย่างสวยงาม”

 

ยุคของการแสวงหาความร่วมมือ 

 

สมถวิล กล่าวต่อไปว่า อนาคตต้องเกิดความร่วมมือ ทุกอย่างเราไม่ได้ทำได้โดยลำพัง ต้องร่วมมือทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นยุคแสวงหาความร่วมมือ ที่จะมาร่วมกันเดินไปด้วยกัน ภายใต้คอนเซปต์ Sustainability การสร้างคนในทุกอุตสาหกรรม มีมิติต่างๆ ที่ต้องประกอบกัน ไม่มีที่ใดที่หนึ่งทำแล้วจะมีผลกระทบที่เพียงพอ

 

"หลาย รพ.ในประเทศไทยหลายคนมองว่าเราอยู่รอดด้วยการแข่งขัน แต่ความจริงเราอยู่รอดด้วยความร่วมมือ เพราะคนที่ต้องการใช้บริการมีมากมาย และสิ่งที่เราจะทำได้ดี ภาครัฐสำคัญมาก ในการดึงคนเข้ามารักษาพยาบาลในไทย"

 

“เทรนด์ของความยั่งยืนในอนาคตของเรื่อง Healthcare เราจะไปที่ Customization มนุษย์เราแม้จะเป็นโรคเดียวกัน เพศเดียวกัน ไม่มีใครเหมือนกันเลย การฟื้นตัว วินิจฉัยได้เร็ว ลดระยะเวลาการอยู่ รพ. ลดการใช้ทรัพยากร และตัวผู้ป่วยควรจะได้รับการดูแลแบบ Customize มากขึ้น คิดว่าประเทศไทยทำได้ โดยเฉพาะการดูแลคนไข้ซับซ้อน” สมถวิล กล่าวทิ้งท้าย