background-default

วันพุธ ที่ 14 มกราคม 2569

Login
Login

“เทคโนโลยี” หนุนบริการสุขภาพ ยกระดับ ดันไทยสู่ "Medical Hub"

“เทคโนโลยี” หนุนบริการสุขภาพ ยกระดับ ดันไทยสู่ "Medical Hub"

การนำ "เทคโนโลยี" ดิจิทัล รวมถึง เอไอ มาใช้ใน "อุตสาหกรรมการแพทย์" สามารถสร้างผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลต่อการวินิจฉัยและการรักษา เพื่อให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น สอดรับกับการเดินหน้าสู่ "Medical Hub" ซึ่งเป็น 1 ใน 5 อุตสาหกรรม "New S-Curve" ที่ทางภาครัฐสนับสนุน

ประเทศไทย เป็นประเทศที่ได้รับการชื่นชมด้าน Medical Tourism และถือเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยว ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS มองว่า การผลักดันไทยก้าวเข้า Medical Hub อย่างเต็มรูปแบบ นอกจากจะช่วยดึงเม็ดเงินเข้าสู่ประเทศแล้ว ยังเพิ่มการจ้างงาน และเชื่อมโยงไปยังธุรกิจที่เกี่ยวข้องได้อีกมาก โดยองค์ประกอบสำคัญที่ภาครัฐวางไว้ให้ขับเคลื่อนการเป็น Medical Hub ของไทย ได้แก่

 

1. ศูนย์กลางบริการทางการแพทย์ (Medical Service Hub)

2. ศูนย์กลางบริการเพื่อส่งเสริมสุขภาพ (Wellness Hub)

3. ศูนย์กลางยาและผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพ (Product Hub)

4. ศูนย์กลางบริการวิชาการและงานวิจัย (Academic Hub)

 

และมีการคาดการณ์ว่า มูลค่าตลาด ท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ของไทย จะกลับมาขยายตัวได้อีกครั้งหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 คลี่คลายลง แตะระดับ 7.6 แสนล้านบาทในปี 2027 หรือเติบโตเฉลี่ย 13.2% ต่อปี

 

ขณะเดียวกัน โรงพยาบาลเอกชน ที่ให้บริการทางการแพทย์คิดเป็นสัดส่วนกว่า 65% นับเป็นภาคส่วนที่มีบทบาทสำคัญและศักยภาพในการผลักดันดิจิทัลเฮลท์แคร์ ศูนย์กลางทางการแพทย์ และตลาดท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ “ศ.นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์” นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ให้สัมภาษณ์ในงาน Hospital Management Asia 2022 สัมมนาด้านระบบสาธารณสุขและการดูแลสุขภาพระดับภูมิภาค โดยระบุว่า Medical Hub เป็น 1 ใน New S-Curve ที่ภาครัฐสนับสนุนจากการเล็งเห็นว่าบริการทางการแพทย์ได้รับความนิยม

 

หลังโควิด-19 มีการคาดการณ์ว่า จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยกว่า 9.5 ล้านคนในปี 2565 และในจำนวนนี้ 8-12% เป็น Medical Tourism โดยผู้ป่วยต่างชาติส่วนใหญ่ที่เข้ามาจะเป็นกลุ่มตะวันออกกลางกว่า 70%

 

“เทคโนโลยี” หนุนบริการสุขภาพ ยกระดับ ดันไทยสู่ "Medical Hub"

เมื่อมองการแข่งขันด้านบริการทางการแพทย์ของไทยในระดับภูมิภาค พบว่า ไทยค่อนข้างได้เปรียบเพราะเปิดประเทศในเงื่อนไขที่น้อย และหลังจากนี้จะมีวีซ่าให้ผู้ป่วยต่างชาติสามารถเข้ามาได้เกือบทั้งหมดเพราะภาครัฐมีนโยบายผลักดันไทยเป็น Medical Hub ขณะเดียวกัน Medical Tourism ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีการใช้จ่ายมากกว่าการท่องเที่ยวทั่วไป เป็นเหตุผลที่ไทย จำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้ดีและมีมาตรฐานทั้งระบบโดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย เพื่อให้ได้นักท่องเที่ยวคุณภาพ

 

3 ข้อได้เปรียบของไทย

 

ทั้งนี้ ข้อได้เปรียบของประเทศไทย นอกจากการส่งเสริมของภาครัฐในเรื่อง Medical Hub เป็น New S-Curve แล้ว ยังมีอีก 3 ประเด็น ได้แก่ ราคาที่ถูก การบริการ และแพทย์ไทยที่เรียนเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มาตรฐานทางการแพทย์สูงเหมือนกับแทพย์ที่จบจากสหรัฐอเมริกา

 

โดยสิ่งที่ผู้ป่วยต่างประเทศต้องการใช้บริการทางการแพทย์ในไทยระยะแรก คือ การรักษา อาทิ โรคหัวใจ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ CLMV รักษาโรคมะเร็ง รักษาแผลเบาหวาน และโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวกับกระดูกสันหลัง กล้ามเนื้อ ในกลุ่มตะวันออกกลาง หลังจากนี้จะเป็นในเรื่องอื่นๆ อาทิ ศัลยกรรม การทำเด็กหลอดแก้ว ฯลฯ จะค่อยๆ เติบโตตามมา

 

ขณะเดียวกัน ภาพรวมผู้ป่วยในประเทศของโรงพยาบาลเอกชน “ศ.นพ.เฉลิม” เผยว่า ขณะนี้เพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่เป็นระบบประกันสังคมและการรักษาโรคซับซ้อน ผู้ป่วยกล้าเข้าโรงพยาบาล เพราะเริ่มมองว่าโควิด-19 ไม่มีความน่ากังวล ไม่รุนแรง โรงพยาบาลเอกชนบางแห่ง สัดส่วนกลับมาเท่ากับปี 2562 ก่อนโควิด-19

 

“สิ่งที่พยายามจะขับเคลื่อนต่อไป คือ Wellness เพื่อให้สามารถคาดการณ์ได้ก่อนล่วงหน้า ดังนั้น หลังจากนี้โปรแกรมในการเช็กสุขภาพจะละเอียด พบก่อน รักษาก่อน ถูกกว่า เป็นส่วนสำคัญ ที่ทำให้โรงพยาบาลต้องนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ ให้วินิจฉัยได้ลึก เร็วขึ้น”

รักษามาตรฐาน อัพระบบทันสมัย

 

ความท้าทายด้านการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในฐานะโรงพยาบาลเอก “นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน” มองว่า การใช้ดิจิทัลที่ผ่านมา มีการใช้แพร่หลาย และเทคโนโลยีทางการแพทย์ก็มีการนำมาใช้มากขึ้นในแทบจะทุกโรงพยาบาล และเปลี่ยนให้ทันสมัยมากขึ้นตามเทคโนโลยีที่พัฒนา รวมถึงข้อมูลต่างๆ ก็เปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล เราพัฒนาต่อเนื่อง โดยเฉพาะในยุคโควิด-19 ที่มีผู้ป่วยจำนวนมาก ทำให้ระบบเทเลเมดิซีนถูกบังคับให้พัฒนา

 

“เทคโนโลยี ทุกอย่างต้องเปลี่ยนระบบให้ทันสมัย เพื่อให้เกิดการวินิจฉัย การเจ็บป่วยได้รวดเร็วขึ้น การรักษาจะทีเดียวแล้วจบ ปัจจุบัน โรคมะเร็งสามารถวินิจฉัยได้เร็ว และเราผ่านโควิด-19 มาแล้ว เทคโนโลยีในการใช้งานเปลี่ยน เทเลเมดิซีน ถูกบังคับจากการระบาดของโควิด แต่หลังจากนี้โรงพยาบลเอกชนของไทยต้องปรับปรุงเทคโนโลยี และคงความนิยมของลูกค้าทั้งในและนอกประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาตามที่รัฐบาลส่งเสริม”

 

“Medical Hub เกิดมานาน แต่ตอนนี้สิ่งที่ต้องเตรียมคือ อะไรที่เคยเป็นอุปสรรค เช่น บุคลากรมีเพียงพอหรือไม่ เห็นได้จากช่วงโควิด-19 บุคลากรทางการแพทย์ไม่เพียงพอ ดังนั้น ทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นฝ่ายผลิตบุคลากร ฝ่ายเตรียมคน ฝ่ายลงทุน และการผลิตผู้เชี่ยวชาญ ต้องร่วมมือกัน เป็นภาพรวมระดับประเทศ ปัจจุบัน เราผลิตแพทย์ได้ปีละ 3,000 คน แต่มีกว่า 1,500 คน ที่ไม่มีโอกาสได้เทรนด์เป็นผู้เชี่ยวชาญ ในฐานะภาคเอกชน พร้อมที่จะให้ทุนสนับสนุน ประเทศไทยต้องมีผู้เชี่ยวชาญ ไม่ลดมาตรฐานเด็ดขาด” นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน กล่าวทิ้งท้าย

 

“เทคโนโลยี” หนุนบริการสุขภาพ ยกระดับ ดันไทยสู่ "Medical Hub"