วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน 2569

Login
Login

ความรู้สึกว่า ‘เรามีความหมาย’ กุญแจสำคัญ สู่อายุยืนและชีวิตที่ดี

ความรู้สึกว่า ‘เรามีความหมาย’ กุญแจสำคัญ สู่อายุยืนและชีวิตที่ดี

เราอาจคุ้นเคยกับสูตรดูแลสุขภาพที่พูดถึง “กินดี นอนพอ ออกกำลังกาย” แต่มีอีกหนึ่งองค์ประกอบที่มักถูกมองข้าม นั่นก็คือ วิธีที่เราคิดและมองชีวิตของตัวเอง

ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า “ทัศนคติ” และ “สภาวะจิตใจ” โดยเฉพาะเมื่อเราอายุมากขึ้น อาจเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อทั้งสุขภาพกายและอายุขัย

“กรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย” ชวนผู้อ่านสำรวจว่า ทำไมความรู้สึกว่า “เรามีความหมาย” และการมองโลกในแง่บวก อาจไม่ใช่แค่เรื่องของใจ แต่เกี่ยวข้องกับการมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ความรู้สึกว่า ‘เรามีความหมาย’ กุญแจสำคัญ สู่อายุยืนและชีวิตที่ดี

ความรู้สึกว่า “เรามีความหมาย” อาจสำคัญกว่าที่คิด

หนึ่งในแนวคิดที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในวงการสุขภาพคือคำว่า mattering หรือ “ความรู้สึกว่าเรามีคุณค่าและมีส่วนสำคัญต่อผู้อื่น”

เจนนิเฟอร์ บี. วอลเลซ (Jennifer B. Wallace) ผู้เขียนหนังสือ Mattering อธิบายว่า เมื่อคนเรารู้สึกว่าตัวเอง “มีความหมาย” ต่อใครบางคนหรือสังคม เรามักจะดูแลตัวเองมากขึ้น เชื่อมโยงกับผู้อื่นมากขึ้น และยังคง “ลงทุนกับชีวิต” ต่อไป

สิ่งนี้ไม่ใช่แค่ความรู้สึกเชิงนามธรรม แต่ส่งผลต่อพฤติกรรมสุขภาพจริง

ด้าน ดร.ลินดา ฟรีด (Linda Fried) ศาสตราจารย์ด้านระบาดวิทยาและแพทยศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เล่าย้อนถึงช่วงที่เธอทำงานเป็นแพทย์เวชศาสตร์ผู้สูงอายุที่ Johns Hopkins Medicine ว่า

ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อย “ป่วยจริง” แต่ต้นเหตุลึก ๆ คือการไม่มีเหตุผลที่จะลุกขึ้นมาใช้ชีวิตในแต่ละวัน

เธอจึงเริ่มแนะนำให้ผู้สูงอายุไปทำกิจกรรมอาสาสมัครในสิ่งที่พวกเขาใส่ใจ และต่อมาได้พัฒนาเป็นโครงการวิจัยเพื่อศึกษาผลลัพธ์อย่างเป็นระบบ

ผลที่ได้ค่อนข้างชัดเจน คือ ผู้เข้าร่วมมีระดับการเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้น รู้สึกแข็งแรงขึ้น และยังมีคะแนนด้านความจำและการคิดดีขึ้นเล็กน้อย รวมถึงรู้สึกว่าตนเอง “สร้างความแตกต่าง” ให้กับสังคมได้

การสร้างความรู้สึกว่า “เรามีตัวตน” ไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่เสมอไป แค่การเป็นลูกค้าประจำร้านกาแฟ ไปเดินสวนสาธารณะเดิม หรือมีพื้นที่ที่เรา “เป็นส่วนหนึ่ง” ก็ช่วยลดความรู้สึกโดดเดี่ยวได้ โดยเฉพาะในช่วงวัยเกษียณ

ความรู้สึกว่า ‘เรามีความหมาย’ กุญแจสำคัญ สู่อายุยืนและชีวิตที่ดี

มองโลกในแง่ดี อาจทำให้อายุยืนขึ้นจริง

อีกหนึ่งปัจจัยที่มีหลักฐานสนับสนุนเพิ่มขึ้นคือ “การมองโลกในแง่ดี”

งานวิจัยพบว่า ผู้หญิงอายุ 50 ปีขึ้นไปที่มีระดับ การมองโลกในแง่ดีสูง มีอายุยืนเฉลี่ยมากกว่ากลุ่มที่มองโลกในแง่ลบประมาณ 5% และมีโอกาสไปถึงอายุ 90 ปีมากกว่า

ขณะที่อีกงานวิจัยหนึ่งติดตามผู้ใหญ่อายุ 50 ปีขึ้นไปเป็นเวลา 12 ปี พบว่า คนที่มีทัศนคติเชิงบวกต่ออายุที่มากขึ้น เช่น ยังรู้สึกว่าตัวเอง “มีประโยชน์” และ “มีความสุข” ไม่ต่างจากตอนหนุ่มสาว จะมีแนวโน้มรักษาความสามารถทั้งทางร่างกายและสมองได้ดีกว่า หรือบางรายดีขึ้นเล็กน้อยด้วยซ้ำ

เบคกา เลวี่ (Becca Levy) ศาสตราจารย์ด้านสาธารณสุขและจิตวิทยาจาก Yale University อธิบายว่า

การมองอนาคตในแง่บวก ส่งผลต่อสุขภาพผ่าน “พฤติกรรม” เมื่อเรารู้สึกว่าชีวิตยังมีสิ่งให้ตั้งตารอ เรามีแนวโน้มจะออกกำลังกาย ทำตามคำแนะนำแพทย์ และรักษาความสัมพันธ์ทางสังคมมากขึ้น

นอกจากนี้ งานวิจัยของเธอยังพบว่า ทัศนคติเชิงบวกต่ออายุที่มากขึ้น ช่วยลดระดับคอร์ติซอล (ฮอร์โมนความเครียด) และลดตัวชี้วัดการอักเสบในร่างกาย ซึ่งล้วนเชื่อมโยงกับโรคเรื้อรังและการเสื่อมของเซลล์

ฝึกสมองให้ “คาดหวังสิ่งดี ๆ” ได้ทุกวัน

คำถามคือ เราจะสร้าง mindset แบบนี้ได้อย่างไร?

ดร.ดีปิกา โชปรา (Dr. Deepika Chopra) แนะนำให้ “ตั้งใจมีบางสิ่งให้ตั้งตารอในทุกวัน”

ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องใหญ่ อาจเป็นแค่การมีแพลนว่าจะได้เดินเล่นตอนเย็น นัดคุยกับเพื่อน หรือแม้แต่การได้กินอาหารที่เราชอบ

เพราะในเชิงประสาทวิทยา หากเราคิดซ้ำ ๆ ว่าอนาคตมีแต่ข้อจำกัดและความเสื่อม สมองจะเริ่ม “เชื่อแบบนั้น” และสร้างความคาดหวังในทิศทางเดียวกัน

แต่ถ้าเราฝึกให้ตัวเองมองเห็น “ช่วงเวลาดี ๆ ข้างหน้า” แม้จะเล็กน้อย สมองก็จะเรียนรู้ว่า ชีวิตยังมีสิ่งดีรออยู่ และค่อย ๆ เปลี่ยนวิธีที่เรามองโลก

 

อ้างอิง nytimes