เราอาจคุ้นเคยกับสูตรดูแลสุขภาพที่พูดถึง “กินดี นอนพอ ออกกำลังกาย” แต่มีอีกหนึ่งองค์ประกอบที่มักถูกมองข้าม นั่นก็คือ วิธีที่เราคิดและมองชีวิตของตัวเอง
ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า “ทัศนคติ” และ “สภาวะจิตใจ” โดยเฉพาะเมื่อเราอายุมากขึ้น อาจเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อทั้งสุขภาพกายและอายุขัย
“กรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย” ชวนผู้อ่านสำรวจว่า ทำไมความรู้สึกว่า “เรามีความหมาย” และการมองโลกในแง่บวก อาจไม่ใช่แค่เรื่องของใจ แต่เกี่ยวข้องกับการมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ความรู้สึกว่า “เรามีความหมาย” อาจสำคัญกว่าที่คิด
หนึ่งในแนวคิดที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในวงการสุขภาพคือคำว่า mattering หรือ “ความรู้สึกว่าเรามีคุณค่าและมีส่วนสำคัญต่อผู้อื่น”
เจนนิเฟอร์ บี. วอลเลซ (Jennifer B. Wallace) ผู้เขียนหนังสือ Mattering อธิบายว่า เมื่อคนเรารู้สึกว่าตัวเอง “มีความหมาย” ต่อใครบางคนหรือสังคม เรามักจะดูแลตัวเองมากขึ้น เชื่อมโยงกับผู้อื่นมากขึ้น และยังคง “ลงทุนกับชีวิต” ต่อไป
สิ่งนี้ไม่ใช่แค่ความรู้สึกเชิงนามธรรม แต่ส่งผลต่อพฤติกรรมสุขภาพจริง
ด้าน ดร.ลินดา ฟรีด (Linda Fried) ศาสตราจารย์ด้านระบาดวิทยาและแพทยศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เล่าย้อนถึงช่วงที่เธอทำงานเป็นแพทย์เวชศาสตร์ผู้สูงอายุที่ Johns Hopkins Medicine ว่า
ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อย “ป่วยจริง” แต่ต้นเหตุลึก ๆ คือการไม่มีเหตุผลที่จะลุกขึ้นมาใช้ชีวิตในแต่ละวัน
เธอจึงเริ่มแนะนำให้ผู้สูงอายุไปทำกิจกรรมอาสาสมัครในสิ่งที่พวกเขาใส่ใจ และต่อมาได้พัฒนาเป็นโครงการวิจัยเพื่อศึกษาผลลัพธ์อย่างเป็นระบบ
ผลที่ได้ค่อนข้างชัดเจน คือ ผู้เข้าร่วมมีระดับการเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้น รู้สึกแข็งแรงขึ้น และยังมีคะแนนด้านความจำและการคิดดีขึ้นเล็กน้อย รวมถึงรู้สึกว่าตนเอง “สร้างความแตกต่าง” ให้กับสังคมได้
การสร้างความรู้สึกว่า “เรามีตัวตน” ไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่เสมอไป แค่การเป็นลูกค้าประจำร้านกาแฟ ไปเดินสวนสาธารณะเดิม หรือมีพื้นที่ที่เรา “เป็นส่วนหนึ่ง” ก็ช่วยลดความรู้สึกโดดเดี่ยวได้ โดยเฉพาะในช่วงวัยเกษียณ
มองโลกในแง่ดี อาจทำให้อายุยืนขึ้นจริง
อีกหนึ่งปัจจัยที่มีหลักฐานสนับสนุนเพิ่มขึ้นคือ “การมองโลกในแง่ดี”
งานวิจัยพบว่า ผู้หญิงอายุ 50 ปีขึ้นไปที่มีระดับ การมองโลกในแง่ดีสูง มีอายุยืนเฉลี่ยมากกว่ากลุ่มที่มองโลกในแง่ลบประมาณ 5% และมีโอกาสไปถึงอายุ 90 ปีมากกว่า
ขณะที่อีกงานวิจัยหนึ่งติดตามผู้ใหญ่อายุ 50 ปีขึ้นไปเป็นเวลา 12 ปี พบว่า คนที่มีทัศนคติเชิงบวกต่ออายุที่มากขึ้น เช่น ยังรู้สึกว่าตัวเอง “มีประโยชน์” และ “มีความสุข” ไม่ต่างจากตอนหนุ่มสาว จะมีแนวโน้มรักษาความสามารถทั้งทางร่างกายและสมองได้ดีกว่า หรือบางรายดีขึ้นเล็กน้อยด้วยซ้ำ
เบคกา เลวี่ (Becca Levy) ศาสตราจารย์ด้านสาธารณสุขและจิตวิทยาจาก Yale University อธิบายว่า
การมองอนาคตในแง่บวก ส่งผลต่อสุขภาพผ่าน “พฤติกรรม” เมื่อเรารู้สึกว่าชีวิตยังมีสิ่งให้ตั้งตารอ เรามีแนวโน้มจะออกกำลังกาย ทำตามคำแนะนำแพทย์ และรักษาความสัมพันธ์ทางสังคมมากขึ้น
นอกจากนี้ งานวิจัยของเธอยังพบว่า ทัศนคติเชิงบวกต่ออายุที่มากขึ้น ช่วยลดระดับคอร์ติซอล (ฮอร์โมนความเครียด) และลดตัวชี้วัดการอักเสบในร่างกาย ซึ่งล้วนเชื่อมโยงกับโรคเรื้อรังและการเสื่อมของเซลล์
ฝึกสมองให้ “คาดหวังสิ่งดี ๆ” ได้ทุกวัน
คำถามคือ เราจะสร้าง mindset แบบนี้ได้อย่างไร?
ดร.ดีปิกา โชปรา (Dr. Deepika Chopra) แนะนำให้ “ตั้งใจมีบางสิ่งให้ตั้งตารอในทุกวัน”
ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องใหญ่ อาจเป็นแค่การมีแพลนว่าจะได้เดินเล่นตอนเย็น นัดคุยกับเพื่อน หรือแม้แต่การได้กินอาหารที่เราชอบ
เพราะในเชิงประสาทวิทยา หากเราคิดซ้ำ ๆ ว่าอนาคตมีแต่ข้อจำกัดและความเสื่อม สมองจะเริ่ม “เชื่อแบบนั้น” และสร้างความคาดหวังในทิศทางเดียวกัน
แต่ถ้าเราฝึกให้ตัวเองมองเห็น “ช่วงเวลาดี ๆ ข้างหน้า” แม้จะเล็กน้อย สมองก็จะเรียนรู้ว่า ชีวิตยังมีสิ่งดีรออยู่ และค่อย ๆ เปลี่ยนวิธีที่เรามองโลก
อ้างอิง nytimes





