โจทย์ใหญ่ของการสร้างกำลังคนในระยะยาวที่รัฐบาลสามารถออกตัวได้ในช่วง 4 เดือนนี้ คือ การสร้างทักษะพื้นฐานที่จำเป็นให้แก่เยาวชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่เสี่ยงจะหลุดออกจากระบบหลังจากจบ ม.3
เนื่องจากในตลาดแรงงานยุคใหม่สภาพแวดล้อมในการทำงานเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทักษะบางเรื่องสามารถล้าสมัยได้ในเวลาเพียงไม่กี่เดือน อย่างไรก็ตาม มีทักษะพื้นฐานหลายอย่างที่แม้ว่าจะต้องเปลี่ยนงานไปอีกกี่ครั้ง ทักษะเหล่านี้ยังเป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญ และเป็นทุนที่จะติดตัวเยาวชนเหล่านี้ไปตลอดชีวิต
ผลการศึกษาของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ที่วิเคราะห์ความพร้อมด้านอาชีพของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นทั่วประเทศ ชี้ให้เห็น 5 องค์ประกอบสำคัญที่เยาวชนไทยต้องเร่งพัฒนาเพื่อให้พร้อมสำหรับตลาดแรงงานในอนาคต ได้แก่ ทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อการทำงาน หรือ Hard Skills ทักษะด้านอารมณ์และการบริหารจัดการความคิด หรือ Soft Skills
เป้าหมายในการทำงานตาม QCDSE ย่อมาจาก Quality Cost Delivery Safety และ Environment การเรียนรู้ด้วยตนเอง หรือ Self-learning และวุฒิภาวะ หรือ Maturity ซึ่งทั้ง 5 องค์ประกอบนี้ถือเป็นเสาหลักของความสำเร็จในการทำงานยุคใหม่
เริ่มจากทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อการทำงาน ผลการประเมินพบว่านักเรียนส่วนใหญ่มีพื้นฐานในระดับพอใช้ แต่ยังมีช่องว่างในด้านการใช้เทคโนโลยีเพื่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ขั้นสูงและการวิเคราะห์ข้อมูล
ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญอย่างยิ่งในยุคดิจิทัล การขาดทักษะเหล่านี้อาจทำให้เยาวชนไทยเสียเปรียบในการแข่งขันกับแรงงานจากประเทศอื่นในอนาคต
ในส่วนของทักษะด้านอารมณ์และการบริหารจัดการความคิด ซึ่งในแบบประเมินระยะที่ 2 นี้หมายถึงความสามารถในการควบคุมอารมณ์ การมีไหวพริบ ความอดทน และการปรับตัว ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่านักเรียนไทยมีความสามารถในระดับปานกลาง
แต่ยังต้องพัฒนาในเรื่องการจัดการความเครียดและการควบคุมอารมณ์ในสถานการณ์กดดัน ซึ่งเป็นสิ่งที่นายจ้างในปัจจุบันให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก
ที่น่าสนใจคือ ผลการประเมินด้านเป้าหมายในการทำงานตาม QCDSE พบว่านักเรียนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจแนวคิดเรื่องคุณภาพของงานอย่างลึกซึ้ง มักมองว่าการทำงานให้เสร็จก็เพียงพอแล้ว
โดยไม่คำนึงถึงมาตรฐานคุณภาพ ต้นทุน การส่งมอบตรงเวลา ความปลอดภัย และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่องค์กรทั่วโลกใช้ในการประเมินผลงาน การขาดความเข้าใจในเรื่องนี้อาจทำให้เยาวชนไทยประสบปัญหาในการทำงานจริง
ด้านการเรียนรู้ด้วยตนเอง พบว่ามีความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างนักเรียนในเมืองกับชนบท นักเรียนในเขตเมืองมีคะแนนการเรียนรู้ด้วยตนเองสูงกว่า ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้และอินเทอร์เน็ตที่ดีกว่า
อย่างไรก็ตาม ทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเองนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในยุคที่ความรู้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และการเรียนรู้ตลอดชีวิตกลายเป็นสิ่งจำเป็น
สำหรับวุฒิภาวะ ซึ่งครอบคลุมการคิดบวก มารยาท และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น พบว่านักเรียนไทยมีจุดแข็งในด้านมารยาทและการเคารพผู้ใหญ่ แต่ยังต้องพัฒนาในเรื่องการคิดบวกและการรับมือกับความล้มเหลว
นักเรียนจำนวนมากมีแนวโน้มที่จะท้อแท้เมื่อเผชิญกับอุปสรรค และขาดความมั่นใจในการตัดสินใจด้วยตนเอง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญในการทำงานยุคใหม่ที่ต้องการความคิดริเริ่มและการตัดสินใจที่รวดเร็ว
การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างทักษะต่างๆ พบข้อค้นพบที่น่าสนใจ คือ นักเรียนที่มีทักษะการคิดเชิงวิพากษ์สูงมักจะมีความคิดสร้างสรรค์สูงตามไปด้วย แสดงให้เห็นว่าการพัฒนาทักษะเหล่านี้ควรทำแบบบูรณาการ ไม่ควรแยกส่วนการสอนออกจากกัน
ผลการศึกษายังพบว่าจังหวัดที่มีผลคะแนนสูงมักมีลักษณะร่วมกัน คือ การมีเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างโรงเรียน ชุมชนและภาคเอกชนในพื้นที่ มีการจัดกิจกรรมเสริมทักษะอย่างต่อเนื่อง และครูได้รับการพัฒนาอย่างสม่ำเสมอ ในทางกลับกัน จังหวัดที่มีคะแนนต่ำมักประสบปัญหาขาดแคลนทรัพยากร ครูมีภาระงานมาก และขาดการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
หนึ่งในแนวทางที่น่าสนใจคือการใช้แนวคิด “การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง” หรือ Experiential Learning ร่วมกับ “การเรียนรู้จากปัญหา” หรือ Problem Based Learning และ “โรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้” หรือ School as Learning Community ซึ่งผลการทดลองนำร่องพบว่าสามารถช่วยพัฒนาทักษะของนักเรียนได้อย่างเห็นผลในระยะเวลาอันสั้น
การพัฒนาทักษะเหล่านี้ไม่ใช่หน้าที่ของโรงเรียนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ผู้ปกครองต้องเข้าใจและสนับสนุนการพัฒนาทักษะนอกเหนือจากวิชาการ ภาคเอกชนต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการให้ประสบการณ์จริง และหน่วยงานภาครัฐต้องสร้างนโยบายที่เอื้อต่อการพัฒนาแบบองค์รวม
ท้ายที่สุด ผลการศึกษานี้ควรเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบในการพัฒนาเยาวชนไทย ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับอนาคตของประเทศ เพราะเยาวชนที่มีทักษะครบถ้วนทั้ง 5 ด้านนี้ จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างยั่งยืนในอนาคตอันใกล้นี้





