วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

ผลักดัน ‘สิทธิลาคลอด’ เป็น 180 วัน แก้วิกฤตเด็กเกิดน้อย

ผลักดัน ‘สิทธิลาคลอด’ เป็น 180 วัน แก้วิกฤตเด็กเกิดน้อย

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ผลักดันสิทธิลาคลอดจาก 98 วัน เป็น 180 วัน ตามมาตรฐาน WHO แก้วิกฤตเด็กเกิดน้อย คนไม่พร้อมมีลูก 

ในวาระวันแม่แห่งชาติ อยากเชิญชวนสังคมไทยให้ความสำคัญกับว่าที่คุณแม่ หรือผู้หญิงวัยทำงานที่กำลังวางแผนจะเป็นแม่ และผู้ที่กำลังชั่งใจว่าจะมีบุตรดีหรือไม่ด้วย

โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเป็นสังคมสูงวัยและเผชิญกับปัญหาอัตราการเกิดต่ำ หรือเด็กเกิดน้อย ส่วนตัวเชื่อว่าการเพิ่มสิทธิและสวัสดิการทางสังคมบางประการจะช่วยให้ว่าที่คุณแม่เบาใจลง มีความมั่นใจ และตัดสินใจมีบุตรได้มากขึ้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

เรื่องใหม่ คุณแม่ต้องรู้ เพิ่มวันลาคลอด- ปรับเกณฑ์น้ำหนัก

คนทำงานบ้านเฮ!! กฎกระทรวงแรงงาน ได้สิทธิลาคลอด 98 วัน มีผลบังคับใช้แล้ว

ผู้ประกันตนใช้สิทธิลาคลอดลดลง 26%

ผศ.ดร.กฤษฎา ธีระโกศลพงศ์ อาจารย์ประจำคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ …) พ.ศ. กล่าวว่าปี 2555 มีผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ใช้สิทธิคลอดบุตรมากกว่า 3 แสนครั้ง แต่ปี 2567 กลับเหลือเพียง 2.2 แสนครั้ง หรือลดลงราว 26% ตัวเลขนี้สะท้อนว่าอัตราการเกิดของเด็กลดลง ซึ่งจะส่งผลให้อัตราวัยแรงงานน้อยลงตาม ดังนั้นสังคมควรจะหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาสวัสดิการสังคมเพื่อเอื้อให้คนรู้สึกเบาใจในการมีลูกมากขึ้น

ผศ. ดร.กฤษฎา กล่าวต่อว่า สิทธิและสวัสดิการสังคมที่ควรสนับสนุนและผลักดันให้เกิดขึ้นในประเทศไทย คือการลาคลอด 180 วัน ซึ่งปัจจุบันกฎหมายให้ลาได้ 98 วัน และปัจจุบันสภาอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับแก้กฎหมายเพื่อขยับขึ้นมาเป็น 120 วัน แต่ก็ยังไม่ถึง 180 วัน ขณะที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้แนะนำและกำหนดมาตรฐานเวลาที่พ่อแม่ควรมีหรือแบ่งมาดูแลลูก ซึ่งอยู่ที่ 180 วัน

ดันสิทธิลาคลอด เป็น 180 วัน ช่วยว่าที่คุณแม่

ผศ. ดร.กฤษฎา กล่าวต่อไปว่า สภาผู้แทนราษฎร ได้ผ่าน (ร่าง) แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ซึ่งมีสาระสำคัญคือให้ลาคลอดได้ 120 วันแล้ว โดยเมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2568 ที่ประชุมวุฒิสภาได้มีมติรับร่างกฎหมายไว้พิจารณาและมีการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา (ร่าง) พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ( ฉบับที่...) พ.ศ... จํานวน 27 คน และเมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2568 มีการประชุมไปแล้ว 1 ครั้ง จึงอยากเชิญชวนให้สังคมช่วยกันจับตาและเอาใจช่วยให้วุฒิสภาพิจารณาเห็นชอบก่อนจะนำร่างฯ ขึ้นทูลเกล้าเพื่อลงพระปรมาภิไธยเเละประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป ซึ่งกระบวนการต่างๆ ควรจะดำเนินการไปตามขั้นตอนดังกล่าว หากไม่เกิดอุบัติเหตุทางการเมืองจนทำให้มีการยุบสภาไปเสียก่อน

"การลาคลอด 180 วัน เป็นสิ่งที่ภาคประชาสังคมพยายามผลักดันมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566 แต่ในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ สภาผู้แทนราษฎร ได้มีมติออกมาเป็น 120 วัน ดังนั้น เป้าหมายเบื้องต้นของเครือข่ายผู้ผลักดันสิทธิและสวัสดิการดังกล่าวยังยืนยันตามนี้ แต่นั่นคงไม่ใช่เป้าหมายปลายทางที่ภาคประชาสังคมต้องการ"

ทั้งนี้ สิทธิการลาคลอดเป็นเพียงมิติหนึ่งในการสร้างสวัสดิการทางสังคมเพื่อทำให้ผู้คนเกิดความรู้สึกอุ่นใจ มั่นคงสำหรับการสร้างครอบครัว แต่การเลี้ยงเด็กคนหนึ่งให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีนั้น

ผศ. ดร.กฤษฎา กล่าวอีกว่าภาครัฐควรทำหน้าที่ในการส่งเสริมอย่างรอบด้าน เชื่อมโยงให้กลายเป็นชุดนโยบายการดูแลอย่างครบวงจร ทั้งด้านการบริการ เช่น การบริการสุขภาพแม่และเด็ก บริการดูแลเด็กในบ้าน ชุมชน และศูนย์เด็กเล็ก สิ่งอำนวยความสะดวกในการให้นมลูก ด้านสิทธิ เช่น การได้รับความคุ้มครองจากการเลือกปฏิบัติความรุนแรงและการคุ้มครองการจ้างงาน รวมไปถึงสิทธิการมีชั่วโมงการทำงานที่เหมาะสม

นอกจากนี้ ยังมีชุดนโยบายด้านเวลา เช่น การลาเพื่อดูแลครอบครัว เวลาพักสำหรับให้นมลูก และนโยบายส่งเสริมความมั่นคงทางรายได้ เช่น เงินสนับสนุนสำหรับลาคลอด การลาให้นมลูก และลาเพื่อดูแลครอบครัวระยะยาว

ผศ. ดร.กฤษฎา กล่าวด้วยว่าสังคมควรจะดูแลสวัสดิการให้รอบด้าน โดยเฉพาะผู้หญิงที่ต้องแบกรับบทบาทในการเป็นแม่และต้องสูญเสียโอกาสบางอย่างในชีวิตไป รูปธรรมที่ชัดเจน เช่น การคำนวนเงินบำนาญของประกันสังคม หากผู้หญิงต้องลาออกจากที่ทำงานเพื่อมาทำหน้าที่ในการดูแลลูกเป็นช่วงๆ บางคนลาออกมาตั้งแต่ตั้งครรภ์ เมื่อคลอดออกมาก็ทำหน้าที่ดูแลให้นมลูกแล้วกลับไปทำงานต่อ ก็ทำให้ขาดการส่งเงินสมทบประกันสังคมไป

เพียงแค่การลาออกเท่านี้ ก็สามารถกระทบกับสิทธิตัวเองในช่วงหลังเกษียณแล้ว ยังไม่รวมมิติอื่นๆ ที่เอื้ออำนวย เช่น สวัสดิการห้องให้นมลูกในที่ทำงาน ระยะเวลาพักสำหรับการให้นมลูก หรือสถานที่ดูแลเด็กในที่ทำงาน สิ่งเหล่านี้ เราต้องร่วมกันออกแบบเพื่อทำให้คุณแม่ได้ทำหน้าที่แม่ได้อย่างสมบูรณ์

ทำไม?ต้องแก้สิทธิลาคลอดจาก 120 วันเป็น 180 วัน

การแก้ไขกฎหมายแรงงาน ขยายสิทธิลาคลอดเป็น 120 วันโดยได้รับค่าจ้าง จะได้รับการพิจารณาในสภาอีกครั้ง แม้ว่าภาคประชาสังคมและขบวนการแรงงานจะเรียกร้องวันลาคลอด 180 วัน เพราะให้ความสำคัญถึงสุขภาพแม่และเด็กเป็นสำคัญ

ขบวนการแรงงานและภาคประชาสังคม เช่น มูลนิธิเพื่อนหญิง มูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคม สมาพันธ์ศูนย์ประสานงานแรงงานนอกระบบแห่งประเทศไทย มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก คณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า เป็นต้น ได้รวมตัวกันผลักดันการแก้ไขกฎหมายแรงงาน ขยายสิทธิให้แรงงานลาคลอดได้ 180 วัน และรับค่าจ้างเต็ม

วันลาคลอด 180 วันนั้นถือว่าเป็นการกำหนดเวลาขั้นต่ำเท่านั้น เพราะ 180 วันเป็นเพียงช่วงเวลาสำคัญของการให้นมบุตร แต่การลาคลอดต้องครอบคลุมถึงช่วงเวลาการดูแลสุขภาพของแรงงานผู้ตั้งครรภ์ ทั้งก่อนและหลังคลอดด้วย

แต่เมื่อเข้าสู่สภา มีการต่อรองปรับลดวันเหลือเพียง 120 วัน และเพิ่มสิทธิให้กับแรงงานบางประการ ในกรณีลูกที่เกิดมาเจ็บป่วยหรือพิการสามารถเพิ่มวันลาได้อีก 15 วัน และคู่สมรสก็สามารถลาเพื่อเลี้ยงดูลูกได้ 15 วัน

แม้จะไม่ได้วันลาคลอด 180 วัน อย่างที่คาดหวังไว้ แต่ก็ถือว่าเป็นพัฒนาการทางกฎหมายเพื่อสิทธิและสวัสดิการแรงงาน บนเส้นทางการต่อสู้ของพี่น้องแรงงานและประชาสังคมที่ยาวนานและเนิ่นนาน

ประวัติศาสตร์วันลาคลอด

พ.ศ. 2534 รัฐบาลแก้ไขระเบียบการลาคลอดของข้าราชการหญิงให้มีสิทธิลาคลอดได้ 90 วันจากเดิม 45 วันโดยรับเงินเดือนเต็ม แต่ไม่ครอบคลุมไปถึงลูกจ้างเอกชน  ที่ลาคลอดบุตรได้ 60 วัน แต่ได้รับค่าจ้าง 30 วันเท่านั้น กลายเป็นความไม่เท่าเทียมทางโอกาส และสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ของระหว่างผู้หญิง กลุ่มลูกจ้างเอกชนหญิงเห็นถึงการเลือกปฏิบัติทางกฎหมาย

พ.ศ. 2535 สหภาพแรงงานและเครือข่ายเริ่มเคลื่อนไหวเรียกร้องการขยายสิทธิลาคลอดเรื่อยมา เพราะก่อนหน้านั้นเมื่อแรงงานหญิงตั้งครรภ์ บางคนถูกไล่ออกจากงาน หรือบางคนรัดหน้าท้องซ่อน บางคนไม่ยอมไปพบแพทย์ เพราะการลาเท่ากับขาดรายได้ และถูกตัดเบี้ยขยัน หรือกลับเข้าไปทำงานหลังจากคลอดเพียง 15 วัน ทั้งๆที่ร่างกายยังไม่ฟื้นตัว และไม่ได้เปลี่ยนแผนกให้ทำงานเบาลง ส่งผลกระทบทั้งแม่และเด็ก

เพราะในทางการแพทย์นั้น ระยะเวลาฟื้นตัวหลังคลอด แม่ต้องใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์สำหรับการคลอดธรรมชาติ และประมาณ 6-8 สัปดาห์ สำหรับคลอดแบบผ่าตัด อีกทั้งในช่วง 3 เดือนหลังคลอด แพทย์แนะนำไม่ให้แม่ใช้แรงงานหนัก และเป็นช่วงสำคัญที่แม่และเด็กจะมีโอกาสสร้างปฏิสัมพันธ์โดยตรง

พ.ศ. 2536 สหภาพและเครือข่ายแรงงานหญิงมากกว่า 500 คน รวมตัวกดดันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และยกระดับความเข้มข้นด้วยการชุมนุมประท้วงหน้าทำเนียบรัฐบาล มีการอดข้าวประท้วงของแรงงานที่ตั้งครรภ์ และเพิ่มแรงกดดันด้วยการกรีดเลือดประท้วง

27 เม.ย. 2536 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแก้ไขกฎหมายคุ้มครองแรงงานให้แรงงานหญิงสามารถลาคลอดได้ 90 วัน โดยยังได้รับค่าแรงเต็มจำนวน คือได้รับค่าจ้างเต็ม 45 วันจากนายจ้าง และ 45 วันจากกองทุนประกันสังคม เครือข่ายจึงประกาศยุติการชุมนุมโดยประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้ในวันแรงงาน 1 พ.ค. ปีเดียวกัน

พ.ศ. 2554 มีความพยายามแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน เพื่อกำหนดให้ลูกจ้างชายสามารถลางานได้ถึง 90 วันติดต่อกัน เพื่อช่วยภรรยาเลี้ยงลูกที่เพิ่งคลอด แต่ไม่สำเร็จ เพราะเมื่อรัฐบาลขอให้กระทรวงแรงงานแก้ไขกฎหมาย แต่กระทรวงออกประกาศกระทรวงแทน โดยขอความร่วมมือสถานประกอบการให้แรงงานชายสามารถขอลาหยุดงานได้ 15 วันติดต่อกัน ซึ่งประกาศกระทรวงระบุว่า ต้องเป็นภรรยาที่จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย โดยให้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของนายจ้างกำหนดวันลา

พ.ศ. 2562 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ได้แก้ไขให้แรงงานลาคลอดได้ ไม่เกิน 98 วัน และวันลาเพื่อคลอดบุตร ให้รวมวันลาเพื่อตรวจครรภ์ก่อนคลอดบุตรด้วย ซึ่งนายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้ไม่เกิน 45 วัน และ 45 วันจากกองทุนประกันสังคม เท่ากับว่า 8 วันที่เพิ่มมาแรงงานไม่ได้ค่าจ้างใดๆ

พ.ศ. 2565 กฎหมายกำหนดให้ ผู้ชายสามารถลาไปช่วยเลี้ยงดูลูกได้ 15 วันเฉพาะภาคราชการเท่านั้น ส่วนภาคเอกชนยังไม่มีการบังคับใช้

ความสำคัญ 180 วันลาคลอด

ที่มาของการขยายวันลาคลอดเป็น 180 วันนั้น มาจากหลักสากลขององค์การอนามัยโลกและกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ ที่กำหนดให้บุตรควรได้รับนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกหลังคลอด

ตามที่องค์การอนามัยโลก สถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งอเมริกา (AAP) และ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (CDC)  ระบุว่าการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากสำหรับทารก รวมถึงการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของทารก กระตุ้นการพัฒนาสมองในเชิงบวก และลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ ระยะเวลาในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ที่เพิ่มขึ้นยังเชื่อมโยงกับการติดเชื้อที่หูน้อยลง และลดความเสี่ยงต่อโรคอ้วนในเด็ก โรคระบบทางเดินหายใจ โรคเบาหวาน และกลุ่มอาการเสียชีวิตกะทันหันของทารก

การเพิ่มเวลาการดูแลและการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองที่เพิ่มขึ้น ยังสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับทารกได้ ให้เกิดความรู้สึกปลอดภัย ช่วยให้เด็กพัฒนานิสัยที่ดี ช่วยลดโอกาสที่คุณแม่จะมีอาการซึมเศร้าและความเครียด ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพของลูก

ผู้ปกครองที่มีสิทธิลาเลี้ยงลูกได้ระยะสั้นๆ มักจะต้องพึ่งพาการดูแลที่ไม่ใช่ผู้ปกครองสำหรับบุตรหลานของตนเมื่อกลับไปทำงาน แต่การดูแลที่ไม่ใช่ผู้ปกครองอาจส่งผลเสียต่อการพัฒนาพฤติกรรมของเด็ก ยิ่งเด็กใช้เวลาในศูนย์ดูแลเด็กตั้งแต่เนิ่นๆ ยิ่งส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมด้านลบมากขึ้น เด็กที่ได้รับการดูแลจากศูนย์เป็นเวลามากกว่า 30 ชั่วโมงต่อสัปดาห์จะได้รับผลกระทบทางพฤติกรรมเชิงลบอย่างมีนัยสำคัญ

ช่วงเวลาหลังคลอดนั้นเป็นช่วงเวลาที่สำคัญและเปราะบางอ่อนไหวอย่างยิ่งทั้งแม่และเด็กแรกเกิด คุณแม่ที่เพิ่งคลอดจะมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย เช่น อาการบาดเจ็บจากแผลผ่าตัด กว่าแผลจะสมานกลับเข้าสู่สภาวะปกติจะใช้เวลาประมาณ 6 สัปดาห์ นอกจากนี้ยังมีอาการปวดเมื่อยตัว-ปวดหลังจากการอุ้มท้อง

ทางด้านจิตใจหลังคลอด คุณแม่ย่อมต้องมีความกังวล ในการปรับตัวให้เข้ากับบทบาทใหม่ ยิ่งมีลูกคนแรกยิ่งต้องปรับตัวมากขึ้น เช่นการให้นมลูก การดูแลทารกแรกเกิด การอดหลับอดนอนในตอนกลางคืน และอาจมีความเครียดสูง สืบเนื่องจากการนอนน้อยและเหนื่อยล้าจากการเลี้ยงลูก ซึ่งสภาวะความเครียดนี้อาจรุนแรงจนนำไปสู่สภาวะซึมเศร้าหลังคลอดได้

การเพิ่มเวลาว่างในระหว่างตั้งครรภ์ยังสามารถเพิ่มสุขภาวะที่ดีให้กับคุณแม่ได้ ซึ่งสุขภาพร่างกายและจิตใจที่ย่ำแย่ของแม่มีความสัมพันธ์กับผลเสียต่อผลลัพธ์การคลอด เช่น น้ำหนักแรกเกิดและอายุครรภ์ การได้ลาคลอดเป็นระยะเวลานานจะทำให้แก้ปัญหาน้ำหนักทารกต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานได้ถึง  3.2 % และลดโอกาสการคลอดก่อนกำหนดลง 6.6 %

สิทธิการลาเลี้ยงลูกที่เพิ่มขึ้น สามารถลดค่ารักษาพยาบาลในระยะยาวได้ เนื่องจากทารกที่คลอดครบกำหนดมีผลด้านสุขภาพที่ดีกว่าทารกที่คลอดก่อนกำหนด นอกจากนี้ยังลดอัตราการเสียชีวิตของทารกลงได้อย่างมาก

อ้างอิง: policywatch