background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

ชงบอร์ดประกันสังคม 11 ธ.ค.นี้ เคาะจ่ายรพ. 12,000 บาท การันตีตลอดปี

ชงบอร์ดประกันสังคม 11 ธ.ค.นี้  เคาะจ่ายรพ. 12,000 บาท การันตีตลอดปี

จากกรณีที่ รพ.เอกชน ที่เป็น คู่สัญญา ประกันสังคม มีการลงชื่อแล้ว 70 แห่ง จ่อถอนตัวออกจากประกันสังคม หากไม่มีการปรับอัตราค่าบริการ เนื่องจากบางส่วนไม่มีการปรับเพิ่มมา 5 ปี และบางรายการเงินลดในช่วงปลายปีนั้น โดยเฉพาะในส่วนค่ารักษาพยาบาลสำหรับโรคที่มีค่า Adjusted RW มากกว่า 2 ที่ปรับลดช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2565-2566

 ต่อมาคณะกรรมการการแพทย์ ประกันสังคม ได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการทบทวนหลักเกณฑ์ และอัตราการจ่ายค่าบริการทางการแพทย์ให้แก่สถานพยาบาลคู่สัญญาในระบบประกันสังคม (เฉพาะกิจ)เพื่อมาดำเนินการหาแนวทางแก้ปัญหาให้แล้วเสร็จภายใน 90วันมีนพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล อดีตเลขาธิการประกันสังคม เป็นประธานอนุกรรมการฯ และก่อนหน้านี้มีการประชุมหารือมาแล้ว 2 ครั้งก่อนจะมีการประชุมเป็นครั้งที่ 3 เพื่อให้ได้ข้อสรุปเมื่อวันที่ 6 ธ.ค.2567   

ล่าสุด นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ อดีตนายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน  หนึงในอนุกรรมการทบทวนหลักเกณฑ์ฯ(เฉพาะกิจ) ให้สัมภาษณ์กรุงเทพธุรกิจว่า  เมื่อวันที่ 6 ธ.ค.2567 มีการประชุมอนุกรรมการฯเป็นนัดสุดท้ายเพื่อยืนยันในมติข้อสรุปก่อนนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการประกันสังคม(บอร์ดประกันสังคม)ในวันที่ 11 ธ.ค.นี้หลังจากที่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการการแพทย์ ประกันสังคมแล้ว โดยข้อสรุปคือ

1.ให้จ่ายค่ารักษาพยาบาลสำหรับโรคที่มีค่า Adjusted RW(AdjRW) มากกว่า 

2 ในอัตรา 12,000 บาทต่อAdjRW แบบปลายเปิด

เพิ่มประสิทธิภาพตรวจสอบ กันโอเวอร์เคลม

2.มาตรการตรวจสอบให้เป็นปัจจุบัน ช่องทางในการตรวจสอบให้เงินถูกทิศทาง ไม่มีการเบิกจ่ายเกินหรือโอเวอร์เคลม รวมถึง อนาคตจะต้องมีการพัฒนาหน่วยงาน อนุกรรมการตรวจสอบให้มาตรวจให้ชัดเจน ตั้งงบประมาณการดำเนินการระบบคอมพิวเตอร์ เพิ่มกำลังคนมาตรวจสอบ  เพื่อเพิ่มประสิททธิภาพในเรื่องนี้

“อนุกรรมการฯยืนยันมติจ่าย 12,000 บาท เป็นการการันตีตลอดปีแต่ก็ต้องเข้าสู่การพิจารณาของบอร์ดประกันสังคมในวันที่ 11 ธ.ค.นี้ที่มีองค์ประกอบผู้แทนนายจ้างลูกจ้างก่อนให้ถูกต้องตามระบบ  หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ในปี 2565 จ่ายเต็ม 12,000 บาท ได้แค่ 1 เดือน ปี 2566 ได้ 2 เดือน ทำให้ค่ารักษาส่วนต่างตกกระทบต่อรพ.คู่สัญญาประกันสังคม”นพ.เฉลิมกล่าว

รอชัดเจน ก่อนต่อสัญญา รพ.ประกันสังคม

เมื่อมติเป็นเช่นนี้ รพ.เอกชนจะถอนตัวออกจากประกันสังคมอยู่หรือไม่ นพ.เฉลิม กล่าวว่า
ถ้าไปดูเปรียบเทียบใน 2 ปีหลัง อัตราที่ประกันสังคมจ่ายในส่วนนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 9,800 บาทต่อ AdjRW และลดมาเป็น 7,200 บาทในปี 2567 แต่ถ้าขึ้นมาเป็นค้ำประกัน 12,000 บาทน่าจะอยู่ในอัตราที่รับได้

อย่างไรก็ตาม การต่อสัญญา รพ.ประกันสังคม ที่จะให้เซ็นต์สัญญาในช่วงวันที่ 11-13 ธ.ค.2567  สมาคมโรงพยาบาลเอกชนขอเลื่อนเวลาไปอีกเล็กน้อย เนื่องจากต้องดำเนินการเรื่องปรับอัตราจ่ายส่วนนี้ให้ผ่านมติบอร์ดประกันสังคมและออกประกาศให้เรียบร้อยก่อน  ซึ่งหากเป็นไปตามมตินี้ การต่อสัญญารพ.ประกันสังคมในปี 2568 จะไม่กระทบต่อการใช้บริการของผู้ประกันตน เพราะจะต้องดำเนินการเซ็นต์สัญญาให้แล้วเสร็จภายในธ.ค.2567 เพื่อให้บริการตั้งแต่ 1 ม.ค.2568

ก่อนเพิ่มสิทธิประกันสังคม ต้องคำนวณเม็ดเงินก่อน

ถามถึงกรณีที่มีข้อกังวลว่าการปรับอัตราเช่นนี้จะกระทบกับเงินใน กองทุนประกันสังคม เพิ่มขึ้น 6,000 -8,000 ล้านในปี 2568  นพ.เฉลิม กล่าวว่า ไม่น่าจะถึง ซึ่งค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เป็นเรื่องของชีวิตคน หากจะไปเพิ่มงบประมาณในเรื่องอื่นนั้นเป็นอีกเรื่อง แต่ตรงส่วนนี้เป็นเรื่องของการรักษา อีกทั้ง ในอนาคตจะมีการปรับค่าแรงเพิ่มขึ้น ฐานการเก็บเงินประกันสังคมก็จะสูงขึ้น  สัดส่วนเงินในหมวดค่ารักษาพยาบาลจากกองทุนประกันสังคมก็จะสูงขึ้นมาชดเชนได้
นพ.เฉลิม ย้ำด้วยว่า การที่ประกันสังคมจะออกสิทธิประโยชน์ใดเพิ่มเติม จะต้องคำนวณให้ชัดเจนก่อนว่าจะต้องใช้เม็ดเงินเท่าไหร่  โดยเฉพาะในส่วนของการผ่าตัดที่ยังสามารถรอได้ เรียกผ่าปีนี้หรือปีหน้าได้ อาจจะกำหนดว่าแต่ละปีจะให้มีการผ่าตัดจำนวนเท่าไหร่ จะทำให้เห็นเม็ดเงินที่ชัดเจนในแต่ละปี ซึ่งแตกต่างจากกรณีโรคที่มีค่า Adjusted RW(AdjRW) มากกว่า 2  ซึ่งเป็นโรคที่ถึงแก่ชีวิตจะต้องรักษา เช่น มะเร็ง เป็นต้น

หวั่นทำเงินหมวด 4 กรณีประกันสังคม ติดลบ

ขณะที่พญ.ชุตินาถ ชินอุดมพร หนึ่งในอนุกรรมการฯ กล่าวว่า การดำเนินงานต้องมีการตรวจสอบเวชระเบียนที่เข้มข้นขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบก่อนให้ทำหัตถการ ในรายการที่มีค่าใช้จ่ายสูงหรือมีการเบิกซ้ำมาก ต้องตรวจสอบให้เร็วเพื่อไม่ให้กระทบการให้บริการ ตรวจสอบเวชระเบียนก่อนจ่าย และการตรวจสอบเวชระเบียนหลังจ่าย โดยอยากให้มีกลไกหรือการตั้งคณะกรรมการร่วม

เพื่อให้ผู้ประกันตนและนายจ้าง เห็นข้อมูลการเบิกจ่าย เกณฑ์การตรวจสอบเวชระเบียน ผลการตรวจสอบ เรียกคืนเงิน และผลการอุทธรณ์ เพื่อจะได้ทราบผลการดำเนินงานหลักมีการเบิกจ่าย หากต้องมีการปรับปรุงรายละเอียดหรือเกณฑ์เมื่อเกิดปัญหา เช่น ค่าใช้จ่ายมากกว่าที่คำนวณไว้ จะได้มีการตัดสินใจที่รวดเร็ว รอบด้าน และโปร่งใสที่สุด

“การตัดสินใจเรื่องนี้ค่อนข้างมีความเสี่ยง เพราะงบประมาณที่จะติดลบจากค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ประมาณการสถานะกองทุนจาก 4 กรณี คือ เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ  เสียชีวิต  จะติดลบราว 2,000-4,000 ล้านบาทในปี 2568 แต่ยังไม่รวมกับ Cancer Anywhere ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายจากการรักษาโรคมะเร็งเดิมเพิ่มอีก 4,000 ล้านบาท รวมๆแล้วกองทุนจะติดลบ 6,000-8,000ล้านบาทในปี 2568  จึงต้องคิดให้รอบด้าน และเตรียมพร้อมก่อนประกาศใช้”พญ.ชุตินาถกล่าว