background-default

วันพุธ ที่ 14 มกราคม 2569

Login
Login

'เป๊ะ' มาก ดีต่องาน แต่สุขภาพแย่ ทำงานหาเงินจ่ายค่าหมอแบบไม่รู้ตัว

'เป๊ะ' มาก ดีต่องาน แต่สุขภาพแย่ ทำงานหาเงินจ่ายค่าหมอแบบไม่รู้ตัว

การทำงานหากมีมนุษย์ 'เป๊ะ หรือกลุ่มคน 'Perfectionism' ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งไหนของระบบ เชื่อว่าทุกองค์กรคงต้องการ เพราะนั่นแสดงให้เห็นถึงลักษณะนิสัยของพนักงาน หรือผู้บริหารชัดเจน ที่ใส่ใจรายละเอียด รอบคอบ มีความรับผิดชอบ นิยมความสมบูรณ์แบบ

Keypoint:

  • การทำงานแบบมนุษย์ 'เป๊ะ' ใช่มีแต่ข้อดีอย่างเดียว เพราะยิ่ง 'เป๊ะ' เป็น Perfectionism มากเกินไปจะส่งผลร้ายมากกว่าผลดีได้
  • ผลเสียที่เกิดจากความเป็น Perfectionism ในการทำงาน นอกจากเรื่องสุขภาพจิตใจ สุขภาพกาย และความเครียดแล้ว ยังส่งผลต่อผู้ร่วมงาน กดดันตัวเองแล้ว ยังอาจจะแผ่ความกดดันนี้ไปสู่เพื่อนร่วมทีม
  • เปลี่ยนวิธีคิดให้รู้จักปล่อยวาง ไม่เปรียบเทียบหรือกดดันตัวเองจนเกินไป มองปัญหาในแง่มุมใหม่ เตรียมแผนสำรอง  รู้จัก การเห็นอกให้เห็นใจ ทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น

ด้วยความเป็นคน 'เป๊ะ' อย่างที่เรียกว่า 'Perfectionism' ที่นิยมความสมบูรณ์แบบมักจะตามมาด้วยอาการเครียดและกดดันตัวเอง ซึ่งเราทราบดีอยู่แล้วว่าความเครียดส่งผลเสียทั้งต่อสุขภาพกายและสุขภาพใจ

จากการศึกษาของ Dr. Thomas Curran นักจิตวิทยาและอาจารย์จาก University of Bath ประเทศอังกฤษ ได้อธิบายถึงอันตรายของการเป็น Perfectionism ไว้ว่า เป็นต้นกำเนิดของปัญหาทางสุขภาพจิตที่อาจนำไปสู่ ภาวะซึมเศร้า เนื่องจากการยึดติด นิยมความสมบูรณ์แบบมากเกินไป จนเกิดเป็นความกังวล ความกดดัน ทั้งต่อตัวเองและเพื่อนร่วมงาน และยังมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็น ไบโพล่า (Bipolar) หรือโรคอารมณ์สองขั้ว เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ซึ่งมีสาเหตุมาจากอาการวิตกกังวลมากเกินไปอีกด้วย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

การทำงานยุคใหม่และอนาคตของการทำงานในปี 2023

งานแบบไหนที่คนรุ่นใหม่ SAY YES อยากทำงานด้วยมากที่สุด

 

มนุษย์ 'เป๊ะ' ผลเสียต่อสุขภาพจิต สุขภาพกาย

ข้อมูลจาก JobsDB  อธิบายว่า การเป็นกลุ่มคนเป๊ะ หรือperfectionism นอกจากผลเสียทางสุขภาพจิตแล้ว การเป็น Perfectionism ยังส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกาย ด้วย เพราะความเครียดสะสมอาจนำไปสู่การเป็นโรคทางกายต่าง ๆ เช่น โรคความดันโลหิตสูง ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นโรคอันตรายอื่น ๆ ได้อีกมากมาย

อีกหนึ่งผลเสียที่เกิดจากความเป็น Perfectionism ในการทำงานก็คือ

  • พนักงานเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะใช้เวลาในการทำงานมากเกินความจำเป็น เพราะมัวแต่ใส่ใจในรายละเอียดที่ไม่จำเป็นมากเกินไป
  • บางคนอาจจะเป็นคนที่กังวลว่ายังไม่มีความพร้อมในการทำงานมากพอ รอจังหวะที่ใช่ก่อนลงมือทำ จนทำให้พลาดโอกาสดี ๆ ไปอย่างน่าเสียดาย
  • ส่งผลเสียต่อเพื่อนร่วมงานและลูกน้องที่ทำงานร่วมกันด้วย เพราะพนักงาน Perfectionism ที่ยึดติดความสมบูรณ์แบบ นอกจากจะ กดดัน ตัวเองแล้ว ยังอาจจะแผ่ความกดดันนี้ไปสู่เพื่อนร่วมทีม หรือลูกน้องในทีมให้มีความเครียดไปตาม ๆ กัน
  • ส่งผลต่อสภาพแวดล้อมโดยรวมของบริษัท ซึ่งอาจพัฒนากลายเป็นปัญหาใหญ่ได้ในภายหลัง

'เป๊ะ' มาก ดีต่องาน แต่สุขภาพแย่ ทำงานหาเงินจ่ายค่าหมอแบบไม่รู้ตัว

 

ปรับวิธีคิด ลดปัญหา ผลเสียต่อสุขภาพ

ไม่ว่าจะเป็นตัวคุณเองที่เป็น Perfectionism นิยมความสมบูรณ์แบบที่มากเกินไป หรืออาจจะเป็นเพื่อนร่วมงานหรือเจ้านายที่คุณกำลังทำงานอยู่ด้วยมีแนวโน้มที่เป็นมนุษย์ 'เป๊ะ' มากเกินไปจนทำให้บรรยากาศในที่ทำงานตึงเครียดเกินความจำเป็น และเริ่มส่งผลเสียต่อคุณสามารถรับมือกับปัญหานี้โดยเริ่มพัฒนาจากการ 'ปรับวิธีคิด' โดย

  • ลองมองภาพรวมของงาน มากกว่าที่จะมองเพียงแค่ข้อผิดพลาด และดีเทลเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อาจจะไม่ได้ส่งผลต่องานโดยรวมเท่าไหร่นัก
  • แทนที่จะกดดันตัวเองและทีมให้ต้องทำในสิ่งที่ถูกตลอดเวลา ก็ลองคิดว่าทุกอย่างย่อมเกิดข้อผิดพลาดกันได้ และทุกปัญหามีทางออกเสมอ
  • มองปัญหาในแง่มุมใหม่ ว่าเรื่องนี้สอนอะไรเราบ้าง และเราจะนำสิ่งนี้ไปพัฒนาต่ออย่างไรได้บ้าง
  • เตรียมแผนสำรองไว้คอยรับมือความผิดพลาดต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ
  • ลอง ตั้งเป้าหมาย เล็ก ๆ ง่าย ๆ ในระหว่างการทำโปรเจค แทนที่จะมุ่งไปที่เป้าหมายใหญ่เมื่องานสำเร็จทีเดียว วิธีนี้จะช่วยให้คุณและทีมได้ชื่นชมกับความสำเร็จเล็ก ๆ น้อย ๆ ตลอดการทำงาน และยังเป็นการเติมกำลังใจชั้นดีอีกด้วย
  • รู้จัก การเห็นอกให้เห็นใจ ทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น เพราะสิ่งนี้จะช่วยลดความแข็งกระด้าง รวมถึงอารมณ์หงุดหงิด กดดัน และความตึงเครียดที่เกิดจากการยึดติดในความเพอร์เฟกต์ได้

'เป๊ะ' มาก ดีต่องาน แต่สุขภาพแย่ ทำงานหาเงินจ่ายค่าหมอแบบไม่รู้ตัว

การเป็น Perfectionism ถ้าได้รับการพัฒนาจนอยู่ในระดับที่พอดีแล้ว นอกจากจะเป็นที่ต้องการของบริษัทมากมาย ยังดีต่อใจของตัวเอง ที่จะสามารถใช้ชีวิตทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวได้อย่างมีความสุข สุขภาพกายก็แข็งแรง พร้อมรับความท้าทายใหม่ ๆ ในโลกของการทำงานได้เสมอ

นอกจากผลกระทบด้านอารมณ์และสุขภาพจิตแล้ว ความเป็นมนุษย์ Perfectionist ยังมีผลกระทบในการทำงานได้ด้วย Alice Boyes (2020) ได้ยกตัวอย่างปัญหาในการทำงานที่มักเกิดกับกลุ่มคนพวก Perfectionism ดังนี้

1. ไม่ยอมจัดลำดับความสำคัญ

มนุษย์สมบูรณ์แบบต้องการทำงานทุกชิ้นให้ดีที่สุด ต้องการควบคุมและมักไม่ปล่อยวางรายละเอียดที่แม้ไม่สำคัญ ดังนั้นจึงเป็นการยากมากหากจะให้คนกลุ่มนี้จัดลำดับความสำคัญและเลือกทุ่มให้เฉพาะงานที่สำคัญจริง ๆ

2. หมกมุ่นอยู่กับการสร้างผลงานที่ดีที่สุดมากเกินไป

แม้งานชิ้นเล็ก ๆ มนุษย์แบบ Perfectionism ก็ไม่สามารถปล่อยวาง รีบ ๆ ทำให้จบ ๆ ไปได้ พวกเขาคาดหวังผลงานที่เป็นเลิศ จึงมักเกิดภาวะวิตกกังวลสูง ขาดความมั่นใจในตัวเอง ไปจนถึงภาวะที่คิดว่าตัวเองไม่เก่ง (Imposter Syndrome)

3. กลัวความล้มเหลว

ด้วยความคาดหวังให้ทุกอย่างดีที่สุด แต่หากโครงการไหนที่ดูยิ่งใหญ่ พวกเขาจะเริ่มต้นได้ยากมาก เพราะกลัวว่าจะทำได้ไม่ดีอย่างที่คิดฝันไว้ จึงมีแนวโน้มที่จะผัดวันประกันพรุ่งสูงมาก

'เป๊ะ' มาก ดีต่องาน แต่สุขภาพแย่ ทำงานหาเงินจ่ายค่าหมอแบบไม่รู้ตัว

สัญญาณบ่งบอกเข้าข่ายบุคลิกภาพแบบ Perfectionism

มีนักวิชาการและตำราจากหลากหลายแหล่งที่อธิบายพฤติกรรมหรือลักษณะของบุคลิกภาพแบบ Perfectionism แต่ Antony & Swinson (2009) บอกว่ามักมี 3 ข้อนี้ร่วมด้วยเสมอ คือ

1. ตั้งมาตรฐานในเรื่องต่าง ๆ ไว้สูงลิ่ว จนทำได้ยากหรือกระทั่งเป็นไปไม่ได้ เช่น ตั้งเป้าปีหน้าให้ตัวเองมีรายรับที่สูงกว่าปัจจุบัน 20 เท่า

2. คาดหวังผลงานของตัวเองไว้สูงจนกลายเป็นบั่นทอนมากกว่าจะส่งเสริมให้มีผลงานที่ดี

3. มักมีประเด็นด้านสุขภาพจิตอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ภาวะหมดไฟ (Burnout) ภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล หรือโรคคิดว่าตัวเองไม่เก่ง (Imposter Syndrome)

นอกจากนั้นยังมีสัญญาณอื่น ๆ ให้ได้สังเกตตัวเองหรือคนอื่นอีก เช่น

4. มักเข้มงวดกับตัวเองและคนอื่น ๆ แม้ในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น หัวหน้างานที่หงุดหงิดกับลูกน้องที่พิมพ์คำผิดแม้หนึ่งจุดบนสไลด์ ทั้ง ๆ ที่ภาพรวมลูกน้องนำเสนอได้ดี หรือนักเรียนที่ยังรู้สึกไม่พอใจในตัวเองแม้จะได้คะแนนสูงสุดของห้อง เป็นต้น

5. ลงรายละเอียดกับแต่ละงานเพื่อให้ได้งานที่เป๊ะ จนกระทั่งมักส่งงานช้าเกินกำหนด

6. เจ้าระเบียบและรักสะอาด โดยมักหงุดหงิดเวลาที่มีคนอื่นมาทำให้ความเป็นระเบียบหายไป และบางครั้งอาจมีพฤติกรรมแบบย้ำคิดย้ำทำในเรื่องความสะอาด

7. มักหงุดหงิดเมื่อบางสิ่งบางอย่างไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้อย่างดี

8. บางครั้งพะวงอยู่กับการจัดวางสิ่งของให้เท่า ๆ กัน เป็นเส้นตรง หรือมีช่องว่างห่างเท่า ๆ กัน หรือต้องออกมาให้สวยงามที่สุด

9. ตรวจสอบคำผิดเวลาที่พิมพ์เอกสาร ซึ่งใช้เวลานานจนอาจส่งล่าช้า

10. ผัดวันประกันพรุ่งจนส่งงานล่าช้าเนื่องจากมีความกลัวและกังวลจนคิดมาก กว่าจะเริ่มในแต่ละงาน

รวมทั้ง บางครั้งคนที่เป็น Perfectionism อาจจะหมกมุ่นอยู่กับความสมบูรณ์แบบในบางเรื่อง เช่น เสื้อผ้าหน้าผม หรือการพูดนำเสนอของตัวเอง

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ คุณอาจจะไม่ต้องรอให้ตัวเองมีอาการครบทุกข้อถึงจะมั่นใจได้ว่าตนเองเข้าข่ายมีบุคลิกภาพแบบPerfectionism แต่หากเริ่มรู้สึกว่าบางนิสัยหรือพฤติกรรมด้านบนนี้เริ่มรบกวนชีวิต หรือเริ่มมีปัญหาสุขภาพจิตอื่น ๆ ตามมา นั่นคือสัญญาณว่าต้องรีบหาวิธีเปลี่ยนแปลงตัวเองโดยด่วน

'เป๊ะ' มาก ดีต่องาน แต่สุขภาพแย่ ทำงานหาเงินจ่ายค่าหมอแบบไม่รู้ตัว

จัดการความเครียด ลดความเป็นมนุษย์เป๊ะ

หากต้องการทำงานโดยใช้ข้อดีของการเป็นมนุษย์เป๊ะ 'เครียดไหม?'ตอบได้ง่าย ๆ เลยว่า 'เครียด' และทำให้เกิดความเครียดในหลายระดับ ส่งผลกระทบต่อชีวิตเรามากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถในการจัดการความเครียด

หากเราแปรรูปความเครียดไปเป็นความท้าทายและเป้าหมายเพื่อเอาชนะ นับว่าเป็นการใช้ความเครียดเป็นแรงผลักดันที่ดี และหากใส่ส่วนประกอบข้อดีของ Perfectionism ลงไป ก็ทำได้แน่นอน เพียงแต่แนะนำว่าควรแก้นิสัยที่มากเกินพอดีเหล่านี้ ให้ค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนมุมมองทางความคิดเสียใหม่ ให้ยอมรับว่าไม่มีใครบนโลกนี้ที่จะเพอร์เฟ็กต์ คนเราสามารถผิดพลาดกันได้ ไม่จำเป็นต้องดีพร้อมไปทุกกระเบียดนิ้ว แค่ทำงานที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุดก็พอ โดยอาจค่อย ๆ ปรับตัวด้วย 4 วิธีนี้

1.  เปลี่ยนวิธีคิดให้รู้จักปล่อยวาง ไม่เปรียบเทียบหรือกดดันตัวเองจนเกินไป คล้ายกับการนำธรรมะเข้าข่มจิตใจ ค่อย ๆ ปล่อยวาง ยอมรับพื้นฐานและความเป็นไปของโลก

2.ทุกครั้งที่เกิดข้อผิดพลาด จากที่เคยเอาแต่โทษตัวเอง จนลุกลามสร้างความเครียดให้กับคนรอบข้าง ควรพูดคุยกับคนสนิทเพื่อระบายออกไป และเริ่มรับฟังความเห็นของผู้อื่น ไม่ลืมที่จะให้อภัยตัวเอง แล้วนำมุมมองของคนอื่นมาปรับปรุงตนเองให้ดีขึ้น

3.อะไรที่พลาดสามารถแก้ไขได้ เตรียมแผนสำรองไว้เสมอ เมื่อเราปล่อยวางจากความกดดันแล้วก็ถึงเวลาต้องยอมรับว่า ใคร ๆ ก็พลาดกันได้ ไม่มีใครที่ดีพร้อม 100% แต่เมื่อทำผิดแล้วต้องแก้ไข ไม่หนีปัญหา

4.ใช้ความกดดันและจัดการความเครียดให้เป็นเส้นชัย ด้วยคติ “เป้าหมายมีไว้พุ่งชน” แต่เราจะพุ่งไปหามันอย่างฉลาด หากเป็นหัวหน้าทีม ก็เป็นโอกาสดีที่จะใช้ความเป๊ะกับการทำงานกับทีม ช่วยกันทำงาน ช่วยตรวจสอบคุณภาพงาน แล้วก็อย่าลืมที่จะให้กำลังใจลูกน้องล่ะ

5.ไม่ลืมที่จะมองหาความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ รอบตัว เพราะทำงานด้วยความสมบูรณ์แบบ ส่วนใหญ่จะปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ จนบางคนอาจไร้ความสุขในการทำงาน ลองเว้นวรรคสักนิด มองหาไอเดียความสุขในที่ทำงาน หรือกิจกรรมสนุก ๆ หลังเลิกงาน ไป hangout กับเพื่อนร่วมงานบ้างก็เป็นความคิดที่ดี

อ้างอิง: JobsDB ,  iSTONG Mental healt