background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

เมื่อ "การลาออกครั้งใหญ่" นำมาสู่ "การสำนึกผิด" เพราะหางานยาก ได้งานที่ไม่ชอบ

เมื่อ "การลาออกครั้งใหญ่" นำมาสู่ "การสำนึกผิด" เพราะหางานยาก ได้งานที่ไม่ชอบ

“การสำนึกผิดครั้งใหญ่” (The Great Remorse) กำลังก่อตัวในแรงงานชาวสหรัฐ เนื่องจากประสบปัญหาหางานใหม่ไม่ได้ หรือได้งานไม่ตรงต่อความต้องการ หลังจาก “การลาออกครั้งใหญ่” (The Great Resignation) ที่เริ่มเมื่อช่วงการระบาดของโควิด-19

เมื่อแรงงานชาวอเมริกันกว่า 47 ล้านคนที่ลาออกอย่างสมัครใจในปรากฏการณ์ “การลาออกครั้งใหญ่” (The Great Resignation) ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 เริ่มรู้ตัวแล้วว่าการหางานใหม่นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด รวมถึงเหล่าพนักงานที่ได้งานใหม่แล้ว แต่งานกลับไม่เป็นไปอย่างที่หวังเอาไว้ ทำให้พวกเขารู้สึกพลาดที่ลาออกจากงาน และคิดว่าไม่น่าลาออกจากที่ทำงานเก่า จนกลายเป็นปรากฏการณ์ใหม่ในตลาดแรงงานที่เรียกว่า “การสำนึกผิดครั้งใหญ่” หรือ “The Great Remorse” หรือ “The Great Regret

ผลสำรวจล่าสุดของ Harris Poll บริษัทวิจัยตลาดที่สำรวจความเห็นของแรงงานตลาดสหรัฐ พบว่า แรงงานที่มีงานทำเกือบทั้งหมดไม่ต้องการลาออกจากงาน 

  • 63% ของคนที่มีงานทำเปิดเผยว่า พวกเขามีความสุขดีกับงานที่อยู่ในปัจจุบันและไม่ต้องการลาออก 
  • 20% ยอมรับว่า งานที่ทำอยู่ในตอนนี้ไม่ใช่งานในฝันของพวกเขา แต่ด้วยค่าแรงและสวัสดิการที่ดี ทำให้พวกเขาไม่สามารถปล่อยให้งานเหล่านี้หลุดมือไปได้
  • 17% ที่เหลือต้องการจะเปลี่ยนงาน แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่กำลังคืบคลานเข้ามา ทำให้พวกเขาไม่อยากเสี่ยงและยังคงต้องการความมั่นคงทางการเงิน และจำเป็นต้องทำงานที่เดิมต่อไป

 

 

บทความที่เกี่ยวข้อง ​: 

ขณะเดียวกัน แม้ว่าหลายบริษัทจะมีตัวเลขการจ้างงานที่สูงขึ้น แต่บริษัทบางส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำกลับประกาศเลิกจ้างพนักงาน ไม่ว่าจะเป็น Meta บริษัทแม่ของโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่อย่าง เฟซบุ๊กและอินสตาแกรม ขณะที่ Twitter ปลดพนักงานออกหลังจากการเข้าซื้อกิจการของอีลอน มัสก์ ส่วน Amazon ธุรกิจอีคอมเมิร์ซรายใหญ่เตรียมปลดพนักงานร่วม 1,000 คน

สภาพความไม่แน่นอนทางธุรกิจเหล่านี้ ล้วนสร้างความตื่นตระหนกให้แก่พนักงานหลายล้านชีวิตที่เคยคิดว่างานของตนเองนั้นมีความมั่นคงอยู่แล้ว

  • งานหายากขึ้น

ผู้ที่กำลังหางานในตลาดแรงงานสหรัฐกว่า 2,000 คน พบว่า กว่า 70% ของแรงงานมองว่า การหางานใหม่ตามที่ตนเองต้องการนั้นยากกว่าที่พวกเขาคิดเอาไว้

นอกจากนี้ ราว 72% ของผู้ที่กำลังมองหางานเชื่อว่าเหล่าบริษัทต่าง ๆ กำลังปล่อยปละละเลยพวกเขา ด้วยการ เพิกเฉยต่อใบสมัครของตน และไม่นัดสัมภาษณ์งาน ส่งผลให้ราว 2 ใน 3 ของคนหางานรู้สึกเสียใจที่ไม่ยื่นใบสมัครให้เร็วกว่านี้ และคิดว่าโอกาสได้งานในปี 2563-2564 น่าจะมีมากกว่าในปีนี้

คนที่กำลังหางานทำกว่า 60% ใช้เวลาหางานใหม่นานกว่า 6 เดือน และหลายคนเปิดเผยว่าพวกเขาสมัครงานไปแล้วกว่า 50 ตำแหน่ง แต่ก็ยังไม่ได้รับการติดต่อกลับ จากความผิดหวังและความคาดหวังที่จะได้งานทำให้ 51% ของผู้หางานยอมรับว่าจะตัดสินใจรับงานใด ๆ ก็ตามที่ติดต่อกลับมา ไม่ว่างานนั้นจะเป็นงานที่พวกเขาต้องการหรือไม่ นี่จึงเป็นสัญญาณว่าการลาออกครั้งใหญ่อาจจะเดินทางมาถึงจุดจบแล้ว หลังจากยืดเยื้อมานานกว่า 2 ปี

  • ​​​​​​เมื่องานใหม่ไม่เป็นไปตามที่หวัง

ผลสำรวจของ Harris Poll ซึ่งรวบรวมเมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา พบว่า กว่า 33% ของผู้ตอบแบบสอบถามรู้สึกเสียใจที่ลาออกจากงานเก่า โดยมีสาเหตุที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นงานใหม่ที่ไม่ตรงความต้องการและไม่เป็นไปตามที่คิดไว้ ความสมดุลในการใช้ชีวิตและการทำงานที่ลดลง รวมถึงคิดถึงวัฒนธรรมที่ทำงานเก่า

ขณะที่ผลสำรวจของ Joblist เว็บไซต์หางาน เมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา พบว่า 26% ของคนที่ลาออกจากงานในช่วงการระบาดของโควิด-19 รู้สึกเสียใจกับการตัดสินใจดังกล่าว เมื่อถามถึงเหตุผลที่ทำให้เสียใจกับการลาออกจากงาน พบว่า

  • 40% เลือกลาออกจากงานทั้งที่ยังไม่มีงานใหม่รองรับ และพบว่าการหางานใหม่เป็นเรื่องยากกว่าที่คิดไว้ ทั้งที่ช่วงเวลาที่ผ่านมา ตำแหน่งงานว่างในสหรัฐสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์
  • 22% คิดถึงเพื่อนร่วมงานเก่า
  • 17% งานใหม่ไม่เป็นอย่างที่หวังไว้
  • 16% คิดว่างานเก่านั้นดีอยู่แล้ว
  • 9% บริษัทใหม่มีวัฒนธรรมองค์กรหรือการจัดการที่ไม่ดี

 

  • พนักงานบูมเมอแรง

เมื่อถามว่าพร้อมที่จะกลับไปทำงานที่เก่าในฐานะ “พนักงานบูมเมอแรง” หรือ Boomerang Employees หรือไม่ ผู้ตอบแบบสอบถามว่า

  • 59% ระบุว่า ไม่พร้อมกลับไป
  • 24% ยังลังเล
  • 17% เท่านั้นที่จะกลับไปทำงานที่เดิม

แม้จากผลสำรวจคนส่วนใหญ่จะยังไม่พร้อมกลับไป แต่ทิศทางการจ้างงานพนักงานบูมเมอแรงกลับเพิ่มสูงขึ้น ข้อมูลจาก LinkedIn ที่เผยว่า จำนวนการจ้างงานพนักงานบูมเมอแรงเพิ่มขึ้นเป็น 4.3% ในปีนี้ เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ที่มีเพียง 2%

ขณะที่ The Muse เว็บไซต์หางาน ได้ทำการสำรวจประเด็นนี้เช่นกัน พบว่า 72% ของผู้ตอบแบบสอบถาม บอกว่ารู้สึกผิดหวังในตำแหน่งงานใหม่ ซึ่งแตกต่างจากสิ่งที่ชวนเชื่อในระหว่างการสัมภาษณ์งาน

แคธรีน มินชิว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของ The Muse ระบุว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวเรียกว่า “ภาวะช็อกจากการเปลี่ยนงาน” หรือ Shift Shock 

“พนักงานเข้าร่วมบริษัทใหม่เพียงเพราะคิดว่าเป็นงานในฝัน โดยไม่ได้ตรวจสอบก่อน จนมาพบความจริงในภายหลังว่ามันไม่ได้เป็นอย่างที่คิด เป็นเพียงคำโฆษณาเท่านั้น”

สถานการณ์ตลาดแรงงานในสหรัฐตอนนี้ ดูเหมือนว่านายจ้างจะถือไพ่เหนือกว่าแล้ว เพราะคนที่ว่างงานก็เริ่มอยากได้งานทำ ท่ามกลางภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้น ขณะที่พนักงานเก่าบางส่วนก็พร้อมจะเป็น “พนักงานบูมเมอแรง” 

แจ็ค เคลลี นักเขียนบทความอาวุโสของนิตยสาร Forbes ให้คำแนะนำสำหรับคนที่อยากจะออกจากงานเพราะงานไม่เป็นไปตามที่หวังว่า ให้ทำตัวปรกติ อย่าให้คนในที่ทำงานรู้ว่าคุณกำลังส่งใบสมัครไปที่อื่น

“เมื่อคุณได้งานที่ต้องการจริง ๆ แล้ว ค่อยลาออกและจากลาที่ทำงานใหม่ด้วยดี อย่าปิดโอกาสการกลับมาทำงานที่เดิม ด้วยการทำตัวแย่ ๆ กับเจ้านายหรือที่ทำงานเก่า เพราะในปัจจุบัน เทรนด์พนักงานบูมเมอแรงกำลังมา คุณอาจพิจารณากลับไปสู่บริษัทเก่าของคุณในตำแหน่งที่สูงขึ้นก็ได้”

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่การลาออกครั้งใหญ่มาจนถึงการสำนึกผิดครั้งใหญ่นี้ สะท้อนให้เห็นว่า แรงงานจำนวนมากอาจตัดสินใจแบบรีบร้อนเกินไปในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ดังนั้น ต่อจากนี้ไป มนุษย์เงินเดือนทุกคนก็ควรคิดให้รอบคอบมากขึ้นก่อนที่จะลาออกจากที่ทำงาน หรือ รับงานที่ใหม่ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมาเสียใจภายหลังอีก


ที่มา: BloombergForbes1Forbes2FortuneInc.TalentlmsThe New York TimesUSA TodayWorld Economic Forum