วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน 2569

Login
Login

“Youth Wellness” สร้าง “เด็ก” ให้เด็ดทั้งกายและใจ

“Youth Wellness” สร้าง “เด็ก” ให้เด็ดทั้งกายและใจ

สร้าง “เด็ก” ให้ร่างกายแข็งแรง และหัวใจแข็งแกร่ง ด้วยหลักการ “Youth Wellness” เพื่อให้เขาเติบโตอย่างมีคุณภาพและมีความสุข

เด็ก วัยเรียนเป็นวัยแห่งการเตรียมพร้อมทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ถ้าเด็กได้รับสิ่งแวดล้อมที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการของเด็กทุกๆ ด้าน ก็จะปรับตัวให้เข้ากับประสบการณ์ใหม่หรือสิ่งแวดล้อมใหม่ได้อย่างราบรื่น

การสร้าง Youth Wellness ทำให้ เด็ก ในวัยนี้มีการเรียนรู้เพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นวัยที่เข้าโรงเรียน ช่วงอายุของเด็กในวัยเรียน 6-12 ปีนั้น ถือเป็นช่วงสำคัญของเด็กในการเรียนรู้ทักษะชีวิต และพัฒนาการต่างๆ ทางด้านสติปัญญา

Youth Wellness พัฒนากาย-ใจ

อาจารย์ ดร.กันนิกา เพิ่มพูนพัฒนา ประธานหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาพัฒนาการมนุษย์ สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว และเป็นนักกิจกรรมบำบัดเด็ก ให้ข้อมูลเรื่องการสร้าง Youth Wellness ในงาน STAGE Open house: Youth wellness ซึ่งจัดโดย STAGE Find The Real U คลับด้านสุขภาพครบวงจรว่า เด็ก ในช่วงวัย 6-12 ปี แม้จะเจริญเติบโตในอัตราที่ช้ากว่าช่วงวัยเด็กตอนต้น แต่มีพัฒนาการด้านทักษะร่างกายต่างๆ ที่ดีมาก

โดยเด็กจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 3-3.5 กิโลกรัม ต่อปี ส่วนสูงเพิ่มขึ้น 6-7 เซนติเมตรต่อปี รอบศีรษะเพิ่มขึ้น 2-3 เซนติเมตร ฟันน้ำนมเริ่มหลุดเมื่ออายุประมาณ 6 ปี การเคลื่อนไหวโดยใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ การทรงตัว การใช้สายตา และมือประสานกันทำกิจกรรมต่างๆ มีความคล่องแคล่ว แม่นยำมากขึ้น เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง ทางเพศ โดยเฉพาะเพศหญิงอาจมีการเข้าสู่วัยสาวที่อายุ 7-8 ปี

ในแง่การเรียนรู้ เด็ก วัยนี้มีความต้องการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จากประสบการณ์ของตนเอง และของคนรอบข้าง ชอบ ซักถาม ชอบแข่งขันและแสดงออก เพื่อให้ได้รับความสนใจและยอมรับจากครอบครัว เพื่อน และครู

“เด็กจะอ่อนไหวกับความรู้สึกสำเร็จหรือล้มเหลวเมื่อเด็กรู้สึกว่าตนเองมีความสามารถ มีความสำเร็จ เด็กจะมีความภาคภูมิใจในตนเอง มีความมุมานะพยายามที่จะเรียนต่อไป นำไปสู่การมีบุคลิกที่มั่นคง สร้าง สัมพันธภาพกับผู้อื่นได้ดีในทางตรงกันข้าม หากเด็กรู้สึกล้มเหลว ไม่มีความสามารถเด็กจะท้อแท้และ รู้สึกด้อย มีผลต่อภาพลกัษณ์ของตนเอง ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาพฤติกรรมในภายหลัง

ในด้านสังคม เด็กจะอยู่กับกลุ่มเพื่อนวัยเดียวกันและเพศเดียวกัน มีการกำหนดบทบาททางเพศ หรือแสดงออกซึ่งเอกลักษณ์ทางเพศอย่างชัดเจน (gender identity) เด็กจะเรียนรู้การอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น เรียนรู้มารยาททางสังคม รู้จักกฎ กติกา การยึดตนเองเป็นศูนย์กลางน้อยลง ทำให้ปรับตัวเข้ากับผู้อื่นได้ดีขึ้น”

Youth Wellness พัฒนาทักษะ-การเรียนรู้

นักกิจกรรมบำบัดเด็ก อธิบายว่าเด็กอายุ 6-10 ปี จะคิดอย่างใช้เหตุผลเชิงรูปธรรม (concrete operation) เช่น ความเข้าใจเรื่องความคงอยู่ (conservation) ของน้ำหนัก ปริมาตร และมวลสาร ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงรูปร่างอย่างไร ความเข้าใจเรื่องเวลา การจัดหมวดหมู่ คิดเลขในใจได้ วาดรูปสามมิติง่ายๆ ได้ มีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จากประสบการณ์ที่ได้สัมผัสจริงโดยใช้การสังเกต ทดลอง

เด็ก วัยนี้เล่นและทำกิจกรรมกลุ่มแบบร่วมมือกันโดยเข้าใจบทบาทของแต่ละคนรู้จักการอดทนรอคอย ประนีประนอม และการต่อรอง มีทักษะการบริหารจัดการ (Executive function: EF) ที่พัฒนามากขึ้น ทำให้ควบคุมตนเอง ยืดหยุ่นทางความคิด และวางแผนจัดการต่างๆ ได้ดีขึ้น

ด้านภาษา เด็กวัยนี้จะพูดได้ชัด เข้าใจความหมายของคำและเลือกใช้คำอย่าง ถูกต้องมากขึ้น เข้าใจประโยคที่ซับซ้อนรวมทั้งความหมายของโคลงกลอน อ่านจับใจความ อ่านในใจได้และวิเคราะห์เรื่องราวที่ได้อ่านหรือฟังมา พร้อมทั้งอธิบายเหตุผล แสดงความคิดเห็นได้ชัดเจน เชื่อมโยงเหตุผลได้ดี พูดคุยสื่อสารได้เหมือนผู้ใหญ่”

ค้นศักยภาพเด็กด้วย Youth Wellness

การทำความเข้าใจ เด็ก ในแบบที่เขาเป็น คือหัวใจสำคัญของการเลี้ยงเด็ก

พรสวรรรค์หรือความสามารถพิเศษของเด็กมีได้หลายด้านที่ไม่ใช่แค่เรื่องการเรียนอย่างเดียว แต่ยังมีมุมอื่นๆ ที่ ดร.กันนิกา บอกว่าให้สังเกต เช่น ด้านดนตรี ด้านมนุษยสัมพันธ์ ด้านภาษา เป็นต้น แล้วผู้ใหญ่ต้องเรียนรู้ไปพร้อมกันอย่างใจเย็นและไม่กดดัน เข้าใจและพร้อมสนับสนุนในสิ่งที่เขาต้องการ จะมีส่วนช่วยให้ลูกได้ค้นพบความถนัดของตัวเองเมื่อถึงเวลา ในแบบของตัวเอง

“ตัวช่วยในการค้นหาศักยภาพที่แท้จริงของเด็กได้ โดยอาศัยทั้งวิธีการสังเกตพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำตามปกติและการจัดสภาพแวดล้อมเพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีความหลากหลายแตกต่างกันออกไป เพราะโดยปกติแล้วเด็กจะมีความสามารถครอบคลุมในหลายด้านแต่มีมากน้อยลดหลั่นกันไป การค้นหาและพัฒนาศักยภาพจึงจำเป็นต้องให้เวลาและโอกาสกับเด็กได้ค้นพบสิ่งที่ตัวเองมีความสนใจและโดดเด่นเป็นพิเศษอย่างแท้จริง”

เทคนิคง่ายๆ สร้าง Youth Wellness รอบด้าน

เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดควรคำนึงถึงหลักการและแนวทางในการปฏิบัติดังนี้

(1) เลือกรูปแบบกิจกรรมสร้างเสริมสมรรถภาพทางกาย ควรยึดแนวคิfที่ว่า “การฝึกที่ถูกต้องจะช่วยให้การปฏิบัติกิจกรรมสามารถกระทำได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และได้รับประโยชน์สูงสุด” 

(2) ความแตกต่างระหว่างเพศ เพศหญิงและเพศชายมีความแตกต่างกันตามธรรมชาติ ทั้งในด้านการเจริญเติบโต รูปร่าง ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ความคล่องแคล่วว่องไว ดังนั้นในการเลือกกิจกรรมที่นำมาใช้ในการฝึกต้องให้มีความเหมาะสม

(3) วัย ในแต่ละช่วงวัยมีความเหมาะสมกับรูปแบบของกิจกรรมที่แตกต่างกัน เช่น ช่วงวัยเด็กควรมีช่วงของการสร้างเสริมระบบการเคลื่อนไหวร่างกายที่ใช้ในชีวิตประจำวันทั่วไปให้มีประสิทธิภาพเป็นเบื้องต้น

(4) สภาพร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ สภาพร่างกายของแต่ละคนมีความเหมาะสมกับกิจกรรมต่างกัน แม้ในคนคนเดียวกัน ในแต่ละช่วงเวลาก็อาจแตกต่างกันได้ เพื่อให้ได้ผลดียิ่งขึ้นควรมีความพร้อมทางด้านจิตใจและอารมณ์ โดยทำจิตใจให้ปลอดโปล่ง อารมณ์ดี มีความสุขไปกับการปฏิบัติกิจกรรม

(5) ความปลอดภัย ไม่ว่าจะเลือกกิจกรรมใดๆ ต้องคำนึงถึงความปลอดภัย ไม่ปฏิบัติในลักษณะที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายหรืออุบัติเหตุได้

(6) เวลาในการปฏิบัติกิจกรรมควรมีความเหมาะสม กิจกรรมที่จะนำมาใช้ฝึกควรคำนึงถึงเรื่องระยะเวลาที่เหมาะสมในการปฏิบัติกิจกรรมนั้นๆ ไม่ให้มากหรือน้อยเกินไป

(7) ความสนใจและความถนัด การเลือกกิจกรรมที่ตนเองมีความสนใจ และมีความถนัดจะทำให้ผู้เลือกเกิดความพึงพอใจ สนุกสนาน มีความมั่นใจ และประสบผลสำเร็จในการปฏิบัติกิจกรรมนั้นๆ เป็นอย่างดี

(8) เลือกปฏิบัติกิจกรรมในรูปแบบหลากหลาย ควรหมุนเวียนกันไป เพราะแต่ละกิจกรรมจะให้ประโยชน์แตกต่างกันออกไป

(9) ลักษณะกิจกรรมที่เลือกนำมาใช้ปฏิบัติ ควรเริ่มจากกิจกรรมที่ออกแรงเบาก่อน แล้วค่อยเพิ่มปริมาณหรือเพิ่มระยะเวลาที่ใช้ในการปฏิบัติขึ้นเรื่อยๆ จะช่วยป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้

“การส่งเสริมพัฒนาการในเด็กวัยนี้ควรให้ความสำคัญกับทุกด้าน ไม่ใช่การเน้นเรื่องเรียนเพียงอย่างเดียว ควรเน้นเรื่องร่างกาย เรียนรู้ทักษะชีวิต เรียนรู้ไปพร้อมกับลูกอย่างใจเย็นและไม่กดดัน เข้าใจและพร้อมสนับสนุนในสิ่งที่เขาต้องการ” นักกิจกรรมบำบัดเด็กฝากไว้