วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปัจจัยการ'ตกหลุมรัก'

อีกงานวิจัยสนุกๆ กับเหตุปัจจัยใน"การตกหลุมรัก" และไม่น่าเชื่อว่า ปัจจัยเรื่องความใกล้ชิด ดูธรรมดามาก ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกที่คุณนึกไม่ถึง อาทิ หลงใหลในความลึกลับบางอย่าง ,มีความละม้ายคล้ายพ่อแม่ของเรา ฯลฯ

กลไกการตกหลุมรักของคนเราถือ เป็นหัวข้อที่มีงานวิจัยสนุกๆ ทางจิตวิทยาอยู่ไม่น้อย มีนักวิจัยพยายามหาเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง และอันที่จริงแล้วพบว่าอาจมีมากถึง 11 ปัจจัยด้วยกันที่ทำให้คน “ตกหลุมรัก” กัน

หากจะแบ่งแบบกว้างๆ ปัจจัยกลุ่มแรก (ที่มี 4 ข้อ) ก็ถือเป็นปัจจัยทั่วๆ ไป ได้แก่ “ความคล้ายคลึงกัน” ในบางอย่าง ข้อนี้เห็นได้ไม่ยาก คนที่มีภาษาพูด ความคิด ความเชื่อในทางศาสนาและการเมืองคล้ายกัน จะตกหลุมรักกันได้ง่ายกว่าแน่ๆ คนที่ตกหลุมรักกันในม็อบก็มีมาแล้ว

ข้อนี้ยังรวมไปถึงลักษณะรูปร่างหน้าตา ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจว่าคนปกติทั่วไป หากจะต้องเลือก ก็มักจะเลือกคู่ที่มีรูปร่างหน้าตาที่เห็นได้ชัดว่าเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกันมากกว่า

ปัจจัยข้อที่ 2 คือ “ความใกล้ชิด” ครับ ข้อนี้ถึงกับมีคำกล่าวแบบไทยๆ (ไม่รู้ว่าจะเรียกเป็น ภาษิตได้หรือเปล่า) ว่า “รักแท้แพ้ใกล้ชิด” โดยขยายความว่าหมายถึงการมีโอกาสได้ใช้เวลาร่วมกัน อาศัยหรือทำงานอยู่ใกล้กัน รวมไปถึงการคิดถึงกัน และการคิดถึงกันทำอะไรให้แก่กันเสมอ

ซึ่งสองอย่างหลังนี้อาจจะเข้ากับเนื้อหาในโคลงโลกนิติที่ว่า “รักกันอยู่ขอบฟ้า เขาเขียว เสมออยู่หอแห่งเดียว ร่วมห้อง...” แต่จะเห็นได้ว่ามันขัดกับอันแรกอยู่นะครับ ถ้าอย่างหลังนี่จริง แสดงว่าความใกล้ชิดทางใจน่าจะสำคัญมากกว่า

ข้อที่ 3 คือ “มีลักษณะอันต้องใจ” ข้อนี้โดยทั่วไปมักจะหมายถึง รูปร่างหน้าตาภายนอกที่ถูกใจ ซึ่งก็มีคำอธิบายที่ชวนให้ประหลาดใจสำหรับความเชื่อแบบไทยๆ บางอย่างอยู่เหมือนกัน เช่น คนไทยส่วนหนึ่งเชื่อว่าคนที่เป็นคู่กันมักจะมีหน้าตาคล้ายกัน 

ในทางจิตวิทยาอธิบายว่า เป็นเพราะเราคุ้นเคยกับใบหน้าของแม่และพ่อ จึงไม่น่าแปลกใจที่จะเลือกคบคนที่มีใบหน้าคล้ายกับแม่หรือพ่อของเราเอง ซึ่งคนเหล่านั้นก็ย่อมจะมีใบหน้าที่คล้ายกับเราด้วยไปโดยอัตโนมัติเช่นกัน

ข้อสุดท้ายในกลุ่มนี้ ฟังแล้วอาจจะแปลกๆ นิดนึงคือ งานวิจัยระบุว่า เราจะชอบคนที่มีทีท่าชอบเราด้วยเช่นกัน แสดงว่าความรักนี่ต้องการ “การเสริมแรงกลับ” เหมือนกัน

แต่อันนี้ขัดกับที่บางคนตั้งข้อสังเกตว่า ผู้หญิงหรือผู้ชายบางคนที่ชอบเราอยู่ อาจทำตัวไม่ถูก จนอาจดูเหมือนหลีกหน้า ไม่อยากพบเจอ (เพราะอาย) หรือถึงกับฝ่ายตรงข้ามอาจเข้าใจผิดว่า ไม่ชอบหรือเกลียดหน้ากันก็มี

ทั้ง 4 ข้อที่กล่าวมาเป็นปัจจัยแบบทั่วๆ ไป ยังมีปัจจัยอีก 2 ข้อที่อธิบายลึกลงไปอีกนิดทางจิตใจและเห็นได้ไม่ชัดเท่ากับกลุ่มแรก นั่นก็คือ “ปัจจัยทางสังคมรอบข้าง” หรืออาจจะเรียกว่า ปัจจัยแบบโรมีโอกับจูเลียตก็คงไม่ผิด

คนที่มีสถานะทางสังคมหรือครอบครัวที่พร้อมยอมรับกันได้แบบง่ายๆ ก็จะตกหลุมรักกันได้ง่ายกว่า แต่หากครอบครัวเป็นศัตรูกันอยู่ ก็อาจต้องสู้กันจนตัวตายแบบนิยายของเชกสเปียร์นั่นแหละครับ

อีกปัจจัยซ่อนเร้นคือ “สามารถเติมเต็มความต้องการได้” คนเราบางคนก็โหยหาความสนิทชิดเชื้อ เซ็กซ์ หรือความเข้ากันได้ของนิสัยในการครองคู่ ฯลฯ ถ้าอีกคนมาเติมเต็มได้ ก็น่าจะตกหลุมรักได้ไม่ยาก ตัวอย่างในเรื่องนี้เช่น หญิงสาวที่เป็นพี่สาวคนโตบางคนก็อาจจะได้หนุ่มที่อาวุโสกว่ามาปกป้อง ชดเชยกับความต้องการพี่ชายที่ตนไม่เคยมี เป็นต้น

ยังมีอีก 5 ปัจจัยที่ดึงดูดให้คนรักกัน แต่อาจเป็นปัจจัยที่ดูจะไม่ใช่ความรักที่มีรากฐานจากความเป็นเพื่อนสักเท่าไหร่ นั่นคือ ปัจจัยแรก “มีสิ่งเร้าหรือความไม่ปกติบางอย่าง” อันนี้ลองนึกดูว่า นางเอกเรื่อง สปีด (Speed) หรือเรื่องอื่นๆ ที่ต้องเผชิญความตายตรงหน้าครั้งแล้วครั้งเล่า และรอดมาได้โดยฝีมือพระเอกฮีโร่ ก็มีโอกาสตกหลุมรักพระเอกได้อย่างง่ายดายอย่างไม่น่าเชื่อ

ลักษณะจำเพาะที่พิเศษบางอย่าง เช่น จมูกที่คมสันเป็นพิเศษ เอวที่คอดกิ่ว ขาที่เรียวสวยได้รูป ก็มีส่วนดึงดูดคนบางกลุ่มได้มากอย่างไม่น่าเชื่อ และข้อต่อไปก็อาจฟังดูชวนให้คิดนะครับ คือ “ความพร้อมของคนๆ นั้น” ที่จะรักใครคนอื่น การไม่มีภาระหนักอก ไม่มีพ่อแม่ที่ต้องดูแล การมีอายุที่เหมาะสม หรือเกินกว่าเหมาะสมไปแล้ว ก็กลับทำให้ตกหลุมรักได้ง่ายขึ้น (ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม) อาจเรียกว่าเป็น “ปัจจัยรถไฟขบวนสุดท้าย” ก็คงได้

ข้อต่อไปก็คล้ายๆ กับปัจจัยเรื่องความใกล้ชิด แต่เค้าว่าการใกล้ชิดแบบ “ต้องแยกกันออกมาจากคนอื่นๆ เพียง 2 คน” ด้วยสาเหตุบางอย่าง ก็ทำให้ตกหลุมรักได้ง่ายมากขึ้นเช่นกัน และข้อสุดท้ายที่เห็นในภาพยนตร์หลายเรื่องคือ มีบางคนหลงใหลในความลึกลับบางอย่างของตัวเอก (ที่อาจเป็นพระเอกหรือผู้ร้ายก็ได้) การทำให้คนอื่นไม่เข้าใจหรืองุนงงในความคิดและการกระทำของเรา นับตั้งแต่เริ่มพบหน้ากันเป็นครั้งแรก ก็ถือว่าเป็นหลุมพรางสำหรับคนพวกนี้ได้ดีนัก

ยังมีปัจจัยทางสรีรวิทยาอีก การศึกษาจำนวนมากแสดงให้เห็นว่า มีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงของฮอร์โมนสารพัด ไม่ว่าจะเป็นออกซิโทซิน วาโซเพรสซิน โดพามีน หรือเซโรโทนิน ฯลฯ ที่เกิดขึ้นขณะที่เราตกหลุมรักใครสักคน

กระบวนการตกหลุมรักจึงซับซ้อนไม่น้อย

อันที่จริงมีการทดลองด้านประสาทวิทยาศาสตร์ในปี ค.ศ. 2015 (Song H., Frontier in Human Neuroscience 9, (71), 1–13) ที่ใช้เทคนิคพิเศษเรียกว่า rsfMRI ทำให้ทราบว่า คนที่กำลังตกหลุมรักอยู่จะมีการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างและการทำงานอย่างจำเพาะในส่วนของสมองที่เรียกว่า left dorsal anterior cingulate cortex ด้วยซ้ำไป

เรียกว่าเวลาตกหลุมรัก!กันนั้น ไม่ใช่แค่เรื่องของใจเท่านั้น แต่ตกหลุมรักกันแบบขึ้นสมอง....เลยทีเดีย

 ............

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ