ภายใต้วิกฤตโควิด-19 คือโอกาสสำคัญในการระดมสมองของนักวิจัยทั่วประเทศเพื่อต่อสู้กับไวรัสร้ายชนิดนี้
ในระหว่างที่ ‘นักรบชุดขาว’ อันประกอบด้วยหมอ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ กำลังต่อสู้กับโคโรน่าไวรัส 2019 ( COVID-19) อยู่ที่โรงพยาบาล ประชาชนส่วนใหญ่ยอมใช้ชีวิตอยู่กับบ้าน หรือไม่ก็ Work from home ยังมีหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ที่ได้รวมพลระดมความรู้และข้อมูล คิดค้นเครื่องมือและเทคโนโลยี เพื่อช่วยสกัดกั้นการแพร่ระบาดของไวรัสร้ายชนิดนี้ จนประเทศไทยได้รับคำชื่นชมจากทั่วโลก
ศ.นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) กล่าวถึงผลงานของประเทศไทยในครั้งนี้ว่า ส่วนหนึ่งมาจากข้อมูล (Data) การแชร์ข้อมูล ความรู้ และชุดความรู้ต่างๆ ซึ่งถูกสื่อสารแก่สาธารณะให้รับรู้และตระหนักถึงความสำคัญถึงมาตรการ Social distancing ที่สำคัญเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ถือเป็นปรากฏการณ์ทางบวกที่ได้จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งหากนำมาถอดบทเรียน สิ่งที่ได้คือ ประเทศไทยจะได้แนวปฏิบัติที่ดี (best practice) และ กรอบการทำงานที่ดี (frame work) ในการขับเคลื่อนประเทศต่อไป
“ข้อมูลจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะไขปริศนาในเรื่องที่ต่างๆ ท่ามกลางภาวะวิกฤต เช่น กราฟแสดงจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ แผนภูมิที่กรมควบคุมโรคนำมาอธิบายในแต่ละวันว่ามีจำนวนเท่าใด หลายคนอาจไม่ทราบว่า กราฟเหล่านี้ไม่ใช่แค่การเปรียบเทียบจำนวนผู้ป่วยรายใหม่รายเก่า แต่อีกนัยหนึ่งเป็นข้อมูลช่วยอธิบายการเปลี่ยนแปลงช่วงของการระบาด รวมไปจนถึงการเปรียบเทียบการรักษาและการประเมินสถานการณ์ เพื่อนำไปพิจารณาหาแนวทางในการควบคุมการระบาดอย่างมีประสิทธิภาพ”
- เรียนรู้สู้โควิด
นับตั้งแต่ในช่วงแรกที่เริ่มพบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ได้มีการพัฒนาแอพพลิเคชันและเว็บไซต์ต่างๆ มากมาย เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโรคอุบัติใหม่ที่ยังไม่มีใครรู้ชัด รวมถึงการให้ความรู้ในการดูแลตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นแอพฯสุขภาพ เช่น ‘ใกล้มือหมอ’ ย่อตำราแพทย์ฉบับเข้าใจง่ายสำหรับคนทั่วไป โดยสามารถเช็คอาการโควิด-19 ได้ด้วยตัวเอง และเป็นตัวช่วยคัดกรองโรคเบื้องต้นอีกมากมาย
จากนั้นก็มีการพัฒนาแชทบอทที่ใช้ชื่อว่า ‘Covid Bot’ เป็นอีกหนึ่งช่องทางของคนที่กำลังสงสัยว่าตัวเองติดเชื้อหรือยัง พร้อมกับประเมินอาการและความเสี่ยงผ่านการสื่อสารกับคุณหมอเสมือนจริง โดยหากสงสัยหรือมีคำถามสามารถสนทนาและสอบถามแชทบอทได้โดยตรง ซึ่งนอกจากจะช่วยประเมินอาการให้แล้ว ยังสามารถให้คำแนะนำเบื้องต้นในการดูแลตนเองแก่ผู้สอบถามด้วย
สำหรับ ‘Covid Bot’ คิดค้นโดยคลัสเตอร์วิจัยนวัตกรรมอนาคต (Futuristic Research Cluster of Thailand) ร่วมกับกลุ่มแพทย์ที่เป็นศิษย์เก่าของโครงการการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำหรับเด็กและเยาวชน (Junior Science Talent Project) ซึ่งข้อมูลการสนทนาผ่านทางแชทบอทนั้นใช้และอ้างอิงข้อมูลมาจากหน่วยงานสาธารณสุขของประเทศไทย
Covid Bot ช่วย pre-screen ความเสี่ยงติด Covid19, ภาพจาก : www.facebook.com/covid19bot/
ขณะเดียวกันองค์กรหลักต้านไวรัสโควิด-19 อย่างกระทรวงสาธารณสุข ก็ได้ปล่อยแอพพลิเคชั่น 4 แพลตฟอร์มออนไลน์หลัก ได้แก่ Line, Twitter, Facebook และ TikTok เพื่อให้ข้อมูลสถานการณ์การระบาดในปัจจุบัน ความรู้เกี่ยวกับโควิด -19 และการป้องกันตัวเองในแต่ละสถานการณ์ ทั้งในรูปแบบของข้อความ ภาพ และอินโฟกราฟฟิก เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน พร้อมกับอัพเดตยอดจำนวนผู้ติดเชื้อ ผู้อยู่ในระหว่างการรักษา ผู้ที่หายดีแล้ว และผู้เสียชีวิต รวมถึงจำนวนผู้ป่วยเข้าเกณฑ์เฝ้าระวังโรคด้วย
นอกจากแอพพลิเคชันเพื่อให้ความรู้ที่ถูกต้องเหมาะสมแล้ว ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ ‘ข่าวลวง’ หรือ Fake News ถือเป็นปัญหาอย่างหนึ่งของการสื่อสารเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดในวงกว้าง ‘ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม’ โดย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จึงเป็นกลไกหลักในการทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบข้อมูลที่เผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์ พร้อมวิเคราะห์แนวโน้ม และบ่งชี้ข้อมูลที่เป็นข่าวปลอม ตลอดจนประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผลิตข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องเพื่อเผยแพร่ต่อไป
ที่สำคัญ วิกฤตจากการแพร่ระบาดในครั้งนี้ ยังทำให้เห็นศักยภาพและความสามารถของคนไทยในการพัฒนาเทคโนโลยี โดยหนึ่งในตัวอย่างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐ-เอกชน และ ดิจิทัลสตาร์ทอัพไทย ได้แก่ การจัดทำแอพพลิเคชัน ‘AOT Airports’ และ ‘SydeKick for ThaiFightCOVID’ ในการเก็บข้อมูลเพื่อติดตามผู้ที่เดินทางเข้าสู่ราชอาณาจักรไทย รวมถึงชาวไทยที่เดินทางกลับจากประเทศกลุ่มเสี่ยง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและลดความตระหนกให้กับประชาชน พร้อมรับมือสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด -19
AOT Airports เก็บข้อมูลเพื่อติดตามผู้ที่เดินทางเข้าสู่ราชอาณาจักรไทย
สำหรับลักษณะการติดตามและเฝ้าระวังผู้ที่ต้องกลับไปกักตัวที่ภูมิลำเนานั้น เป็นการขอความร่วมมือจากผู้ที่เดินทางเข้ามาภายในประเทศทุกคนให้ดาวน์โหลดแอพพลิเคชันดังกล่าว เพื่อแสดงตัวตนที่อยู่ในจังหวัดตามภูมิลำเนาของตัวเอง โดยเป็นการลงทะเบียนเชื่อมต่อเจ้าหน้าที่ เพื่อคอยตรวจสอบพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันของกลุ่มเสี่ยงว่า มีความรับผิดชอบต่อสังคม กักตัวเองอยู่ที่บ้านตามระยะเวลาที่กำหนดหรือไม่ โดยจะทำงานควบคู่ไปกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดที่จะคอยดูแลอย่างใกล้ชิด หากพบมีผู้ใดฝ่าฝืนจะดำเนินการตามกฎหมาย
นอกจากนี้ยังมีการเปิดตัวแอพพลิเคชัน ‘หมอชนะ’ ซึ่งมีการพัฒนามาจาก SydeKick for ThaiFightCOVID ที่ปรับเปลี่ยนการใช้งานตามสถานการณ์ เพื่อช่วยประเมินการเปิดเมือง และรองรับสภาวะ ‘living with COVID-19’ โดยแอพ ‘หมอชนะ’ จะเก็บข้อมูลการเดินทางของประชาชน เพื่อประเมินความเสี่ยงได้ว่าในบริเวณนั้นมีผู้ป่วยโควิด-19 หรือไม่ ซึ่งไม่เพียงช่วยให้สามารถเช็คข้อมูลของผู้ที่มาขอรับบริการทางการแพทย์ว่ามีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด ยังสามารถจัดลำดับความเร่งด่วนของการรักษา-ส่งตรวจได้แม่นยำมากขึ้นด้วย
แอพพลิเคชัน 'หมอชนะ' ช่วยประเมินการเปิดเมือง และรองรับสภาวะ ‘living with COVID-19’
- สนับสนุนมาตรการรัฐ
แม้จะผ่านไปเกือบ 5 เดือนแล้ว และสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 จะคลี่คลายลง พร้อมกับตัวเลขผู้ป่วยรายใหม่ที่เหลือเพียงหลักหน่วย หรือศูนย์รายในบางวัน แต่การเฝ้าระวัง ป้องกัน และติดตามบุคคลกลุ่มเสี่ยง คัดกรองผู้ติดเชื้อ ยังเป็นภารกิจที่ต้องดำเนินการอย่างเข้มแข็ง ไม่เฉพาะในส่วนของภาครัฐ บุคลากรทางการแพทย์ แต่รวมถึงภาคเอกชนและประชาชนทั่วไป ที่ยังต้องปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ อย่างเคร่งครัด
เช่นเดียวกับหน่วยงานด้านการวิจัย ช่วงเวลานี้ถือเป็นภารกิจสำคัญในการสนับสนุนการทำงานของภาครัฐ โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เป็นหน่วยงานหนึ่งที่เชิญผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิมาร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการแก้ไขทั้งระยะสั้นและระยะยาวอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งได้สนับสนุน ‘โครงการสนับสนุนข้อมูลวิจัยเชิงลึกด้านเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (COVID - 19)' โดยมี ศ.ดร.นพ.นรัตถพล เจริญพันธุ์ สถาบันชีววิทยาโมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นหัวหน้าโครงการ เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ทั้งในและต่างประเทศ กลั่นกรองข้อมูลความรู้ส่งให้รัฐบาลประกอบการพิจารณาเพื่อออกมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด รวมทั้งนำไปใช้ในการยกร่างแผนและนโยบายด้านการวิจัยของประเทศ
นอกจากนี้ ชุดข้อมูลความรู้ดังกล่าวยังช่วยให้ประชาชนสามารถดูแลตนเองและป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด -19 ได้ดีขึ้น โดยทีมวิจัยของ ศ.ดร.นพ.นรัตถพล เปิดเผยงานวิจัยของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ถึงกรณีศึกษาการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโควิด-19 พร้อมระบุถึงความจำเป็นของการใช้ ‘Digital tracing’ หรือระบบติดตามผู้มีความเสี่ยงติดเชื้อจากผู้ป่วยทันทีว่า
ผลการศึกษาพบว่า ในระยะเวลา 3 วันที่ติดตามเพื่อกักตัว โอกาสการควบคุมโรคแบบธรรมดาสำเร็จน้อยกว่าการใช้ระบบ Digital Tracing ช่วยถึง 50 เปอร์เซ็นต์ การนำเทคโนโลยีมาช่วยในการสืบหาผู้ที่สัมผัสใกล้ชิด (Contact tracing) จึงเป็นที่ต้องการอย่างมาก
ปัจจุบันทั่วโลกมีการใช้อยู่ 2 แอพพลิเคชัน คือ Pan-European Privacy Preserving Proximity Tracing (PEPP – PT) ของกลุ่มประเทศยุโรป และ Trace Together ของประเทศสิงคโปร์ ทั้งนี้เทคโนโลยีทั้งสองรูปแบบแตกต่างในรายละเอียดแต่ใช้หลักการเดียวกัน คือ 1. ใช้สัญญาณบลูทูธ (Bluetooth) บนโทรศัพท์มือถือในการตรวจหาว่าใครอยู่ในรัศมี 2-10 เมตร ในระยะเวลาที่กำหนด 2. ทำการบันทึกรหัสประจำตัวของคนที่อยู่ใกล้ ไม่บันทึกชื่อจริง ไม่เก็บตำแหน่งบุคคล และทำการบันทึกข้อมูลไว้ที่โทรศัพท์มือถือของแต่ละคน 3. เมื่อระบบส่วนกลางพบว่ามีผู้ป่วย เจ้าหน้าที่จะติดต่อไปที่ผู้ป่วย ผู้ป่วยส่งข้อมูลในมือถือของตนไปยังส่วนกลาง โดยผู้ป่วยต้องยินยอมเปิดเผยข้อมูล
ทีมวิจัย สกสว. วิเคราะห์ว่า สำหรับในไทย การพัฒนาแอพพลิเคชัน Digital Tracing น่าจะใช้ระยะเวลาไม่นาน แต่ประสิทธิภาพในการควบคุมการระบาดของโรคนั้น ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของคนไทยทุกคน เพราะหลังจากประเทศสิงคโปร์ได้เปิดตัวแอพพลิเคชันไปเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2563 มีผู้ใช้ไปแล้ว 1 ล้านคน ตามหลักการแล้วต้องมีผู้ใช้ 60 เปอร์เซ็นต์ ของประชากรทั้งหมด หรือประมาณ 4 ล้านคน จึงจะมีประสิทธิภาพในเกณฑ์ที่น่าพึงพอใจ
อย่างไรก็ตามเนื่องจากแอพฯดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล จึงต้องสร้างความมั่นใจในระบบความปลอดภัยให้ประชาชนไว้วางใจและยอมใช้งาน เพื่อประโยชน์สูงสุดในการติดตามผู้ป่วย
'CiRA CORE' เทคโนโลยี AI ช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของโควิด-19, ภาพจาก : www.tsri.or.th/th/
ในส่วนของประเทศไทย รศ.ดร.ศิริเดช บุญแสง คณบดีคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เปิดเผยว่า หลังจากที่ได้ติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปัจจุบัน ทำให้เกิดข้อกังวลถึงการหลงลืมการปฏิบัติตามหลัก Social distancing เพราะมีจำนวนผู้ป่วยรายใหม่น้อยลงและบางวันเป็นศูนย์ ประกอบกับปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่ช่วงฤดูฝน ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการแพร่กระจายโรค อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เกิดการระบาดของ โควิด-19 ระลอก 2 ของประเทศไทย
ในฐานะนักวิจัย ‘โครงการพัฒนาแพลตฟอร์มเทคโนโลยีฐานด้านการบูรณาการระบบ เพื่องานหุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ และปัญญาประดิษฐ์ สำหรับใช้งานในระบบอุตสาหกรรม 4.0’ โดยการสนับสนุนของ สกสว. จึงมีแนวคิดในการพัฒนาเทคโนโลยี CiRA CORE (ซี-ร่าห์-คอร์) ปัญญาประดิษฐ์เพื่อนำมาช่วยในการลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของโควิด-19
สำหรับลักษณะการทำงานของ CiRA CORE คือ การใช้โปรแกรมเอไอร่วมกับกล้องถ่ายวิดีโอที่จับภาพผู้คนในสถานที่ต่างๆ โดย CiRA CORE จะทำหน้าที่คิดและวิเคราะห์ปริมาณความหนาแน่นของประชากรที่เข้าไปอยู่ในสถานที่ต่างๆ หากไม่มีการเว้นระยะห่างทางสังคม หรือ Social Distancing ระบบ CiRA CORE จะสามารถส่งสัญญาณเตือนผ่านแอพพลิเคชันไลน์ เพื่อแจ้งเตือนให้หลีกเลี่ยงการเข้าไปในสถานที่เสี่ยง ถือเป็นหนึ่งในอีกหลายตัวอย่างของการใช้เทคโนโลยีและงานวิจัยสนับสนุนมาตรการลดการแพร่ระบาดของโควิด-19
ทั้งนี้ รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล รองผู้อำนวยการด้านนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ สกสว. กล่าวถึงการดำเนินงานที่ผ่านมาว่า ได้มีการปรับแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ปี 2563 โดยเพิ่มโปรแกรม 17 การแก้ปัญหาวิกฤตของประเทศ เพื่อรองรับวิกฤตโควิด-19 มีการจัดสรรงบประมาณให้กับหน่วยบริหารและจัดการทุน เน้นการแก้ปัญหาและการจัดการทั้งในภาวะวิกฤตและการฟื้นตัวหลังภาวะวิกฤต
“งานวิจัยจะทำให้รู้ว่าประเทศขาดข้อมูล ความรู้ที่จำเป็นในด้านใด และเราจะสร้างความรู้และนวัตกรรมนั้นได้อย่างไร ทั้งหมดนี้ เป็นความท้าทายของ สกสว. และนักวิจัย ที่จะพาประเทศไทยก้าวไปด้วยกัน”
ตราบใดที่โลกยังไม่มีวัคซีนโควิด-19 เครื่องป้องกันที่ดีที่สุดของมนุษย์ก็คือ ‘ข้อมูลความรู้’ ส่วนอาวุธที่พอจะสู้กับไวรัสได้ก็คงมีเพียงอาวุธทางปัญญา


