วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ทางรอดสาธารณสุขยุค 'Silver Tsunami' เมื่อ AI ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่คือทางรอด

ในงานรวมตัวศิษย์เก่าสถาบันเทคโนโลยีหนานหยาง (NTU) ของสิงคโปร์ เมื่อวันเสาร์ที่ 11 ก.ค. ที่ผ่านมา ผู้ช่วยศาสตราจารย์วิลสัน โก (Wilson Goh) ผู้เชี่ยวชาญด้านชีวสารสนเทศทางการแพทย์ จาก Lee Kong Chian School of Medicineได้ฉายภาพวิกฤตและโอกาสของระบบสาธารณสุขโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียที่กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ พร้อมชี้ให้เห็นว่า "ปัญญาประดิษฐ์" หรือ AI จะเข้ามาเป็นคำตอบสำคัญ แต่ต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบและการวางรากฐานที่รัดกุม

วิกฤตสาธารณสุข: เมื่อคลื่นผู้สูงอายุซัดถล่ม และบุคลากรขาดแคลน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ วิลสัน เริ่มต้นด้วยการชี้ให้เห็นความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า สุขภาพคือเรื่องของทุกคน และในอนาคตอันใกล้เราทุกคนอาจต้องกลายเป็นผู้ป่วย หรือผู้ดูแลผู้ป่วย โดยเฉพาะในเอเชียซึ่งมีประชากรสูงถึง 60% ของโลก กำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ "Silver Tsunami" หรือคลื่นสึนามิผู้สูงวัย ซึ่งภายในปี 2030 ประชากรจำนวนมากรวมถึงตัวเขาเองจะมีอายุเกิน 60 ปี

วิกฤตนี้ไม่ได้มาเพียงลำพัง แต่มาพร้อมกับ "ภาวะขาดแคลนบุคลากร" อย่างรุนแรง ระบบสาธารณสุขจะแบกรับภาระเกินกำลัง การสร้างโรงพยาบาลหรือผลิตแพทย์และพยาบาลเพิ่มเพียงอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบ เพราะจำนวนคนรุ่นใหม่ลดลง และอาชีพทางการแพทย์ โดยเฉพาะพยาบาลและเจ้าหน้าที่เบื้องหลัง เป็นงานที่หนัก ค่าตอบแทนไม่สูงนักเมื่อเทียบกับภาระงาน และต้องอาศัยปณิธานส่วนตัวอย่างสูงในการทำงาน

เขากล่าวต่อว่า ท่ามกลางวิกฤต AI กลายเป็นความหวังใหม่ในการยกระดับศักยภาพการรักษาผ่านแนวทางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจวินิจฉัยล่วงหน้า โดย AI มีความสามารถในการจดจำรูปแบบขั้นสูง ช่วยให้ตรวจพบโรคได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เช่น มะเร็ง หรือสุขภาพจิตในเยาวชน ซึ่งหากตรวจพบเร็วจะมีโอกาสหายขาดได้สูง

การแพทย์แม่นยำจำเพาะบุคคล หรือการใช้ข้อมูลสุขภาพตลอดช่วงชีวิต มาวิเคราะห์เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ช่วยให้แพทย์ตัดสินใจได้ในเชิงรุก แทนที่จะรอให้ป่วยหนักก่อนค่อยรักษา

นอกจากนี้ AI ยังมีประโยชน์ในการเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนโดยระบบดังกล่าวในงานรังสีวิทยา มีความก้าวหน้าอย่างมาก นอกจากนี้ยังช่วยในกระบวนการค้นหายาใหม่ ซึ่งปกติใช้เงินสูงถึง 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์และเวลากว่า 10 ปี ให้รวดเร็วและประหยัดขึ้น

ผู้ช่วยศาสตราจารย์วิลสัน กล่าวอีกว่า หัวใจสำคัญคือการไม่พึ่งพาข้อมูลเพียงชุดเดียว แต่เป็นการรวมข้อมูลหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น ภาพถ่าย, ประวัติการแพทย์, ข้อมูลทางสังคม เพื่อเพิ่มความแม่นยำและสามารถอธิบายเหตุผลได้มากขึ้น เช่น การประเมินความเสี่ยงโรคซึมเศร้าจากการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมครอบครัวร่วมกับอาการทางคลินิก

สิ่งที่ต้องจับตา: จริยธรรม การกำกับดูแล และความเข้ากันได้ของระบบ

แม้ AI จะมีศักยภาพสูง แต่ผู้ช่วยศาสตราจารย์วิลสันเตือนว่ามี "ด้านมืด" และความท้าทายที่ต้องเฝ้าระวังทั้งหมด 4 ประเด็น

  1. Responsible AI & Ethics: การใช้ AI ต้องมาพร้อมความรับผิดชอบและจริยธรรม โดยเฉพาะการจัดการข้อมูลที่ละเอียดอ่อน เช่น ข้อมูลสุขภาพจิต ไม่ควรนำไปใช้ในโมเดลแบบปิดหรือใช้โดยขาดความระมัดระวัง
  2. ความเข้ากันไม่ได้ของระบบ: โมเดล AI จำนวนมากพัฒนาโดยบริษัทเอกชนแต่ไม่สามารถเชื่อมต่อกับกระบวนการทำงานจริงของโรงพยาบาลได้ ทำให้กลายเป็นภาระมากกว่าผู้ช่วย,
  3. กฎระเบียบและความรับผิดชอบ: ปัจจุบันมาตรฐานสากล (ISO) สำหรับ AI ทางการแพทย์ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบเมื่อ AI ตัดสินใจผิดพลาด? นี่คือประเด็นที่โลกยังหาข้อสรุปที่ชัดเจนไม่ได้
  4. การพึ่งพา AI มากเกินไป: หากระบบ AI ดีเกินไป อาจทำให้แพทย์ลดความระมัดระวังในการใช้สัญชาตญาณและการคิดวิเคราะห์ของมนุษย์ ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสี่ยงเมื่อ AI ทำงานผิดพลาด

ผลกระทบทางสังคม: แรงกระเพื่อมในความสัมพันธ์ "หมอ-คนไข้"

ผู้ช่วยศาสตราจารย์วิลสัน อธิบายต่อว่า ในมิติสังคม AI กำลังเปลี่ยนความสัมพันธ์ดั้งเดิม เมื่อผู้ป่วยเริ่มใช้ "หมอกระเป๋า" อย่าง ChatGPT เพื่อค้นหาข้อมูลสุขภาพหรือขอความเห็นที่สอง สิ่งนี้สร้างความตึงเครียด และความขัดแย้งในห้องตรวจ เมื่อข้อมูลจาก AI ต่างจากสิ่งที่แพทย์สั่ง ทำให้บทบาทอำนาจและการสร้างความเชื่อใจระหว่างแพทย์และผู้ป่วยต้องเปลี่ยนไปสู่รูปแบบใหม่

นอกจากนี้ ในบริบทของเอเชีย ความหลากหลายทางวัฒนธรรมและภาษาเป็นอุปสรรคสำคัญ โมเดลที่พัฒนาจากตะวันตกอาจไม่เข้าใจบริบทท้องถิ่น จึงเกิดโครงการอย่าง "Sea-Lion" เพื่อพัฒนาโมเดลภาษาที่เข้าใจภาษาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์วิลสัน ทิ้งท้ายว่า สุดท้ายแล้ว AI ในระบบสาธารณสุขต้องสร้างความเชื่อมั่น ใช้งานได้จริง และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องเข้าถึงได้สำหรับทุกคนโดยไม่คำนึงถึงสถานะทางเศรษฐกิจ