งาน SEA Health Summit 2026 ภายใต้แนวคิด "AI in Health and Longevity" ไม่ได้เป็นเพียงเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านสุขภาพ แต่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมสุขภาพของภูมิภาค เมื่อ SEA Health Innovation Hub (SEA HI Hub) องค์กรไม่แสวงหากำไร ประกาศลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับเครือข่ายโรงเรียนแพทย์ มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล และผู้ประกอบการด้านสุขภาพชั้นนำของไทย เพื่อผนึกกำลังสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมปักหมุดประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมสุขภาพของภูมิภาค
SEA HI Hub ตั้งเป้าขับเคลื่อนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สู่การเป็นหนึ่งในศูนย์กลางนวัตกรรมสุขภาพของโลก ด้วยบทบาท "ตัวเร่งระบบนิเวศ" (Ecosystem Accelerator) ที่เชื่อมโยงนักพัฒนาเทคโนโลยีสุขภาพจากทั่วโลกเข้ากับนักลงทุน มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล หน่วยงานกำกับดูแล ภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อเร่งเปลี่ยนองค์ความรู้และงานวิจัยให้กลายเป็นนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริง ขยายสู่เชิงพาณิชย์ และสร้างผลลัพธ์ด้านสุขภาพให้ผู้ป่วยในวงกว้าง
SEA HI Hub ถูกสร้างขึ้นบน 4 เสาหลักเชิงยุทธศาสตร์ที่ออกแบบมาเพื่อผลักดันนวัตกรรมสุขภาพจากห้องวิจัยสู่การสร้างผลกระทบในโลกความเป็นจริง
- เสาหลักแรกคือ การเข้าถึงเครือข่ายคลินิกและผู้ป่วย ผ่านโรงพยาบาลพันธมิตรในภูมิภาค เพื่อรองรับการทดลองทางคลินิก การสร้างข้อมูลผู้ป่วยจริง และการพัฒนาหลักฐานเชิงประจักษ์ในต้นทุนที่แข่งขันได้
- เสาหลักที่สองคือ เงินทุน ที่เชื่อมโยงสตาร์ทอัพและเทคโนโลยีสุขภาพที่มีศักยภาพจากทั่วโลกเข้ากับนักลงทุนและกองทุน Deep Tech ที่มีวิสัยทัศน์ร่วมกัน
- เสาหลักที่สามคือ Regulatory Fast-Track ที่สนับสนุนกลไก Sandbox และแนวทางเร่งรัดการอนุมัตินวัตกรรมสุขภาพทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาค
- เสาหลักสุดท้ายคือ การเข้าถึงตลาด ผ่านความร่วมมือทางธุรกิจ ช่องทางการจัดจำหน่าย และเครือข่ายพันธมิตรทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
4 เสาหลักนี้คือหัวใจที่ทำให้ SEA HI Hub ก้าวข้ามกรอบความร่วมมือทางวิชาการแบบเดิม สู่การเป็นกลไกขับเคลื่อนนวัตกรรมสุขภาพครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนา การทดลองทางคลินิก การพิสูจน์ผลลัพธ์ ไปจนถึงการผลักดันสู่การใช้งานจริงในระบบสาธารณสุขและตลาดโลก ไม่ใช่เพียงเครือข่ายความร่วมมือ แต่คือ "Commercialization Engine" ที่เร่งเปลี่ยนงานวิจัยให้กลายเป็นนวัตกรรมที่สร้างผลกระทบต่อผู้ป่วย เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมสุขภาพในระดับภูมิภาคและระดับโลก
"นพ.ศุภชัย ปาจริยานนท์" ผู้ก่อตั้ง SEA HI Hub กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ไม่ใช่แค่พิธีลงนาม แต่คือการประกาศร่วมกันของระบบสาธารณสุขไทย ทั้งมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล และภาคเอกชน ว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะไม่ได้เป็นเพียงสถานที่รักษาผู้ป่วย แต่จะเป็นสถานที่ที่สร้างนวัตกรรมซึ่งเปลี่ยนวิธีการรักษาของโลก
"ประเทศไทยมีทุกสิ่งที่โลกกำลังมองหา ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลมาตรฐาน JCI นักวิจัยระดับสากล และต้นทุนการวิจัยทางคลินิกที่ต่ำกว่าสหรัฐอเมริกาถึง 3-5 เท่า สิ่งที่ขาดมาตลอดคือเครือข่ายเชื่อมโยงทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกัน และวันนี้เครือข่ายนั้นได้เกิดขึ้นแล้ว"
เครือข่ายพันธมิตรของ SEA HI Hub อาทิ มหาวิทยาลัยมหิดล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (NIA) สถาบันวิจัยและนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพแห่งชาติ (TILSNA) บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) (BDMS) กลุ่มโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กลุ่มโรงพยาบาลเมดพาร์ค โรงพยาบาลวิมุต บริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัท ที.แมน ฟาร์มาซูติคอล จำกัด (มหาชน) บริษัท เมดิทอป จำกัด และ บริษัท แคร์มอร์ พลัส จำกัด
โดยความร่วมมือดังกล่าวนับเป็นการรวมตัวของระบบนิเวศสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศไทย ครอบคลุมทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคเอกชน เชื่อมโยงทุกภูมิภาคของประเทศ และสะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยพร้อมก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมสุขภาพของภูมิภาคและของโลก
การก้าวขึ้นเป็น Health Innovation Hub ไม่ใช่วาระด้านสาธารณสุขเพียงอย่างเดียว แต่เป็นยุทธศาสตร์เศรษฐกิจระยะยาวของภูมิภาค หากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถวางตำแหน่งตัวเองให้เป็นจุดหมายปลายทางของการพัฒนาทางคลินิก การนำเทคโนโลยีสุขภาพมาใช้งาน และการสร้างนวัตกรรมทางการแพทย์ ผลตอบแทนจะเกิดขึ้นกับทุกประเทศในเครือข่าย ทั้งในรูปของการลงทุน การจ้างงาน บุคลากรคุณภาพสูง และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน
ความร่วมมือที่เกิดขึ้นในวันนี้จึงเป็นเพียงรากฐาน ไม่ใช่เส้นชัย SEA HI Hub กำลังอยู่ระหว่างการหารือกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค โดยคาดว่าจะขยายเครือข่ายอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เพื่อก้าวสู่เป้าหมายการเข้าถึงผู้ป่วย 100 ล้านคนภายใน 3 ปี
"นพ.ศุภชัย" กล่าวทิ้งท้ายว่า เราไม่ได้กำลังสร้างเพียงเครือข่าย แต่กำลังสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมสุขภาพ การเป็น Switzerland of Healthcare ไม่ใช่ความฝัน แต่คือแผนงานที่เรากำลังสร้างร่วมกัน และวันนี้คือก้าวแรกของการเดินทางนั้น


