เทเลเฮลธ์แพลตฟอร์ม ‘iHealthCare 2.0’ ทดลองใช้พบช่วยเข้าถึงบริการสุขภาพทุกคน ทุกที่ ทุกเวลา ลดเวลา-ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง บุคลากรลดภาระงาน-มีศักยภาพเพิ่มขึ้นขึ้นเป็น 68% ชงรัฐลงทุนเป็นโครงสร้างพื้นฐานประเทศ
KEY POINTS
- "iHealthCare 2.0" เป็นแพลตฟอร์มบริการสุขภาพทางไกล (Telehealth) ที่ขยายบริการจากการรักษาไปสู่การพยาบาล เภสัชกรรม และกายภาพบำบัดทางไกล เพื่อยกระดับระบบสุขภาพปฐมภูมิ
- นำเสนอโมเดลการลงทุน 2.8 ล้านบาท สำหรับ อบจ. ในการติดตั้งระบบใน รพ.สต. 10 แห่ง ครอบคลุมค่าใช้จ่ายด้านระบบ อุปกรณ์ และการพัฒนาบุคลากร
- มุ่งเปลี่ยนบทบาท อบจ. จากผู้ดูแลหน่วยบริการไปสู่ "ผู้จัดการระบบนิเวศสุขภาพ" ที่ใช้ข้อมูลเชื่อมโยงปัจจัยทางสังคมและสุขภาพเพื่อวางแผนเชิงรุก
- มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการ ลดค่าใช้จ่ายและเวลาเดินทางของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อ ผู้ป่วยติดเตียง และผู้สูงอายุ
การเปลี่ยนผ่านของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) จากสังกัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ0)สู่สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ซึ่งปัจจุบันถ่ายโอนไปแล้ว 4,559 แห่งและมีแนวโน้มจะเพิ่มสัดส่วนขึ้นมากกว่าครึ่งในอนาคตอันใกล้
เส้นทางนี้ถูกมองว่ากำลังกลายเป็น “จุดเปลี่ยน” สำคัญของระบบสาธารณสุขโดยเฉพาะระบบสุขภาพปฐมภูมิ โจทย์ใหญ่ของ อบจ. ในฐานะผู้รับผิดชอบใหม่ จึงไม่ใช่เพียง “รับมา” แต่อยู่ที่การบริหารจัดการระบบนิเวศสุขภาพที่มีขนาดใหญ่และซับซ้อนให้มีประสิทธิภาพ
ในการก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ได้มีการนำระบบบริการสุขภาพทางไกลบูรณาการ หรือเทเลเฮลธ์(Telehealth) มาศึกษาทดลองใช้นำร่องใน 60 พื้นที่รพ.สต.ใน 3 จังหวัด คือ ลำปาง ลำพูนและกระบี่ ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)
โครงการวิจัยนี้ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ(สช.) ได้ขยายบริการจากเทเลเมดิซีน (Telemedicine) ที่มุ่งเน้นการรักษา ไปสู่บริการใหม่อีก 3 บริการ ได้แก่ พยาบาลทางไกล (Tele-nursing) เภสัชกรรมทางไกล (Telepharmacy) และฟื้นฟูสมรรถภาพทางไกล (Telerehabilitation)
ที่สำคัญ พัฒนาแพลตฟอร์มเทเลเฮลธ์ ชื่อว่า “iHealthCare 2.0 ” ที่ไม่ใช่เพียงเครื่องมือสื่อสาร แต่คือโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่มุ่งเน้นการเชื่อมต่อข้อมูลสุขภาพและปัจจัยทางสังคมแบบไร้รอยต่อ เพื่อยกระดับการบริการปฐมภูมิสู่มาตรฐานใหม่ที่เข้าถึงได้ “ทุกคน ทุกที่ ทุกเวลา”
ความโดเด่นของ iHealthCare 2.0
ผลการศึกษาเบื้องต้นของการใช้แพลตฟอร์ม iHealthCare 2.0 ช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการ ลดทั้งเวลา และค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน ลดภาระงานของบุคลากร โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ผู้ป่วยติดเตียง และผู้สูงอายุ และช่วยให้บุคลากรมีศักยภาพในการปฏิบัติงานเพิ่มขึ้นขึ้นจาก 56% เป็น 68%
นพ.ปรีดา แต้อารักษ์ หัวหน้าโครงการวิจัยฯ อธิบายว่า ระบบ Telehealth ของโครงการนี้พัฒนาขึ้นในรูปแบบ Web-based ไม่ผูกติดกับเครื่องมือใดเป็นหลัก จึงสามารถใช้งานได้โดยไม่มีขอบเขตข้อจำกัด ซึ่งนับแต่จุดเริ่มต้นโครงการจนเดินหน้าเข้ามาสู่ระยะที่ 2 ขณะนี้ระบบ iHealthCare ได้พัฒนาขึ้นมาถึงเวอร์ชัน 2.0
ความโดดเด่นของ iHealth Care 2.0 แตกต่างจากระบบ Telehealth ทั่วไป คือการพัฒนา Dashboard กลาง ซึ่งไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่แสดงสถิติความเจ็บป่วยหรือการเบิกจ่ายงบประมาณ แต่เป็นการนำเสนอข้อมูลเชิงลึกด้าน Social Determinants of Health หรือปัจจัยทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่อสุขภาพ
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ อบจ. สามารถวางแผนยุทธศาสตร์การดูแลสุขภาพปฐมภูมิได้อย่างตรงจุด โดยมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างภาวะเศรษฐกิจ สภาพแวดล้อม และวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงมากกว่าการตั้งรับในสถานพยาบาลเพียงอย่างเดียว
7 ข้อค้นพบจากการนำร่อง
นพ.ปรีดา กล่าวว่า จากการดำเนินโครงการที่ผ่านมามีข้อค้นพบ ทั้งปัญหา อุปสรรค ตลอดจนผลสำเร็จ และข้อเสนอที่สรุปออกมา ได้แก่ 1. Telehealth คือโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของระบบสุขภาพปฐมภูมิ และเป็นสิ่งที่ประเทศต้องลงทุน
2. การเปลี่ยนผ่านบทบาท อบจ. หลังการถ่ายโอน จากผู้บริหารหน่วยบริการที่กำกับดูแล รพ.สต. รายแห่ง ในอนาคตจะต้องเป็นผู้จัดการระบบสุขภาพระดับพื้นที่ สามารถวิเคราะห์ วางแผน สร้างเครือข่าย ฯลฯ
3. ข้อมูลคือหัวใจของการบริหารจัดการเชิงรุก เปลี่ยนจากเดิมที่ให้บริการรักษาแบบตั้งรับ ไปสู่การสร้างเสริมสุขภาพเชิงรุก
4. เทคโนโลยีเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่ง แต่ภาวะผู้นำระดับพื้นที่คือตัวกำหนดความสำเร็จ แพลตฟอร์มดิจิทัลจะยั่งยืนต่อเมื่อบูรณาการ คน ระบบ ข้อมูล ความร่วมมือ
5. แพลตฟอร์มที่พัฒนาขึ้นนี้เป็นสมบัติสาธารณะ ไม่มีค่าใช้จ่ายในการนำไปใช้ แต่อาจมีต้นทุนอื่นๆ เช่น การปรับระบบการทำงาน การพัฒนาศักยภาพบุคลากร ฯลฯ
6. เทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดระยะทาง แต่ อสม. คือโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมที่จะเป็นผู้เชื่อมต่อ ความท้าทายจึงอยู่ที่สมรรถนะดิจิทัล (Digital Literacy)
7. เงื่อนไขสำคัญของการขยายผลระดับประเทศ จำเป็นต้องมีมาตรฐานข้อมูลกลาง หากข้อมูลสุขภาพยังแยกส่วนกัน การดูแลต่อเนื่องก็จะไร้ผล
เปลี่ยนบทบาทระบบสุขภาพของอบจ.
การนำระบบเทเลเฮลธ์และแพลตฟอร์ม iHealthCare 2.0 เข้ามาสร้าง “สถาปัตยกรรมระบบบริการสุขภาพทางไกลที่ไร้รอยต่อ” จึงเป็นการเปลี่ยนอบจ.จาก “เจ้าของหน่วยบริการ”เป็น “ผู้จัดการระบบนิเวศสุขภาพขับเคลื่อนด้วยข้อมูล” เนื่องจาก iHealthCare 2.0 จะเชื่อมโยงข้อมูล
- @Home (บ้านผู้ป่วย) โดยอสม. ผู้ดูแลลงพื้นที่คัดกรอง บันทุกค่าสุขภาพผ่านโหมดออฟไลน์
- @Hub (ศูนย์ประจำชุมชน) จุดเชื่อมต่อและคัดกรองเบื้องต้นด้วยคะแนนสุขภาพ(Health Scoring)
- @Hos 1 (รพ.สต.) พยาบาลประเมินอาการ สั่งการดูแล(Telenursing)
- และ@Hos 2 (รพข./รพ.แม่ข่าย) แพทย์วินิจฉัย สั่งยา(Telemedicine/Talepharmacy)
“ไม่ว่าจะมีอุปกรณ์หรือเครื่องมือการทำงานที่ดีเพียงใด แต่หากขาดเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจนจากผู้บริหาร ย่อมไม่สามารถเกิดการนำไปขับเคลื่อนหรือใช้งานอย่างจริงจังได้ ดังนั้นเทคโนโลยีจึงไม่ใช่ปัญหา แต่อยู่ที่นโยบายและเจตจำนงทางการเมือง ที่จะช่วยเข้าไปแก้และสามารถทะลุทะลวงปัญหาได้ ภายใต้การเอาประชาชนเป็นที่ตั้ง” นพ.ปรีดา กล่าว
iHealthCare เงินลงทุน 2.8 ล้าน
ทั้งนี้ หากอบจ.นำแพลตฟอร์ม iHealthCare 2.0 จากการนำร่องใน 10 รพ.สต. พบโมเดลการลงทุนอยู่ที่การใช้งบประมาณ 2.8 ล้านบาท แยกเป็น 3 ส่วน คือ
- ส่วนที่ 1 งบฐานอบจ.1.5 ล้านบาท ตั้งระบบ ปรับWorkfloe ,API Integration,ค่าเช่าCloud&Server
- ส่วนที่ 2 งบรพ.สต. 5 แสนบาท(10แห่ง) อุปกรณ์การแพทย์เบื้องต้น ,ระบบICTและNetwork เฉลี่ยแห่งละ 50,000 บาท
- ส่วนที่ 3 งบอบรมและพัฒนาบุคลกร 8 แสนบาท วิทยากรกลาง พัฒนาศักยภาพบุคลากรรพ.สต.และอสม.สู่ยุคดิจิทัล
“เป้าหมายสูงสุดของระบบเทเลเฮลธ์จะไม่ใช่เพียงการดูแลรายบุคคลแต่จะเป็นการจัดการสุขภาพประชากร ผลลัพธ์จึงไม่ใช่แค่การได้แพลตฟอร์มใหม่ แต่คือการยกระดับคุณภาพชีวิต มุ่งสู่การบริหารจัดการสุขภาพประชากร( Population Health Management) ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและการมีส่วนร่วมของชุมชน”นพ.ปรีดากล่าว
ภายหลังได้ผลการศึกษานี้แล้ว สช.จะนำมาสังเคราะห์ข้อค้นพบและความคิดเห็นเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย ขยายผลการดูแลกลุ่มเปราะบางโดยท้องถิ่นไปยังพื้นที่อื่น เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนระบบสุขภาพที่เป็นธรรมให้คนไทยทุกคน เข้าถึงการดูแลที่มีคุณภาพ
โมเดลการใช้จริงที่อบจ.ลำปาง
ขณะที่ นพ.ไชยนันท์ ทยาวิวัฒน์ รองนายก อบจ.ลำปาง กล่าวว่า อบจ.ลำปาง ได้มีการวางแผนพัฒนาระบบบริการทางไกลไว้เป็น 3 ระยะ ตั้งแต่ระยะที่ 1 การพัฒนาระบบ Telemedicine ที่มองไว้ว่าต้องไม่ใช่ระบบแบบเดิมๆ ที่เป็นการพูดคุยปรึกษาอย่างเดียว แต่ที่จะต้องเกิดขึ้นตามมาคือระบบฐานข้อมูลส่วนบุคคล หรือ Personal Data ที่จะเชื่อมโยงไปสู่มิติอื่นๆ
ระยะที่ 2 การพัฒนาสู่เทเลเฮลธ์ ซึ่งได้มีการวางไว้ 5 โมดูล คือ Tele-nursing, Tele-pharmacy, Tele-rehabilitationและอีก 2 ส่วนที่กำลังพัฒนาต่อคือ Tele-vaccination ระบบติดตามการฉีดวัคซีน และ Tele-coaching ที่จะช่วยให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ป้องกันไม่ให้คนรุ่นใหม่เป็นโรค NCDs
และระยะที่ 3 ยกระดับให้เกิดเป็นระบบ Tele-wellbeing ที่ไม่ได้มีเฉพาะข้อมูลสุขภาพ แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงข้อมูลทางเศรษฐกิจและสังคม อย่างเช่นฐานข้อมูลคนจนที่ทาง อบจ. ได้พัฒนาร่วมกับ บพท. ไปแล้ว นำมาเชื่อมต่อเข้าด้วยกันเพื่อให้ทาง อบจ. ได้ทราบทั้งข้อมูลสุขภาพ คุณภาพชีวิต เศรษฐฐานะ ฯลฯ เพื่อเข้าไปแก้ไขปัญหาของประชาชนได้อย่างตรงจุด ตรงประเด็น มากกว่าเดิมที่เข้าไปแก้ในภาพรวม
ทั้งนี้ การบริการกายภาพบำบัดทางไกล (Tele-rehabilitation) เข้ามามีบทบาทสำคัญในการติดตามและดูแลผู้ป่วยกลุ่มติดบ้านติดเตียง รวมถึงผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน โดยอาศัยการทำงานร่วมกันของทีมสหวิชาชีพ ทั้งแพทย์ พยาบาล บุคลากร รพ.สต. และ อสม.
ในพื้นที่ จ.ลำปาง จะมีการรับส่งต่อผู้ป่วยจากโรงพยาบาลกลับมาดูแลต่อในชุมชน โดยในผู้ป่วยบางรายที่ยังมีความจำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูจากนักกายภาพบำบัด จะนำเข้าสู่ระบบ Tele-rehabilitation และให้ญาติหรือ อสม. เป็นผู้ช่วยติดตามการฟื้นฟูภายใต้คำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์
ส่วนบริการเภสัชกรรมทางไกล (Tele-pharmacy) สามารถเข้ามาช่วยเติมเต็มช่องว่าง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยเปราะบางที่ไม่สามารถเดินทางมารับบริการที่ รพ.สต. ได้ รวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีข้อจำกัดด้านภาษา หรือไม่สามารถอ่านฉลากและเอกสารกำกับยาได้
นอกจากนี้ ยังช่วยให้เภสัชกรสามารถประเมินความเข้าใจของผู้ป่วยเกี่ยวกับการใช้ยา ตรวจสอบปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยา และให้คำแนะนำเกี่ยวกับผลข้างเคียงที่สำคัญได้อย่างใกล้ชิดมากขึ้น ส่งผลให้การใช้ยามีความปลอดภัยและเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย
“มองว่าระบบ Tele-pharmacy เป็นองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิในอนาคต และในระยะต่อไป อยากเห็นการพัฒนาระบบขนส่งยาถึงบ้านในลักษณะคล้าย Grab Rider ที่สามารถเชื่อมโยงการส่งยาเข้ากับบริการ Tele-pharmacy โดยมีการประสานงานกับเภสัชกรอย่างเป็นระบบ” น.ส.วลีทิพย์ ใหม่ต๊ะวัน เภสัชกรปฏิบัติการ อบจ.ลำปาง กล่าวกล่าว
สำหรับ ระบบ iHealthCare ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือด้านเทคโนโลยีสุขภาพเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นโซ่ทองคล้องใจที่เชื่อมโยงผู้ป่วยเข้ากับระบบสุขภาพ โดยมี อสม. เป็นกำลังสำคัญในการประสานและเชื่อมต่อการดูแลระหว่างชุมชนกับหน่วยบริการสุขภาพ
อย่างกรณีช่วยให้ผู้ป่วยหญิง อายุ 95 ปี มีภาวะซึมเศร้าและละเลยการดูแลสุขภาพของตนเองมาเป็นเวลานาน ซึ่งไม่เคยพบแพทย์มาก่อน มีโอกาสพูดคุยและรับการดูแลจากแพทย์โดยตรง หลังจากนั้นแววตาของผู้ป่วยเปลี่ยนไป มีกำลังใจในการใช้ชีวิตมากขึ้น





