วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

‘ไทยสกัดอีโบลา’ ยังไม่ ‘ห้ามเดินทาง’ ยังไม่เพิ่มประเทศเขตติดโรค 'กักตัว 21 วัน'ยังได้ผล

สกัดอีโบลา รมว.สธ.เผยไทยยังไม่ห้ามเดินทาง มาตรการ "กักตัว 21 วัน" ได้ผล คนจากต้นทาง 2 ประเทศลดฮวบ 2 วันเหลือ 0 ราย กำชับคนไทยมาจากดีอาร์คองโก-ยูกันดา ไม่เกิน 21 วัน แจ้งประวัติเดินทางตามจริง แม้ไปแวะพักประเทศอื่นมาก่อน   

ภายหลังจากที่ประเทศไทยออกมาตรการสกัดอีโบลาเข้าประเทศ โดยการประกาศให้มีการกักกัน 21 วันสำหรับผู้เดินทางมาจาก 2 ประเทศเขตติดโรคติดต่อ คือ ดีอาร์คองโกและยูกันดาทุกคน แม้ว่าจะยังไม่มีอาการป่วย เนื่องจากที่ผ่านมามีแนวโน้มการเดินทางเข้าไทยจ้า 2 ประเทศดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างผิดสังเกต

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 ที่อาคารมหิตลาธิเบศร กระทรวงสาธารณสุข นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์และมาตรการเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรคอีโบลาว่า ตัวเลขนักท่องเที่ยวหรือนักธุรกิจที่เดินทางมาจากโซนนั้นจะมีเพิ่มขึ้น เราเห็นสัญญาณว่าเริ่มมีเพิ่มขึ้น จากวันหนึ่งประมาณ 6-7 คน ก็ขึ้นมาเป็นหลายสิบคน จึงพิจารณาว่าต้องมีมาตรการควบคุมดูแล เพราะเป็นโรคที่ยังไม่มีวัคซีนและยารักษา หากติดเชื้อขึ้นมาอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูง อาจจะไม่สูงเท่าประเทศต้นทาง เพราะไทยจัดการดูแลได้ดีกว่า แต่เพื่อความไม่ประมาทจึงออกประกาศการกักกัน 21 วันผู้ที่เดินทางเข้ามาประเทศไทย ซึ่งเป็นไปตามระยะฟักตัวของโรค

คนจาก 2 ประเทศเขตติดโรคอีโบลาลดฮวบ

นายพัฒนา กล่าวอีกว่า  หลังประกาศออกไปแล้ว อัตราการเดินทางเข้ามาก็ลดลงทันทีอย่างเห็นได้ชัด เหลือพียง 2-3 คน ซึ่งคิดว่าเป็นการควบคุมที่ต้นทาง และกรมควบคุมโรคประสานกระทรวงการต่างประเทศ นักท่องเที่ยวหรือผู้เดินทางเข้ามาในไทยและยังคงค้างอยู่ ขอให้ติดตามตัว แต่ที่ผ่านมายังไม่เห็นการแสดงอาการหรือเป็นผู้ติดเชื้อ ไม่ได้บอกว่าทุกคนที่เดินทางเข้ามาติดเชื้อ แต่เป็นมาตรการควบคุมเพื่อป้องกันการระบาด เป็นการควบคุมที่มากกว่าที่องค์การอนามัยโลกแนะนำเล็กน้อย

“หลังประกาศมาตรการกักตัว 21 วัน คนเดินทางจากต้นทาง 2 ประเทศ ดีอาร์คองโกและยูกันดาเข้ามาลดลง และศักยภาพการกักตัวต่างๆ รองรับได้”นายพัฒนากล่าว 

ไทยยังไม่ห้ามเดินทาง

ถามต่อว่า แสดงว่ามาตรการกักกัน 21 วันสามารถป้องกันที่จะใช้ไทยเป็นพื้นที่หนีจากพื้นที่ระบาดได้ ซึ่งก่อนหน้านี้มีผู้เดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้น  นายพัฒนา กล่าวว่า ไทยไม่ใช่ปลายทางที่อยากจะเข้ามา แต่ที่ผ่านมาเห็นตัวเลขเที่ยวบินเข้ามาและอาจเป็นความเสี่ยงที่จะทำให้ระบาดได้ เลยต้องใช้มาตรการลักษณะนี้ แต่เลือกที่จะไม่แบน แต่ให้ใช้การกักกัน (Quarantine) แทน

ผู้สื่อข่าวถามว่าหลายประเทศมีการใช้การห้ามเดินทางหรือห้ามเข้าประเทศ ไทยจะขยับเพิ่มขึ้นหรือมีทิศทางอย่างไร นายพัฒนา กล่าวว่า เท่าที่เริ่มมาตรการกักกัน 21 วัน อัตราการเดินทางเข้ามาลดลงอย่างเห็นได้ชัด คิดว่าปัจจุบันยังไม่น่าจะไปถึงขั้นแบน

ยังไม่เพิ่มประเทศเขตติดโรคอีโบลา

ถามว่าจะมีการเพิ่มประเทศอื่นเป็นเขตติดโรคติดต่ออันตรายอีกหรือไม่ เนื่องจากบางประเทศมีการเพิ่มซูดานใต้เข้าไปด้วย  นายพัฒนา กล่าวว่า กำลังให้กรมควบคุมโรคพิจารณาตัวเลข และเช็กข่าวต่างประเทศ อยู่ในระหว่างการติดตามเช่นกัน แต่ไม่มีเที่ยวบินตรงจากประเทศเหล่านี้ ซึ่งได้ประสานทางการท่าอากาศยานแล้ว ในเรื่องของ Connecting Flight ว่าใครเคยมีประวัติไปประเทศเหล่านี้ในระยะเวลา 21 วัน ก็ต้องรายงานและเข้าเกณฑ์ตัวนี้เช่นกัน

ถามอีกว่าเร็วๆ นี้มีการออกประกาศห้ามให้คนไทยเดินทางไปยังประเทศพื้นที่เขตติดโรคด้วยหรือไม่ นายพัฒนากล่าวว่า ขอดูและประเมินสถานการณ์อีกครั้ง

วอนคน.แวะพักปท.อื่นแจ้งประวัติต้นทางจริง 

ด้าน นพ.เอนก มุ่งอ้อมกลาง รองอธิบดีกรมควบคุมโรค(คร.) กล่าวว่า จากสถานการณ์ผู้เดินทางจาก 2 ประเทศเขตติดโรคติดต่ออันตรายอีโบลาที่เพิ่มขึ้น แต่หลังประกาศมาตรการกักกัน 21 วัน นักท่องเที่ยวนักเดินทางต่างๆ ก็หยุดเดินทางเข้าประเทศไทย ปรากฏว่าตั้งแต่วันที่ 26 พ.ค.ที่ผ่านมา ก็ไม่มีผู้เดินทางเข้ามาแล้ว วันที่ 27 พ.ค.ก็ไม่มี และยังต้องขอดูข้อมูลวันนี้ว่าจะมีเข้ามาหรือไม่ ตรงนี้แสดงว่าระบบช่วยเบรกการนำเชื้อเข้าประเทศไทย ที่เหลือก็ไปกำกับติดตามผู้ที่ยังอยู่ในประเทศไทย

"ไทยไม่ได้แบนหรือห้ามเดินทางเข้า แต่เอามากัก 21 วัน ก็จะไปไหนไม่ได้ โอกาสเสี่ยงของไทยก็น้อยลง ยืนยันว่าถ้าไม่มีอาการจะไม่แพร่เชื้อ ถ้าตะครุบหรือจับคนที่มีอาการได้เร็ว ก็เข้าสู่กระบวนการควบคุมและรักษาต่อไป" นพ.เอนกกล่าว

นพ.เอนก กล่าวด้วยว่า ยังห่วงกลุ่มคนที่มีประวัติเดินทางมาจาก 2 ประเทศนี้ แต่เดินทางไปพักที่ต่างประเทศอื่น เช่น จีน อังกฤษ ประมาณ 5-6 วัน แล้วเข้ามาประเทศไทย ซึ่งจะไม่ทราบต้นทางที่แท้จริง เพราะไม่มีหลักฐานทาง ตม. เพราะฉะนั้นไม่ว่าคนไทยหรือนักท่องเที่ยว หากมีประวัติเดินทางมาจาก 2 ประเทศนี้ อยากให้แสดงตัวด้วย มีระบบดูแลอย่างดี ส่วนถามว่าจะถึงขั้นต้องแบนผู้เดินทางไหม จากมาตรการกักกันที่ซอฟต์กว่าก็ไม่มีคนเดินทางมาแล้ว ไม่เสียความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เราไม่ต้องประกาศรุนแรง เราแบนทางอ้อมด้วยมาตรการที่เข้มข้น ขณะนี้ก็น่าจะเพียงพอสำหรับประเทศไทย