"การขับเคลื่อนสู่ยุคใหม่ของอุตสาหกรรมการแพทย์ไทย คือการเปลี่ยนจากสิ่งที่คนไทยทำเป็น (Service) ไปสู่สิ่งที่คนไทยเป็นเจ้าของ (Innovation)" — นพ.วีรพล เขมะรังสรรค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
หัวใจสำคัญของการมีอายุยืนยาวไม่ใช่เพียงจำนวนปีที่เพิ่มขึ้นตามปฏิทิน แต่เป็นการ "อายุยืนอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี" มีร่างกายที่เสื่อมช้าลง และใช้ชีวิตอย่างมี "ความหมาย" ในทุกช่วงวัย แม้ในความเป็นจริง ร่างกายมนุษย์จะมีขีดจำกัดทางชีววิทยา
หลายคนอาจมองว่าความเสื่อมถอยจะมาเยือนในวัยเกษียณ แต่ในทางชีววิทยา ร่างกายของเราเริ่ม "ขาลง" ตั้งแต่อายุ 25 ปี เมื่อการแบ่งตัวของเซลล์เริ่มช้าลงสวนทางกับความเสื่อมที่เร่งสปีดขึ้น ทุกอวัยวะล้วนมีอายุขัยของเซลล์ที่จำกัด อย่าง เซลล์ผิวหนัง: มีอายุเพียง 30 วัน, เซลล์เม็ดเลือดแดง: ทำหน้าที่ขนส่งออกซิเจนได้ประมาณ 120 วัน, เซลล์กระดูกอ่อน: บริเวณข้อต่อที่มีชีวิตอยู่ได้เพียง 180 วัน
จำนวนเซลล์น้อยลงหลังอายุ 25 ปี
นพ.วีรพล เขมะรังสรรค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) "MEDEZE" กล่าวในงาน Asia Longevity Economy Summit 2026 (ALES) ระหว่างวันที่ 6-8 พฤษภาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) ภายใต้หัวข้อ "Closing Thought Leadership" ว่า หลังจากพ้นวัย 25 ปีแล้ว จำนวนเซลล์ที่เหลืออยู่อาจไม่เพียงพอต่อการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ จนนำไปสู่โรคแห่งความเสื่อม อย่างโรค NCDs ที่ทุกคนคุ้นเคย และการไปพบแพทย์นั้นต้องเข้าใจก่อนว่า แพทย์ไม่ใช่คนที่ทำให้แผลติดกัน แพทย์ทำหน้าที่เพียงการเย็บให้เนื้อเยื่อมาบรรจบกัน แต่ผู้ที่ทำหน้าที่เชื่อมประสานและชุบชีวิตอวัยวะต่างๆ คือ สเต็มเซลล์ ภายในร่างกายคนเรา
“ความเสื่อมเห็นได้ชัดที่สุดในระบบหลอดเลือด อยากให้จินตนาการว่าหลอดเลือดของเราเหมือนหนังยาง เมื่อยังเป็นเด็กจะยืดหยุ่นดีมาก แต่เมื่อเวลาผ่านไปหนังยางจะเริ่มแข็งและกรอบ นี่คือสาเหตุของโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งการกินยาขับปัสสาวะหรือยาขยายหลอดเลือดเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่ไม่เคยรักษาความเสื่อมของตัวหนังยางได้ ดังนั้น สเต็มเซลล์ และนวัตกรรมผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง (Advanced Therapy Medicinal Products หรือ ATMP) จะช่วยให้คนมีชีวิตยืนยาวอย่างมีสุขภาพดีและลดความเสื่อมได้”
เมื่ออายุถึง 50 ปี มนุษย์จะเริ่มเผชิญปัญหาทางสายตาและความดันโลหิต, อายุ 60 ปี เข้าสู่ภาวะข้อเข่าเสื่อม และเมื่อถึง 80 ปี ความเสี่ยงต่ออัลไซเมอร์และพาร์กินสันจะพุ่งสูงขึ้น การรักษาด้วยสเต็มเซลล์จะเป็นคำตอบในการฟื้นฟูผ่านกลไก Migration Property ที่เข้าไปซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่ต้นเหตุ การรักษาด้วยเซลล์บำบัดหรือสเต็มเซลล์ เป็นการยกระดับจากการพึ่งพายาเคมี (Chemical-based) สู่การใช้ชีวภาพ (Cell-based) ที่มีความแม่นยำสูง การใช้สเต็มเซลล์เพื่อซ่อมแซมความเสื่อมจากต้นเหตุ แทนการรักษาตามอาการด้วยยาเม็ดแบบเดิม จะเป็นอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) ที่มีมูลค่ามหาศาล
ยาที่ดีที่สุดคือ "เซลล์ของตัวเอง"
การเปลี่ยนผ่านสู่ ATMP เป็นการหนีจาก Red Ocean ของยาเม็ดและวัคซีนทั่วไป ไปสู่ Blue Ocean ของ "Personalized Precision Medicine" ที่เน้นการรักษาเฉพาะบุคคลที่มีมูลค่าสูง ซึ่งคู่แข่งรายใหญ่ไม่สามารถใช้กลยุทธ์ด้านราคามาทำลายได้ง่ายๆ
นพ.วีรพล กล่าวต่ออีกว่า ในอนาคตอีก 30-50 ปีข้างหน้า ยาที่ดีที่สุดในโลกคือ เซลล์ของตัวเอง ประเทศไทยกำลังก้าวข้ามการผลิตยาเม็ดหรือวัคซีนแบบดั้งเดิมที่มีกำไรน้อยและต้องแข่งกับผู้ผลิตรายใหญ่อย่างอินเดียหรือเกาหลี ไปสู่การพัฒนา Personalized Precision Medicine ซึ่งเป็นยาเฉพาะเจาะจงสำหรับบุคคลนั้นๆ โดยประเทศไทยมีโอกาสเติบโตจากการมีมาตรฐานธนาคารจัดเก็บเซลล์ระดับสากล ซึ่ง เมดีซ เป็นบริษัทที่ได้รับการตรวจสอบมาตรฐานระดับเดียวกับสหรัฐอเมริกา เพื่อให้ยาและนวัตกรรมในไทยสามารถนำไปทำการทดลองทางคลินิกในต่างประเทศได้
“ร่างกายคนเราจะมีจำนวนเซลล์ลดลงและเสื่อมสภาพตามอายุที่มากขึ้น การสร้างความมั่งคั่งทางชีวภาพหรือ Biological Wealth จึงมีความสำคัญ ไทยสามารถทำได้โดยการแช่แข็งเซลล์ไว้ตั้งแต่อายุยังน้อย เช่น เก็บไว้ตอนอายุ 20 ปี เพื่อคงสภาพเซลล์ที่แข็งแรงและมีประสิทธิภาพสูงไว้ใช้รักษาหรือฟื้นฟูร่างกายเมื่อเราแก่ตัวลง และเมื่อเกิดความเสื่อม ก็สามารถนำเซลล์ที่เก็บไว้มาซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ทำให้ร่างกายกลับมามีจำนวนเซลล์ที่สมบูรณ์”
ดันไทยศูนย์กลาง ATMP อาเซียน
ภาครัฐได้มีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ “Thailand ATMP Roadmap 2025” เพื่อสร้าง ATMP Cluster อย่างเป็นรูปธรรมภายใน 4 ปี โดยกระทรวงสาธารณสุข จัดทำโครงการ ATMPs Sandbox ร่วมกับเมดีซ และอยู่ระหว่างการดำเนินการ ปัจจุบันมีการจัดตั้งศูนย์กลางนวัตกรรม ATMP แห่งชาติที่ย่านสาทร และประกาศมาตรฐาน JPKP Guideline หรือมาตรฐานการผลิตและการทำวิจัยเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง (ATMP) และสเต็มเซลล์ที่มีคุณภาพสูงระดับสากล โดยเป็นเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นำมาใช้กำกับดูแลเพื่อให้การพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ของไทยเป็นที่ยอมรับในระดับโลก หากนวัตกรรมของไทยผ่านเกณฑ์นี้ จะสามารถส่งออกองค์ความรู้หรือทำการทดลองทางคลินิกในระดับสากลได้ทันที
นพ.วีรพล กล่าวอีกว่า มาตรฐานดังกล่าวจะทำให้ประเทศไทยสามารถขึ้นทะเบียนยาใหม่ที่คิดค้นโดยคนไทยเองได้เป็นครั้งแรก โดยเฉพาะยาในกลุ่ม Personalized Medicine (การแพทย์เฉพาะบุคคล) ซึ่งมีมูลค่าสูง แทนที่จะผลิตเพียงยาเม็ดพื้นฐานหรือวัคซีนที่มีกำไรน้อย รวมถึงเป็นนโยบายเร่งด่วนที่จะทำให้ประเทศก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้าน ATMP ของอาเซียนภายใน 4 ปี โดยมีการสนับสนุนจากภาครัฐและศูนย์กลางนวัตกรรม ATMP แห่งชาติ เพื่อสร้างระบบนิเวศการวิจัยที่ถูกต้องตามกฎหมายและเป็นสากล
“ความท้าทายใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ไข คือ การผลิตและพัฒนาแพทย์ เนื่องจากปัจจุบันมีแพทย์ประมาณ 50 คนเท่านั้นที่ได้รับการรับรองจากแพทยสภาให้ดำเนินการรักษาขั้นสูงได้ การขยายฐานการรับรองและการฝึกอบรมจึงเป็นวาระเร่งด่วนเพื่อไม่ให้เกิดคอขวดในการขยายตัวของอุตสาหกรรม ซึ่งการมีมาตรฐานระดับเดียวกับสหรัฐ จะเปลี่ยนไทยจากแหล่งรักษานอกระบบสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมที่ถูกกฎหมายและมีความน่าเชื่อถือ และจะดึงดูดเงินลงทุนจากญี่ปุ่นและยุโรปให้เข้ามาทำธนาคารเซลล์ในไทย”

