วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน 2569

Login
Login

10 วิธีคลายร้อนง่ายๆ ที่ใครๆ ก็ทำได้ ช่วยลดเสี่ยง ลดโรค

10 วิธีคลายร้อนง่ายๆ ที่ใครๆ ก็ทำได้ ช่วยลดเสี่ยง ลดโรค

จากสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อยในขณะนี้มีความไม่แน่นอนสูง  ทำให้การปรับตัวในการรับมือของผู้คนในหลายพื้นที่อาจเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะอากาศที่ร้อนจัดอาจจะทำให้ประชาชนเสี่ยงต่อการเกิดโรคลมแดด หรือการเป็นลมจากอากาศร้อน อย่าง โรคฮีทสโตรค ที่เกิดจากร่างกายไม่สามารถปรับอุณหภูมิได้ทันกับการที่ต้องไปอยู่ในสถานที่ที่มีอากาศร้อนจัดอบอ้าวและไม่มีอากาศถ่ายเท

สาเหตุแห่งโรคที่มากระทบร่างกายจากการเปลี่ยนแปลงของอากาศและฤดูกาลมี 6 ปัจจัยด้วยกัน คือ ลม แดดร้อน ความชื้น ความแห้ง ความเย็น และไฟ (ความร้อนที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย) ซึ่งแต่ละปัจจัยมีผลกระทบต่อการปรับตัวของร่างกายแตกต่างกัน ถ้าหากร่างกายไม่สามารถปรับตัวจากการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว หรือเพราะภาวะของร่างกายอ่อนแอจะทำให้เกิดโรคได้

ใครที่มองหาวิธีคลายร้อน เพื่อลดความเสี่ยงเกิดโรคฮีทสโตรค วันนี้ “กรุงเทพธุรกิจ” ได้รวบรวมวิธีคลายร้อนสุดง่ายที่ทำได้ด้วยตัวคุณเองมาฝาก ใครที่ต้องทำงานกลางแดด หรือต้องออกจากบ้านบ่อยๆ ในช่วงอากาศร้อน ลองนำ 10 วิธีคลายร้อนง่ายๆ 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

'ช่วงเวลาดื่มน้ำ' ที่ร่างกายต้องการ ดูแลสุขภาพ ปลุกสมอง ลดโรค

น้ำหนักขึ้นง่าย แต่ลงยาก เกิดจากอะไร? ‘เบาหวาน หรือไทรอยด์’

10 วิธีคลายร้อนที่ใครๆ ก็ทำได้

1.ดื่มน้ำให้เพียงพอ น้ำที่ดื่มควรเป็นน้ำเปล่าจะดีที่สุด ในหนึ่งวันเราควรดื่มน้ำให้ได้ 10 แก้ว โดยควรมีขวดไว้ข้างกาย เพื่อใช้จิบระหว่างวัน และ ไม่ควรกินน้ำแข็งหรือดื่มน้ำเย็นจัด เพราะฤดูร้อน อากาศร้อน ต้องหาทางช่วยดับความร้อน เพื่อป้องกันความร้อนกระทบร่างกายมากเกินไป เป็นหลักการที่ถูกต้อง

แต่วิธีการให้ความเย็นแทนที่มากเกินไป เช่น กินน้ำแข็ง อยู่ในที่ที่มีความเย็น กินแต่อาหารที่มีความเย็น ฯลฯ นับว่าไม่เหมาะสม โดยทั่วไป เรามักดื่มน้ำเย็นๆ น้ำใส่น้ำแข็ง น้ำชาแช่เย็นหรือใส่น้ำแข็ง น้ำอัดลม ผลไม้แช่เย็น เช่นแตงโม สับปะรด ฯลฯ ของเย็นๆ เหล่านี้จะมีผลกระทบต่อระบบการย่อยอาหาร

น้ำเย็นปริมาณมากจะไปเจือจางน้ำย่อย และมีผลให้เลือดที่มาหล่อเลี้ยงกระเพาะอาหารเพื่อทำการย่อยลดน้อยลง ทำให้สมรรถภาพการย่อยอาหารลดลง ก่อให้เกิดโรคกระเพาะลำไส้อักเสบได้ง่าย คนที่เป็นโรคกระเพาะและเป็นแผลอักเสบอยู่แล้วก็จะกำเริบได้ง่าย หรือคนที่เป็นโรคหลอดลมอักเสบ หากดื่มน้ำเย็นก็จะยิ่งทำให้มีอาการไอและหอบมากขึ้น นอกจากนั้น น้ำแข็งที่ไม่สะอาดก็มีส่วนทำให้เกิดท้องร่วงท้องเสียอีกด้วย

2.กินผลไม้ช่วยคลายร้อน การกินผลไม้ที่มีประโยชน์โดยเฉพาะผลไม้ที่ให้ความเย็นอย่างเช่น แตงโม แคนตาลูป มะพร้าว ชมพู่ เสาวรส ส้มเขียวหวาน จะช่วยให้คลายความร้อนได้ดี

3.หลีกเลี่ยงคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ เพราะสองอย่างนี้มีคุณสมบัติช่วยคายน้ำออกจากร่างกาย เพราะฉะนั้นถ้าไม่อยากให้ร่างกายขาดน้ำจนอยู่ในสภาวะช็อก ควรดื่มน้ำเปล่าแทน

4.เครื่องดื่มที่เหมาะสมในหน้าร้อน

ในฤดูร้อนที่เรามีการสูญเสียน้ำทางเหงื่อมาก การทดแทนน้ำในร่างกายที่เสียไปที่ดี คือ การดื่มน้ำเปล่า (ที่สุกแล้ว) หรือถ้าจะเสริมปรุงแต่งด้วยน้ำตาล เกลือ หรือสมุนไพรอื่นๆ ก็สามารถเลือกได้ตามความชอบและความเหมาะสม เช่น

  • การดื่มชาร้อน น้ำเก๊กฮวยน้ำดอกสายน้ำผึ้ง น้ำใบไผ่ น้ำบ๊วย น้ำถั่ว จะช่วยลดความร้อนของหัว ใจ (การไหลเวียนเลือด) ทำให้ตาสว่าง เพิ่มน้ำในร่างกาย บำรุงตับ บำรุงไต เจริญอาหาร ช่วยระบบย่อยและดูดซึมอาหาร  ขับปัสสาวะเสริมพลังร่างกาย
  • การเติมน้ำตาลและเกลือ(ในปริมาณที่พอเหมาะ) ในเครื่องดื่มต่างๆ จะช่วยเสริมพลังและป้องกันการสูญเสียเกลือโซเดียมของร่างกายได้ โดยเฉพาะคนที่ทำงานกลางแจ้งหรือใช้แรงงานมาก
  • การดื่มน้ำชาหรืออาหารสมุนไพรที่ร้อน มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มการขับเหงื่อ กระจายความร้อน สังเกตได้ว่าหลังจากกินอาหารดังกล่าวจะทำให้รู้สึกสบาย สรรพคุณของสมุนไพรก็เพื่อทำให้ภายในร่างกายไม่ร้อนเกินไป และสร้างน้ำเพื่อไม่ให้เสียเหงื่อมาก แต่ไม่ควรดื่มน้ำชาใส่น้ำแข็ง เพราะมีผลเสียมากกว่าผลดี

5.ออกกำลังกายแต่พอดี ไม่ควรออกกำลังกายหักโหมเกินไป เพื่อป้องกันไม่ให้สูญเสียน้ำในร่างกายมากเกินไป และควรออกกำลังกายช่วงเย็น

6.พักผ่อนให้เพียงพอ ควรเลือกนอนแต่หัวค่ำ เนื่องจากในช่วงหน้าร้อนกลางวันจะยาวนานกว่ากลางคืน เราจึงควรเข้านอนให้เร็วขึ้นเพื่อให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเองหลังจากเสียเหงื่อมาทั้งวัน

โดยธรรมชาติของฤดูร้อน กลางวันจะยาว กลางคืนจะสั้น (คนทั่วไปที่ไม่ได้นอนในห้องปรับอากาศที่ปรับอุณหภูมิ) กว่าอากาศจะเย็นสบายให้นอนหลับได้ก็มักจะดึก แล้วตอนเช้าตรู่ท้องฟ้าก็สว่างเร็ว ทำให้ต้องตื่นเช้ากว่าที่เคยเป็น หน้าร้อนเราจะนอนได้น้อยกว่าปกติ ขณะเดียวกันอุณหภูมิในตอนกลางวันจะทำให้เสียเหงื่อ เสียพลัง เหนื่อยง่าย (เพราะมีเลือดไหลเวียนมาที่ผิวกายมากกว่าปกติ แต่ไปเลี้ยงสมองหรือไป ที่ระบบการย่อยอาหารน้อยกว่าปกติ) ทำให้ไม่ค่อยสดชื่น สมองไม่ปลอดโปร่ง รู้สึกง่วงตลอด

ในภาวะเช่นนี้ หลายคนที่อยู่ในห้องปรับอากาศอาจจะไม่ค่อยรู้สึกกับการเปลี่ยนของอากาศมากนัก แต่สำหรับคนทั่วไป (โดยเฉพาะคนในชนบทหรือคนที่ต้องทำงานในที่กลางแจ้ง) การได้พักผ่อนนอนหลับในช่วงกลางวันบ้าง จะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพไม่น้อยเลย ผู้ที่ทำงานในที่ทำงานคงจะนอนหลับกลางวันไม่สะดวก อาจใช้วิธีนั่งพิงพนักตัวตรง หลับตา สงบนิ่งๆ ในช่วงกลางวัน ก็เป็นการพักผ่อนที่ดี แต่สำหรับผู้ที่สถานทีอำนวยที่จะนอนหลับช่วงกลางวันนั้น ท่าที่นอนควรเป็นท่านอนราบหรือนอนตะแคง ห้ามนอนคว่ำ หรือนอนฟุบบนโต๊ะทำงาน เพราะจะกดท้อง กดทรวงอก กระทบการหายใจ ทำให้กล้ามเนื้อไม่คลายตัวจึงผ่อนคลายไม่เต็มที่

7.สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี อากาศร้อนถ้าเราสวมใส่เสื้อผ้าที่มีเนื้อผ้าหนาก็คงไม่สบายตัว ควรเลือกเนื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดีอย่างผ้าคอตตอน (ผ้าฝ้าย 100%) ที่ใส่สบาย เนื้อผ้านุ่มและดูดซับน้ำได้ดี

8.ทำให้ในบ้านมีอากาศถ่ายเทได้สะดวก การเปิดประตู หน้าต่าง เพื่อให้ลมพัดเข้าให้อากาศถ่ายเทสะดวก และควรจัดบ้านให้โล่งๆ การใช้สีก็สามารถช่วยให้เรารู้สึกเย็นสบายได้เช่นกัน เช่น สีเขียว สีฟ้า

9.กินของหวานให้น้อยลง เพราะอาหารที่มีน้ำตาลสูงจะส่งผลให้ร่างกายเพิ่มการเผาผลาญทำให้อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้น

10.กินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ เพราะอากาศร้อน เหมาะแก่การเติบโตของเชื้อโรคบางชนิด โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรีย ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ ไม่ควรกินอาหารค้างคืน หรือสุกๆ ดิบๆ

วิธีการดูแลสุขภาพเด็กเล็กในช่วงหน้าร้อน

ในเด็ก การปรับตัวของร่างกายจะยังไม่สมบูรณ์เหมือนผู้ใหญ่ เด็กๆ จึงเจ็บป่วยได้ง่ายโดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อน ซึ่งคุณพ่อคุณแม่จะต้องให้ความเอาใจใส่ดูแลลูกในเรื่องสำคัญๆ 4 เรื่องด้วยกัน นั่น  คือ

1.เรื่องเสื้อผ้า ควรเป็นประเภทผ้าฝ้ายที่ดูดซับเหงื่อและระบายความร้อนได้ดี เสื้อผ้าของเด็กต้องหลวม ไม่คับ เพราะจะทำให้เด็กรู้สึกอึดอัด และควรระวังเรื่องการอับชื้นจากปัสสาวะ เพราะจะทำให้ผิวหนังเกิดผดผื่นคันได้

2.เรื่องอาหาร ในหน้าร้อนระบบการย่อยอาหารจะทำงานน้อยลง ร่างกายของเด็กยังอ่อนแอ และติดเชื้อได้ง่าย เพราะฉะนั้น อาหารจึงต้องสุกและสะอาดเสมอ น้ำแข็ง น้ำอัดลม ไอศกรีม ที่เป็นของโปรดของเด็กๆ ทุกคน ขณะเดียวกันความเย็นก็จะทำให้ระบบการย่อย การดูดซึมอาหารผิดปกติ จึงไม่ควรให้เด็กๆ กินบ่อย

3.ที่อยู่อาศัย การระบายความร้อนในห้องนอนมีความสำคัญต่อเด็กมาก ถ้าหากไม่มีเครื่องปรับอากาศ การใช้พัดลมต้องระมัด ระวังไม่ให้พัดลมถูกตัวเด็กโดยตรงไม่ควรให้เด็กนอนในที่เปียกชื้น บนพื้นปูน หรือพื้นที่เย็น ในกรณีที่เด็กมีเหงื่อออกมาก ต้องพลิกตัวเด็กบ่อยๆ เพื่อระบายความร้อนและใช้ผ้าผืนบางๆ เล็กๆ ปิดบริเวณหน้าอกและบริเวณท้อง เพื่อป้อง กันการกระทบความเย็น

4.การเดินทาง ในแสงแดดมีรังสีอินฟราเรดและรังสีอัลตราไวโอเลตซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย ดังนั้น  เมื่อต้องเดินทางไปไหน โดยเฉพาะในช่วงปิดเทอม คุณพ่อคุณแม่จึงควรให้ลูกสวมหมวก ใส่เสื้อแขนยาว และกางเกงขายาว เพื่อช่วยป้องกันแสงแดด

หญิงตั้งครรภ์กับการปฏิบัติตัวในหน้าร้อน

ขณะตั้งครรภ์ การเผาผลาญพลังงานในร่างกายของผู้หญิงจะสูงกว่าภาวะปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงใกล้คลอด จึงทำให้มีอาการหงุดหงิด มีเหงื่อออก อ่อนเพลีย และเกิดภาวะลมแดดง่ายกว่าคนปกติ อย่างไรก็ตาม ในผู้หญิงตั้งครรภ์ การสวมใส่เสื้อผ้าจะต้องมิดชิด และเพื่อป้องกันการกระทบความเย็น จึงควรหลีกเลี่ยงการเปิดพัดลมกระทบโดยตรง

ขณะเดียวกันต้องป้องกันความร้อนอบอ้าวด้วย การระบายอากาศในห้องจึงต้องดี ไม่ควรนอนบนเสื่อที่เย็น และ ควรมีผ้าห่มคลุมกายเสมอ ดื่มน้ำให้เพียงพอ ระวังอย่าให้เป็นหวัด ห้ามอาบน้ำร้อนจัดหรือเย็นจัดเกินไป เสื้อผ้าต้องหลวม ระบายอากาศดี ดูดซับเหงื่อได้ดี เช่น ผ้าฝ้าย ฯลฯ และผิวกายต้องสะอาดสะอ้าน อาหารที่กินต้องสดสะอาด และมีประโยชน์ เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ ปลา นม ถั่ว ฯลฯ ผลไม้พวกแตง (แตงโม แตงกวา) รวมทั้งมะเขือเทศ ซึ่งมีฤทธิ์ขับร้อน หยุดกระหาย ก็มีความเหมาะสม (แต่ไม่ควรแช่เย็น) และควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทอุ่นร้อน อาหารและเครื่องดื่มที่ลดร้อนควรเป็นพวกถั่วเขียวต้ม ชาดอกเก๊กฮวย น้ำดื่มที่มีน้ำหวานและเกลือ (เกลือแร่)

นอกจากนี้ หญิงตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตรควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์หรือ กาเฟอีน เพราะสามารถผ่านเข้าไปในรกได้ง่าย และยังผ่านไปยังเต้านมไปถึงทารกได้ด้วย

บุคคล 3 ประเภทที่ต้องระวังให้มาก

  • คนสูงอายุที่ร่างกายอ่อนแอ (คนสูงอายุมักมีระบบย่อยไม่ดีและความร้อนในร่างกายจะถดถอย เนื่องจากไตเสื่อมตามสภาพ)
  • คนที่มีสภาพของม้ามพร่อง (มีอาการการย่อยอาหารและการดูดซึมไม่ดี ท้องอืดง่าย)
  • คนที่มีสภาพของไตหยางพร่อง (มีอาการขี้หนาว แขนขาเย็น ลิ้นบวม และสีซีดขาว)

ผู้ที่มีลักษณะทั้ง 3 อย่างดังกล่าว เมื่อได้รับความร้อนจากแดดร้อน ถ้าดื่มน้ำเย็นหรือกินอาหารที่มีความเย็นมากเกินไป จะทำให้ระบบการย่อยอาหารและการดูดซึม ผิดปกติได้ และเกิดความชื้นสะสมในร่างกาย อาการที่แสดงออก คือ ท้องเสีย ติดเชื้อง่าย ขี้หนาว ปวดหัว ตัวร้อนแต่ไม่สามารถขับเหงื่อได้ ปวดข้อและปวดตามกล้ามเนื้อ มักตรวจ พบว่า มีฝ้าสีขาวบนลิ้น

นอกจากนั้น ในส่วนของสัตว์เลี้ยง ควรนำไปฉีดวัคซีน เนื่องจากฤดูร้อน อากาศร้อนอย่างต่อเนื่องอาจทำให้สัตว์หงุดหงิดได้ง่าย ประกอบกับช่วงปิดเทอมเด็กที่เล่นกับสุนัขจึงมีโอกาสถูกกัดได้ง่าย แม้ว่าจะเป็นสุนัขในบ้านที่ได้รับวัคซีนป้องกันแล้วก็ตาม อาจได้รับเชื้อพิษสุนัขบ้าจากที่สุนัขของตนไปเล่นกับสุนัขจรจัดนอกบ้านได้

ร้อนนี้ต้องระวังสุขภาพในด้านใด

  • ความเครียด อารมณ์ร้อนง่าย เป็นช่วงเวลาที่ต้องอดทน ไม่อารมณ์ร้อนตามอุณหภูมิข้างนอก
  • หวัดแดด เลี่ยงการตากแดดช่วง 11.00-15.00 น. เป็นเวลานาน
  • โรคอาหารเป็นพิษ , โรคอุจจาระร่วง อากาศร้อนมักทำให้อาหารเสีย บูดง่าย ฉะนั้นต้องระวังอาหารการกินให้ดี เน้นสุก และสะอาด
  • โรคผิวหนัง อาการร้อนชื้น เมื่อเกิดการหมักหมมก็อาจทำให้เป็นกลาก เกลื้อน หรือผดร้อนได้
  • โรคระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม ปวดหัว ตัวร้อน ไมเกรน ไอ จาม

อ้างอิง: BPKโรงพยาบาลในเครือบางปะกอก , สสส.