มีผลบังคับแล้ว! 'จ่ายเพิ่มเงินสมทบ ประกันสังคม' ม.ค.69 เริ่มเดือนแรก

มีผลบังคับใช้แล้ว เพิ่มเพดานค่าจ้างในรอบ 30 ปี ผู้ประกันตนมาตา 33 ราว 4 ล้านคน จ่ายเงินสมทบประกันสังคมเพิ่ม เริ่มเดือนแรก ม.ค.2569
KEY
POINTS
- กฎกระทรวงใหม่ให้ปรับเพิ่มเพดานค่าจ้างสำหรับคำนวณเงินสมทบประกันสังคมของผู้ประกันตนมาตรา 33 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป
- การปรับเพิ่มเพดานค่าจ้างจะแบ่งออกเป็น 3 ระยะ โดยระยะแรก (ปี 2569-2571) จะปรับฐานสูงสุดเป็น 17,500 บาท ทำให้ต้องจ่ายเงินสมทบสูงสุด 875 บาทต่อเดือน
- ผู้ประกันตนจะได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ เพิ่มขึ้นตามฐานเงินสมทบที่สูงขึ้น เช่น เงินทดแทนกรณีเจ็บป่วย ว่างงาน คลอดบุตร และเงินบำนาญชราภาพ
เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่เผยแพร่กฎกระทรวง กำหนดค่าจ้างขั้นต่ำและขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 พ.ศ.2568
ระบุว่า อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 7 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 และมาตรา 46 วรรคห้า แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2542 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
เพิ่มเพดานค่าจ้างระยะแรกมีผลตั้งแต่ 1 ม.ค.2569
ข้อ 1 กฎกระทรวงนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป
ข้อ 2 ให้ยกเลิกกฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2538) ออกตามความในพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533
ข้อ 3 ค่าจ้างขั้นต่ำและขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 แต่ละคน ให้กำหนดเป็นจำนวน ดังต่อไปนี่
(1) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2571 จำนวนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 1,650 บาท และไม่เกินเดือนละ 17,500 บาท
(2) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2572 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2574 จำนวนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 1,650 บาท และไม่เกินเดือนละ 20,000 บาท
(3) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2575 เป็นต้นไป จำนวนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 1,650 บาท และไม่เกินเดือนละ 23,000 บาท
สำหรับเหตุผลในการประกาศกฎกระทรวงดังกล่าว คือ โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงค่าจ้าจ้างขั้นต่ำและขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 แต่ละคน ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน เพื่อให้ผู้ประกันตนได้รับประโยชน์ทดแทนเพิ่มขึ้นตามฐานในการคำนวณเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้
มาตรา 33 ราว 4 ล้านคนจ่ายเพิ่ม
กฎกระทรวงดังกล่าว ระยะที่ 1 มีผลตั้งแต่ 1 ม.ค.2569 มีผลทำให้ผู้ประกันตนมาตรา 33 ต้องจ่ายเงินสมทบประกันสังคมเพิ่มขึ้น จากการที่คิดคำนวณเงินสมทบที่อัตรา 5 % ของฐานค่าจ้างสูงสุด 17,500 บาท จากเดิมคิดฐานสูงสุดที่ 15,000 บาท โดยต้องจ่ายเงินสมทบสูงสุด 875 บาทต่อเดือน
ภาพรวมจะมีผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่จะต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มขึ้นเมื่อมีการปรับเพดานค่าจ้างสูงสุดประมาณ 30 % ของผู้ประกันตนในระบบ หรือประมาณ 4 ล้านคน ส่งผลต่อการจัดเก็บรายได้ของกองทุนประกันสังคม
คาดการณ์ว่าการปรับเพดานค่าจ้างสูงสุดระยะที่ 1 จะทำให้มีรายได้จัดเก็บในปี 2569 ประมาณ 258,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 21,000 ล้านบาทต่อปี โดยมาจากเงินสมทบของรัฐบาลเพิ่มขึ้นประมาณ 4,500 ล้านบาท ฝ่ายนายจ้าง 8,000 ล้านบาท และฝ่ายลูกจ้าง 8,000 ล้านบาท
ก่อนที่จะปรับเพิ่มอีกครั้งระยะที่ 2 ปี 2572-2574 จะปรับเป็น 20,000 บาท จ่ายเงินสมทบสูงสุด 1,000 บาทต่อเดือน และระยะที่ 3 ตั้งแต่ปี 2575 เป็นต้นไป จะใช้เพดานที่ 23,000 บาทจ่ายเงินสมทบสูงสุด 1,150 บาทต่อเดือน
สิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น
ในการปรับเพิ่มเพดานค่าจ้าง และมีผลจ่ายสมทบประกันสังคมเพิ่มขึ้นนั้น สำนักงานประกันสังคม(สปส.) ยืนยันว่า จะมาพร้อมกับ สิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นด้วย โดยเมื่อปรับระยะที่ 1 สิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้น ดังนี้
- เงินทดแทนกรณีเจ็บป่วย เดิมสูงสุด 7,500 บาทต่อเดือน เพิ่มเป็น 8,750 บาทต่อเดือน
- เงินทดแทนกรณีทุพพลภาพ เดิมสูงสุด 7,500 บาทต่อเดือน เพิ่มเป็น 8,750 บาทต่อเดือน
- เงินทดแทนกรณีว่างงาน เดิมสูงสุด 7,500 บาทต่อเดือน เพิ่มเป็น 8,750 บาทต่อเดือน
- เงินทดแทนกรณีคลอดบุตร เดิมสูงสุด 22,500 บาทต่อครั้ง เพิ่มเป็น 26,250 บาทต่อครั้ง
- เงินทดแทนกรณีเสียชีวิต เดิมสูงสุด 90,000 บาท เพิ่มเป็น 105,000 บาท
- เงินบำนาญในกรณีส่งเงินสมทบครบ 15 ปี เดิมสูงสุด 3,000 บาทต่อเดือน เพิ่มเป็น 3,500 บาทต่อเดือน
- เงินบำนาญในกรณีส่งเงินสมทบครบ 25 ปี เดิมสูงสุด 5,250 บาทต่อเดือน เพิ่มเป็น 6,125 บาทต่อเดือน
ลดเงินสมทบประกันสังคม 6 เดือน 9 จ.
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 มีมติเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการลดหย่อนการออกเงินสมทบของนายจ้าง และผู้ประกันตนในท้องที่ประสบภัยพิบัติอย่างร้ายแรง พ.ศ. …. เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่นายจ้าง ลูกจ้าง และผู้ประกันตนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ
นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า เป็นการปรับลดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคมเป็นระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่งวดเดือนธันวาคม 2568 ถึงเดือนพฤษภาคม 2569 ครอบคลุมพื้นที่ประสบภัยพิบัติอย่างร้ายแรง 9 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี พัทลุง ยะลา สงขลา สตูล และสุราษฎร์ธานี
โดยผู้ประกันตนมาตรา 33 จะปรับลดอัตราเงินสมทบจากเดิมที่นายจ้างและลูกจ้างนำส่งฝ่ายละ 5 % ต่อเดือน เหลือฝ่ายละ 3 % ของค่าจ้างผู้ประกันตน โดยรัฐบาลยังคงนำส่งเงินสมทบในอัตราเดิม 2.75 % ของค่าจ้างผู้ประกันตนต่อเดือน ขณะที่ผู้ประกันตนมาตรา 39 จะปรับลดเงินสมทบจากเดิม 432 บาทต่อเดือน (ฐานค่าจ้าง 4,800 บาท) เหลือ 283 บาทต่อเดือน
ด้าน น.ส.กาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวเพิ่มเติมว่า การลดอัตราเงินสมทบครั้งนี้ จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่นายจ้างและผู้ประกันตนในพื้นที่ประสบภัยพิบัติทั้ง 9 จังหวัด คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 1,401 ล้านบาท
โดยผู้ประกันตนสามารถนำเงินส่วนนี้ไปเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อฟื้นฟูความเป็นอยู่และบรรเทาผลกระทบจากอุทกภัย เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ และช่วยลดปัญหาสภาพคล่องทางการเงินในช่วงระยะเวลา 6 เดือน ในส่วนของนายจ้าง การลดเงินสมทบดังกล่าวจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของสถานประกอบการ เพิ่มสภาพคล่อง และเอื้อต่อการฟื้นฟูกิจการที่ได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติอย่างร้ายแรง
ทั้งนี้ ภายหลังคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการแล้ว กระทรวงแรงงานจะดำเนินการออกประกาศกระทรวงแรงงานและประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้มีผลบังคับใช้ต่อไป







